ผลศึกษาตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatric เผยแพร่วานนี้ ( 30 ก.ค.) พบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ มีระดับสารพันธุกรรมไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ในจมูกและคอ สูงกว่าเด็กโตกว่าและผู้ใหญ่ 10-100 เท่า ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ เด็กเล็กอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการแพร่โควิด-19 ในชุมชน  

นักวิจัยนำโดย ดร.เท์เลอร์ ฮีลด์-ซาร์เจนท์ จากโรงพยาบาลเด็ก แอนด์ แอนด์ รอเบิร์ตส์ เอช ลูรี ตรวจสวอบจมูกผู้ป่วยโควิด-19 ในชิคาโก อาการไม่รุนแรงถึงปานกลางในช่วงสัปดาห์แรกที่มีอาการ จำนวน145 คน ช่วงวันที่ 23 มี.ค.-27 เม.ย. โดยแยกผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ เด็กต่ำกว่า 5 ขวบ 46 คน  เด็กวัย 5 ขวบ-17 ปี  51 คน และผู้ใหญ่อายุ 18-65 ปีจำนวน 48 คน ผลตรวจพบว่าไวรัส SARS-CoV-2 ในทางเดินหายใจส่วนบนของเด็กเล็ก มีปริมาณสูงกว่ากลุ่มอื่น 10-100 เท่า 


 

ผลศึกษาไม่ได้สรุปว่าเด็กเล็กที่มีปริมาณไวรัสมาก มีแนวโน้มแพร่เชื้อให้ผู้อื่นหรือไม่ แต่นักวิจัยยกผลศึกษาในห้องแลบเมื่อไม่นานมานี้ที่พบว่า ยิ่งสารพันธุกรรมไวรัสมาก การแพร่เชื้อก็จะยิ่งง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ทราบกันว่า เด็กที่มีไวรัสโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ RSV ปริมาณสูง มักจะแพร่โรคได้มากกว่า ดังนั้น เด็กเล็กจึงอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการแพร่เชื้อไวรัส  SARS-CoV-2 ในหมู่ประชากรทั่วไป  นิสัยเชิงพฤติกรรมของเด็กเล็กและในสถานที่การรวมตัวใกล้ชิดแบบในโรงเรียนและสถานเลี้ยงเด็ก จุดความวิตกการขยายตัวของ SARS-CoV-2 ในประชากรกลุ่มนี้ เมื่อมีการผ่อนปรนมาตรการเข้มงวด 

ผลวิจัยชิ้นนี้สวนทางกับการประเมินของทางการสาธารณสุขหลายประเทศที่ว่า เด็กเล็กที่ติดไวรัสโรคโควิด-19 อาการมักไม่รุนแรง และไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นมากนัก กระนั้น จนถึงปัจจุบัน ยังมีงานวิจัยในหัวข้อนี้น้อยมาก มีผลศึกษาชิ้นหนึ่งในเกาหลีใต้ที่พบว่า เด็กอายุ 10-19 ปีแพร่โควิด-19 ภายในบ้านได้เท่าผู้ใหญ่ แต่เด็กอายุต่ำกว่า 9 ขวบแพร่ไวรัสในอัตราต่ำกว่า 

ผลศึกษาล่าสุด นี้มีข้อจำกัดเช่นกัน รวมถึงขนาดกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างเล็ก ไม่ได้แยกเชื้อชาติหรือเพศ และมีโรคประจำตัวด้วยหรือไม่ กระนั้น ดร.ฮีลด์-ซาร์เจนท์ บอกนิวยอร์กไทมส์ว่า อย่างหนึ่งที่ได้จากผลศึกษานี้ก็คือเราไม่อาจสรุปได้ว่าเด็กไม่ป่วย หรือป่วยมาก หมายถึงไม่มีไวรัส