คมชัดลึกออนไลน์ 1 เมษายน 2563
คมชัดลึกออนไลน์
ต่างประเทศ

โจ โลว์ ทาสความสำเร็จของตัวเอง หรือยอดอัจฉริยะคดโกง

1 มีนาคม 2563 - 19:45 น.
โจ โลว์
ต่างประเทศ

Shares :
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

โดย....บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์


 

                                  จู่ๆ ชื่อของ โจ แซ่ล้อ หรือโล้ว หรือ "ล้อ เตียก โจ" หรือโจ โลว์ ชาวมาเลย์เชื้อสายจีนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่ปีนัง วัยปลาย 30 หรือต้น 40 ปี พลันเป็นชื่อติดหูคนไทยเมื่อโฆษกอดีตพรรคที่ถูกศาลสั่งยุบพยายามจับแพะชนแกะ หมายจะกล่าวหารัฐบาลว่าพัวพันกับมหากาพย์การทุจริตฉ้อฉลครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ของแดนเสือเหลืองมาเลเซียหรืออาจจะของโลกด้วยซ้ำ นั่นก็คือการทุจริตในกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย หรือ กองทุนวัน เอ็มดีบี (1MDB) จนทำให้ชื่อของนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีและนางรอสมาห์ มันซูร์ หรือ "ป้าลูซี่” สองสามีภรรยาโด่งดังยิ่งกว่าคดีทุจริตของสองศรีพี่น้อง ณ แดนไกลที่ป่านนี้ยังหาทางกลับบ้านไม่เจอเสียอีก

 

 

                                 ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐและจากเอฟบีไอเผยว่า โจ แซ่ล้อ เป็นกระบี่มือหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังนาจิบในการตั้งกองทุนวันเอ็มดีบี เมื่อปี 2552 ในรูปแบบของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ มีหน้าที่บริหารเงินลงทุนของรัฐเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ คล้ายๆ กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ หรือถ้าพูดตามประสาชาวบ้านจะคล้ายกับแชร์ลูกโซ่หรือแชร์แม่ชม้อย เพียงแต่มีกฎหมายรับรองการจัดตั้ง แต่ไม่รับประกันในเรื่องความสุจริต


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

                                 จากหลักฐานต่างๆ ล้วนแต่ชี้ตรงกันว่า โจ ล้อ เป็นตัวการสำคัญในการผ่องถ่ายเงินจากกองทุนวัน เอ็มดีบี ด้วยวิธีอันแยบยล กระทั่งกองทุนนี้มีหนี้สินผูกพันถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาแค่ 6 ปี กลับตาลปัตรกับการที่นาจิบ-ป้าลูซี่ นายริซา อาซีซ ลูกติดของป้าลูซี่กับสามีคนแรก และโจ ล้อ กลับรวยเอาๆ ใช้ชีวิตสุดหรูเกินเงินเดือนนายกรัฐมนตรีที่รวมแล้วแค่ปีละ 100,000 ดอลลาร์ หรือราว 3,200,000 บาท จากหลักฐานที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐรวบรวมได้ ชี้ว่านาจิบได้ยักยอกเงินจากกองทุนนี้กว่า 4,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 145,800 ล้านบาท)

 

 

 

                                 ล้อ เตียก โจ (หรืออีริค ตัน นามแฝงที่ใช้เปิดบัญชีเงินฝากและทำธุรกรรมที่สิงคโปร์) เป็นลูกคนสุดท้องของลาร์รี่ ล้อ ฮก เพ้ง หรือ แลร์รี่ ล้อ โดยมีพี่น้องอีก 2 คน สำหรับลาร์รี่ ล้อ ผู้เป็นพ่อนั้น เป็นผู้บริหารของบริษัทโฮลดิ้งที่บริหารจัดการเงินลงทุน ชื่อ MWE Holdings แต่ได้แยกตัวจากหุ้นส่วนเมื่อกลางทศวรรษ 2533 ลาร์รี่ ล้อ ยังได้เข้ามาทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนพัวพันกับกองทุนวันเอ็มดีบี จากการชักนำของลูกชายคนเล็ก ซึ่งครอบครัวนี้ฝากความหวังมาตั้งแต่เด็กเพราะส่อแววฉลาดและเอาดีทางธุรกิจและการลงทุนค้าขายตั้งแต่อายุยังน้อย แต่น่าเสียดายที่ โจ ล้อ ใช้ความเป็นอัจฉริยะในทางมิชอบ อาศัยการเกาะแข้งเกาะขาผู้มีอำนาจล้นฟ้ามาต้มตุ๋นคนที่ฉลาดน้อยกว่า

 

 

                                 ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ นสพ.วอลสตรีท เจอร์นัล ที่ตามเจาะข่าวนี้รายงานว่า โจ ล้อ เป็น "ทายาท” ของครอบครัวที่มีฐานะดีมาก ทวดของเขาได้สร้างฐานะจากธุรกิจเหมืองแร่ที่ภูเก็ตและเหล้าในไทย วอลสตรีทยังได้ประเมินทรัพย์สินของครอบครัวล้อแห่งปีนังว่ามีราว 1,750 ล้านดอลลาร์ แต่โจ ล้อ ชอบคุยโวว่าตัวเองนั้นสร้างฐานะด้วยมันสมองของตัวเอง

 

                                 ระหว่างศึกษาที่โรงเรียนแฮร์โรว์ที่อังกฤษ เขาเริ่มรู้จักและคบหาเป็นพื่อนสนิทกับริซา อาซิซ ลูกเลี้ยงของนาจิบ ซึ่งเรียนอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ความสนิทสนมนี้ทำให้พลอยรู้จักและสนิทสนมกับรอสมาห์ มันซูร์ แม่ของริซา ถึงขนาดไปพักอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของเธอเป็นเวลาหลายเดือน

 

 

 

                                 หลังจากย้ายไปเรียนที่วอร์ตันสคูลหรือคณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย โจ ล้อได้ตั้งกลุ่มนักศึกษามาเลเซียขึ้นและยังสร้างความสัมพันธ์กับนักศึกษาชาวจอร์แดนและคูเวต ที่มาจากครอบครัวชื่อดัง แม้กระทั่งก่อนจะสำเร็จการศึกษา โจ ล้อ ก็สามารถหารายได้ที่เจ้าตัวพูดในภายหลังว่า "ให้กับครอบครัวของผมและเพื่อนสนิทจากตะวันออกกลางและเพื่อนจากเอเชียอาคเนย์”

 

                                 เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว โจ ล้อ เดินทางกลับประเทศแล้วเริ่มต้นงานที่ถนัดด้วยการช่วยธนาคารของคูเวตแห่งหนึ่งซื้อคอมเพล็กซ์ระฟ้าชื่อ ดิ โอวัล และนำเงินลงทุนจากตะวันออกกลางมาที่ประเทศด้วยการตั้งเขตนิคมอุตสาหกรรมเสรีขึ้นทางใต้ของประเทศ และตั้งศูนย์กลางการเงินแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในปี 2550 เขาได้ตั้งกลุ่มการลงทุนขึ้น ในบรรดาผู้ร่วมลงทุนมีทั้งเจ้าชายองค์หนึ่งของมาเลเซีย ชีค จากคูเวตและเพื่อนคนหนึ่งจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งต่อมาได้เป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐและเม็กซิโก 2 ปีต่อมา โจ ล้อได้ขายแผนที่จะตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และขอการสนับสนุนจากสุลต่านจากรัฐตรังกานู ซึ่งขณะนั้นทรงเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียควบคู่กันไปด้วย แต่การทำธุรกิจระหว่างโจ ล้อกับสมเด็จพระราชาธิบดีได้สิ้นสุดลงหลังจากนั้นไม่นานนัก

 

 

 

                                 โจ ล้อ เคยเปิดเผยถึงเคล็ดลับความสำเร็จว่ามาจากการสร้างสายสัมพันธ์และการเลือกคบมิตรสหายจนถึงระดับไว้วางใจกัน เมื่อโอกาสมาถึง ทุกอย่างก็จะลงตัวเอง แล้วโอกาสของเขามาถึงในเดือนเมษายน 2552 เมื่อนาจิบ ราซัค พ่อเลี้ยงของริซา อาซิซ ได้ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้สานต่อโครงการตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ซึ่งต่อมาได้กลับกลายเป็นวันเอ็มดีบี และโจ ล้อ นี่เองที่เป็นคนทำข้อตกลงกับ เปโตรซาอุดี และบริษัทอื่นๆ เพื่อทำธุรกรรมกับกองทุนวันเอ็มดีบี

 

                                 สุดยอดอัจฉริยะในการลงทุนแห่งมาเลเซียมักจะอ้างว่าเริ่มธุรกิจจากการเข้าไปลงทุนซื้อขายในนามของเพื่อนหรือนักลงทุนรายอื่นๆ จากรายงานของนิวยอร์กไทมส์เมื่อปี 2550 เผยว่า โจ ล้อ ได้รวบรวมกลุ่มนักลงทุนกระเป๋าหนัก รวมไปถึงเจ้าชายของมาเลเซีย ชีคแห่งคูเวต และเพื่อนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งต่อมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐและเม็กซิโก แล้วตั้งบริษัทบังหน้าขึ้นชื่อ Jynwel Capital อ้างว่าลงทุนร่วมกับ Szen Low พี่ชายของโจ ล้อ จากนั้นใช้บริษัทนี้เป็นบันไดสร้างความสัมพันธ์กับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมไปถึง บริษัท Mubadala Development Co แห่งอาบูดาบี และบริษัทการลงทุนแห่งคูเวต

 

 

 

                                 เป็นที่น่าสังเกตว่า โจ ล้อ ชอบอยู่เบื้องหลังเป็นคนเชิดหุ่นมากกว่าที่จะออกโรงเอง อย่างกองทุนวันเอ็มดีบีก็ให้นาจิบเป็นตัวนายโรง ตัวเองไม่มีตำแหน่งใดๆ แต่มักจะเข้าประชุมเป็นประจำ หรือการร่วมลงทุนกับกลุ่มเพื่อนๆ ก็ให้ครอบครัวล้อหรือพี่ชายเป็นคนออกหน้า ช่วงที่จับมือกับริซา อาซิซ เป็นคู่หูดูโอลุยการลงทุนในสหรัฐผ่านการซื้อ, ผนวกและควบรวมกิจการ เขาก็ผลักดันให้ ริซา อาซิซ ยืนอยู่แถวหน้า

 

                                 ช่วงที่กราฟชีวิตพุ่งสู่จุดสูงสุด คู่หูดูโอ ริซา-โจ ได้ฟอกเงินจากกองทุนวันเอ็มดีบี จากรัฐบาลอาบูดาบี จากการลงทุนร่วมกับเพื่อนๆ จากตะวันออกกลาง รวมทั้งเงินทุนของครอบครัว ลุยดะซื้อกิจการของค่ายเพลงอีเอ็มไอ จากกลุ่มแบล็กสโตน กรุ๊ป, โซนี คอร์เปอเรชั่น และมูบาดาลา เมื่อปี 2555 ด้วยเงิน 2,200 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ Jynwel Capital ยังได้ทำสัญญาควบรวมกิจการกับโรงแรมปาร์ค เลน ในนิวยอร์กเมื่อปี 2556 ในวงเงิน 660 ล้านดอลลาร์ ถัดมาเพียงปีเดียวได้ซื้อกิจการของ Coastal Energy ในวงเงิน 2,200 ล้านดอลลาร์ Jynwel Capital ยังได้เสนอซื้อกิจการของรีบ็อกและอาดิดาสเมื่อเดือนตุลาคม 2557 ด้วยวงเงิน 2,200 ล้านดอลลาร์

 

 

                                 ด้วยความหลงใหลในวงการแสดงและงานศิลปะต่างๆ โจ ล้อ ยังได้แนะนำริซา อาซิซ ให้เข้าไปซื้อกิจการและเข้าไปบริหารบริษัท Red Granite Pictures บริษัทผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวู้ด จากนั้นก็ลงทุนสร้างภาพยนตร์ เรื่อง Wolf of Wall Street หรือ “คนจะรวย ช่วยไม่ได้" นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ที่ดัดแปลงมาจากประวัติชีวิตจริงของจอร์แดน เบลฟอร์ท อดีตโบรกเกอร์ซื้อขายหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทที่ยักยอกเงินจากนักลงทุนในตลาดด้วยวิธีแยบยลจนตัวเองร่ำรวยมาศาล และ Dumb and Dumber To หรือ "ใครว่าเราแกล้งโง่" ท่ามกลางข้อครหาในเรื่องการใช้ทุนสร้างหนังที่ไม่เหมาะสม

 

                                 นานวันเข้า การฟอกเงินของคู่หูดูโอก็ขยายวงสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ และการสะสมศิลปะร่วมสมัย กระทั่งมีชื่อติด 1 ใน 200 ผู้สะสมศิลปะร่วมสมัยมากที่สุดจากการควบรวมกิจการของ ARTnews

 

 

                                 ความที่เป็นนักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จยิ่งยวดในธุรกรรมการเงิน รวมถึงธุรกิจประเภทควบรวมกิจการ โจ ล้อจึงใช้ชีวิตในนิวยอร์กยิ่งกว่าพระราชา มีชื่อในข่าวสังคมแทบไม่เว้นแต่ละวัน จนมีสมญาว่า “a tabloid party boy” หรือหนุ่มสังคมที่มีชื่อในสื่อแทบลอยด์ กว้างขวาง ใช้เงินเป็นเบี้ยเหมือนพิมพ์แบงก์เอง มักจะจัดปาร์ตี้สุดหรูขึ้นที่บ้านพักที่นิวยอร์กและลาสเวกัสเพื่อสังสันทน์กับคนดังๆ อย่าง ลินด์เซย์ โลฮาน หรือปารีส ฮิลตัน กระทั่งกลายเป็นข่าวซุบซิบไปทั่วว่ามีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับปารีส ฮิลตัน และ เอลวา เซียว นักร้องไต้หวัน ครั้งหนึ่ง โจ ล้อ ทุ่มเงินกว่า 5.5 ล้านริงกิตจัดปาร์ตี้สุดหรูเพื่อขอเซียวแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธ

 

                                 นอกจากนี้ โจ ล้อ ยังซื้อเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เรือยอชต์ส่วนตัว และอื่นๆ อีกมากมายตามประสาคนบ้าสมบัติราคาแพง

 

 

                                 การชอบใช้ชีวิตอย่างสุดหรูสุดเหวี่ยงของเขา ทำให้สังคมทั้งที่กัวลาลัมเปอร์ไปจนถึงนิวยอร์กต้องเลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจ ครั้งหนึ่งนิวยอร์กโพสต์ถึงกับเรียกเขาว่า “บุรุษปริศนาแห่งซิตี้ คลับ” ก่อนจะเสริมว่า ”มีคนสงสัยไปทั่วว่า โจ ล้อเอาเงินมาจากไหน”

 

                                 คำตอบหนึ่งก็คือจากความสัมพันธ์กับริซา อาซิซ ที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนที่อังกฤษด้วยกัน แล้วใช้ความสัมพันธ์นี้พัฒนาเป็นความสัมพันธ์แนบแน่นกับครอบครัวนาจิบ ราซัค ถึงขั้นที่ทุ่มสุดตัวช่วยนาจิบหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2556 ด้วยการจัดฟรีคอนเสิร์ตที่รัฐปีนัง มีนักร้องดังของอเมริกันมาร่วมด้วยหลายคน อาทิ บัสตา ไรมส์ และ ลูดาคริส 2 แร็พเปอร์ชื่อดัง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรม

 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended