ทำเอาใครต่อใครฮือฮา เมื่อ “นัททิว” ณัฎฐ์ ทิวไผ่งาม แปลงโฉมเป็น "อดัม เลอวีน" นักร้องนำ  Maroon 5 ในรายการ “เปลี่ยนหน้าท้าโชว์ Sing Your Face Off season 3”  งานนี้ทำเอาหนุ่มนัททิวออกอาการปลื้มสุดๆ เพราะได้กระแสชื่นชมมากมาย ได้ถามถึงการเปลี่ยนหน้าครั้งนี้ในงาน เทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในประเทศไทย ที่ โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย ศูนย์การค้าสยามพารากอน ได้ความว่า

 

         "นัททิว"

 

 

         “คือตอนเลือกโจทย์นี้ ทีมงานบอกว่าผมมีเปอร์เซ็นต์หน้าที่จะเหมือน 90 เปอร์เซ็นต์ แต่พอทำเสร็จผมว่ามันเกือบร้อยนะ เพราะหน้ามันเหมือนมากจริงๆ และรอยสักที่เขาปริ๊นมาเขาก็ก็อบมาจากอดัมจริงๆ เลย ตอนแต่งตัวโดยเฉลี่ยในทุกสัปดาห์จะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง เพราะว่าหน้าต้องติดซีลีโคนเป็นชิ้น เสริมกราม เสริมจมูก อย่างอดัมจมูกเขาเชิดนิดหนึ่งเราก็ต้องติดเสริม กว่าจะแต่งหน้า กว่าจะทำผม กว่าจะติดรอยสักก็นาน ก่อนจะเสร็จเราก็ไม่คิดว่ามันจะเหมือนขนาดนี้ เพราะเราก็รู้สึกว่าการที่เราติดชิ้นเนื้อต่างๆ มันก็น่าจะเหมือนประมาณหนึ่ง ไม่น่าจะเหมือนมาก แต่คราวนี้ผมต้องยอมรับว่าเหมือนอดัมมาเอง ต้องบอกก่อนว่ารายการนี้เป็นรายการที่เราต้องทำการบ้านเยอะ อย่างโจทย์อดัม คือตอนที่เขาแต่งหน้าเอฟเฟคนั้นเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาจะแต่งให้เราได้เหมือนขนาดไหน  ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำให้ดีคือการทำการบ้านเรื่องท่ายืน ท่าเดินท่าจับไมค์รวมถึงวิธีการร้องเพลง เพื่อให้มันแน่นที่สุด อย่างน้อยถ้าหน้าที่ออกมาไม่ได้เหมือนมาก เราจะได้มีท่าทางที่จะใช่ แต่พอหน้าเหมือนท่าทางใช่มันก็ยิ่งดีไปกันใหญ่

 

         (ตอนได้โจทย์นี้มาตกใจไหม) ไม่ค่อยตกใจนะ เพราะผมและผู้จัดการรีเควสขอไปว่าอยากเปลี่ยนหน้าเป็นคนนี้ เพราะเขาเท่่และเป็นแนวเพลงที่เราไม่ค่อยได้ร้อง ซึ่งทีมงานก็เห็นด้วย วีคนี้ผมภูมิใจมาก เพราะเราได้อ่านกระแสในเน็ตแล้วรู้สึกดีมาก คือเวลาเราอ่านคอมเม้นต์เราจะรู้ว่าอันนี้คือของแฟนคลับเรา หรือไม่ใช่แฟนคลับเรา แต่วีคที่ผ่านมามีคอมเม้นต์แม้จะไม่ใช่ของแฟนคลับเราก็ตาม เขาก็ยังแสดงความคิดเห็นเหมือนชื่นชมว่าเขาเห็นเราทำการบ้าน คือมีคอมเมนต์หนึ่งที่เราปลื้มมาก คือเขาบอกว่า “เราเข้าใจเลยว่าทำไมนายถึงได้ไปโกอินเตอร์”  คือเรารู้สึกดีใจมาก  อย่างน้อยขอแค่ให้มีคนเห็นความตั้งใจและความสามารถเราเพิ่มขึ้นก็พอแล้ว (มีดราม่าไหม เพราะเราแต่งเป็นอดัมเหมือนมากแต่คนชนะคือซานิ) จริงๆ ผมไม่ค่อยทราบเรื่องนี้ เพราะผมเลือกเป็นอดัม เพราะอยากให้เหมือนและมีคนพูดถึงนี่แหละ เรื่องชนะประจำสัปดาห์มันไม่สำคัญเท่าให้คนเห็นความสามารถและมีคนช่วยแชร์เยอะๆ ตอนนี้มันประสบความสำเร็จสำหรับเรา มีคนเห็นความสามารถและมีคนแชร์ให้คนอื่นได้เห็นแล้ว  ผมก็เลยฟินสำหรับผมแล้วเรื่องแพ้ชนะเลยไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่” นัททิวกล่าว 

 

         เมื่อถามถึงเรื่องงานที่เกาหลีว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง นักร้องหนุ่มแจงว่า “ตอนนี้ผมหมดสัญญากับค่ายที่เกาหลีแล้วตั้งแต่มิถุนายนปีที่แล้ว และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้กลับไปที่เกาหลีเลย เราก็ทำงานที่ไทย และเป็นฟรีแลนซ์มาโดยตลอด ถามว่าเสียดายไหม มันไม่เสียดายตรงที่ผมได้ประสบการณ์หลายอย่าง เวลาที่เรากลับมาทำงานผมได้เห็นว่าประสบการณ์ที่ผมได้จากที่โน่น เราได้นำกลับมาใช้จริงที่นี่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิธีการร้อง วิธีการทำงาน แม้กระทั่งนิสัยเช่นการอดทน หรืออะไรหลายๆ อย่าง ที่เราจะต้องมี (มีคนจีบทำงานต่อไหม) จริงๆ ตอนที่คุยสัญญานั้น คือต้องบอกก่อนว่าค่ายเพลงที่เกาหลี และค่ายเพลงที่ไทยของผมนั้นหมดสัญญาพร้อมกัน  เพราะฉะนั้น การหมดสัญญาช่วงนั้นมันเท่ากับว่ามันจบเรื่องงานร้องเพลงไปโดยสิ้นเชิงนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการทำเพลงที่เราอยากจะทำใหม่ ต่อไปนี้จะเป็นการทำเพลงเลย ก็เลยอาจจะไม่มีการคุยกันในตอนนั้นเพราะช่วงนั้นเป็นค่ายเพลงไทยที่คุยให้พ่อค่ายเพลงไทยหมดสัญญาก็เลยไม่มีการสานต่อ

 

         (คนมองไม่ต่อสัญญาเพราะไม่ประสบความสำเร็จ) คือผมว่าเราต้องมองก่อนว่าความประสบความสำเร็จนั้นวัดตรงไหน มากกว่า เพราะในส่วนของผมนั้นการไปที่นู่นเพราะเราหวังว่าเราจะได้ประสบการณ์กลับมา คือถ้าตอนนั้นมีคนมาถามว่าผมยินดีที่จะไปอยู่เลยแบบรุ่นพี่รุ่นน้องบ้างคนที่นั้นไหม ผมก็ไม่นะ เพราะผมจะทำงานไปไปๆ มาๆ เพราะผมเป็นคนติดบ้าน และติดกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นการทำงานของผมมันค่อนข้างชัดเจนว่าเราคงได้ทำงานประมาณนี้แหละ เพราะตอนนี้อายุเราก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และที่นั่นก็มีช่วงอายุของมัน อายุผมตอนนี้เป็นนักแสดงในเมืองไทยน่าจะเหมาะสมที่สุด (ชีวิตที่นั้นสวยหรูไหม) ตอนนี้ก็โฟกัสงานที่ไทยเต็มที่ เวลาเจอสื่อผมก็จะบอกตลอดว่าตอนนี้กลับมาทำงานที่ไทยแล้ว (ตอนนี้เป็นอิสระ มีค่ายมาจีบไหม) ตอนนี้ผมค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ตั้งแต่ออกจากค่ายเพลงเดิม  ถามว่ามีค่ายเพลงอื่นมาถามไหม ก็มีบ้างแต่ตอนนั้นผมก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นฟรีแลนซ์แฮปปี้มาก ขออยู่เป็นฟรีแลนซ์ไปก่อน” นัททิวกล่าวปิดท้าย