ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามามีอำนาจ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.) โดยเฉพาะในเรื่องผู้ที่ต้องใช้อำนาจเกี่ยวกับการศึกษา

คสช. มีคำสั่งที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559

โดยได้ให้เหตุผลว่าการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาค เกิดปัญหาการสั่งการและการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพ

ประกอบคำสั่ง คสช. ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งประกาศในวันเดียวกัน โดยให้เหตุผลสอดคล้องกัน อีกทั้งให้สามารถประสานเชื่อมโยงและบูรณาการในเรื่องการศึกษา เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษา

การออกคำสั่งในครั้งนั้น  ท่านดร.สาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดีในปัจจุบัน ท่านปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ท่านมานะ สุดสงวน ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ รวมทั้งผม ได้ไปแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทั้งสองฉบับนั้น ในรายการสยามไทยอัพเดต ช่อง 13 สยามไทย เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 ว่าจริง ๆ แล้วควรจะเป็นอย่างไร

คำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว มีผลในการเปลี่ยนแปลงหลักสำคัญคือเรื่องของการยุบเลิก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มีการโอนอำนาจนี้ไปเป็นอำนาจของ กศจ. ของจังหวัดนั้น ๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ

และมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่ง คสช. ที่ 38/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2559 ประกาศฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 และต่อมา คสช. มีคำสั่งที่ 1/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560

จนสุดท้าย คสช. ได้มีคำสั่งที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศฯ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 โดยคำสั่งฉบับนี้ ได้มีการยกเลิกคำสั่งที่ 10/2559, 11/2559, 38/2559 และได้มีการยกเลิกเฉพาะบางข้อในส่วนของคำสั่งที่ 1/2560

เมื่อพิจารณาแล้ว คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 เป็นคำสั่งหลักในการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคในด้านโครงสร้างองค์การ ระบบบริหารจัดการ และงานด้านบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับคำสั่ง คสช.ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ประกาศฯ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 โดยมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาใช้บังคับ ซึ่งเป็นการตัดอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาไม่ให้มีอำนาจเป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา

ผลเกี่ยวเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านได้ส่งผลกระทบต่อการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครู โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการเรียกบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครู แล้วได้ปฏิบัติงานในโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จังหวัดตาก เป็นเวลา 5 เดือน แต่กลับไม่ได้รับการบรรจุ

โดยผู้ที่ไม่ได้รับการบรรจุคือคุณครูวนาลี ทุนมาก หรือครูแอน กับคุณครูนิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือครูวัลย์ ซึ่งในครั้งนั้นมีการขึ้นบัญชีไว้สองบัญชีคือ บัญชี สพม. 38 ที่ครอบคลุมจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดตาก และบัญชี กศจ.สุโขทัย

ต่อมา เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ผมในนามประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ และมีตัวแทนจากชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมยื่นหนังสือกับคุณครูทั้งสองท่านต่อท่านเลขาธิการ ก.ค.ศ. ซึ่งมีท่านนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและเป็นประธาน ก.ค.ศ. ในขณะนั้น

ต่อมาก็ไม่พบว่าจะมีการหาตำแหน่งว่างใดทดแทน หรือดำเนินการเยียวยาใดให้เท่ากับสิ่งที่เคยได้รับเดิม ทั้งที่มิใช่ความผิดพลาดของคุณครูทั้งสองท่าน แต่คุณครูทั้งสองท่านกลับต้องเรียกหาการคุ้มครองสิทธิของตนด้วยการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ผมได้ไปยื่นหนังสือที่สำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อขอให้ท่านณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและในฐานะประธาน ก.ค.ศ. ได้ช่วยติดตามแก้ไข แต่เรื่องก็ไม่ปรากฏสิ่งใด ๆ ขึ้นมา และในการฟ้องคดี ณ ขณะนี้ ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใดในเรื่องนี้

คำสั่ง คสช. ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ความในข้อ 1 ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการใน ก.ค.ศ. ตามมาตรา 7 (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งกรรมการใน ก.ค.ศ.

เมื่อพิจารณาเรื่องราวเหตุการณ์แล้ว ถ้าหากว่ากรรมการใน (5) ตามมาตราและพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจำนวนสิบสองคนยังคงอยู่ การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคล ก็อาจคงคลี่คลายและง่ายขึ้น คงได้เสนอแนะข้อมูลสภาพปัญหาการบริหารงานต่อผู้มีอำนาจได้อย่างครบถ้วน

เนื่องจากผู้แทนข้าราชการครู เป็นผู้ที่ชอบพูดความจริง เพราะการพูดความจริงมิได้มีผลกระทบต่อตำแหน่งใด ๆ ของตน และจะรับทราบถึงข้อมูลสภาพปัญหาจากโรงเรียนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นผู้ที่เข้าถึงข้อมูลสภาพปัญหาในชั้นปฐมภูมิ โดยไม่มีการปรับแต่งใด ๆ และถ้าหากจะพิจารณาแล้ว ก็มิใช่ว่าปัญหาการบริหารงานด้านการศึกษาจักมีแค่เหตุการณ์ของคุณครูทั้งสองท่านที่มิได้รับการบรรจุเท่านั้น ยังคงมีปัญหาอีกมากมายให้ได้รับการแก้ไขปัญหาต่อไป

บทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาในด้านการบริหารงานบุคคลได้ โดยจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคำสั่ง คสช. ที่ 16/2560 และคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ได้ จะต้องอาศัยบุคคลที่สามารถรับทราบข้อมูลสภาพปัญหา และมีการนำเสนอข้อมูลฯ ให้ส่วนกลางทราบ

อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นงานด้านการบริหารใด ๆ เพื่อความมีประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งให้สามารถประสานเชื่อมโยงและบูรณาการในเรื่องการศึกษา เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาร่วมกันได้ ต้องให้มีผู้แทนข้าราชการครูฯ กลับมามีส่วนร่วมเช่นเดิม

จากการหารือส่วนตนกับท่านสงกรานต์ จันทร์น้อย อดีตกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ใน ก.ค.ศ. ซึ่งสถานะปัจจุบันท่านเป็นคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) แห่งหนึ่ง ที่มาจากผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการหารือส่วนตน ท่านเห็นด้วยกับการมีกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ใน ก.ค.ศ. เพราะจะช่วยงานบริหารงานบุคคลและช่วยให้การปฏิรูปการศึกษามีความต่อเนื่อง และมีผลสำเร็จได้

อีกทั้งผมเองได้นำเรียนประเด็นนี้เพื่อทราบ ไปทางท่านเลขาธิการพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ทางสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.ค.ค.ท.) ที่มีองค์กร สมาคม ชมรมฯ ร่วมอยู่ด้วยอย่างหลากหลาย และนำความเพื่อทราบไปทางคณะกรรมการชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทยแล้ว โดยชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทย มีการรวมกลุ่มทางเฟซบุ๊กซึ่งมีสมาชิกออนไลน์ร่วมหนึ่งแสนกว่าราย

ดังนั้น การมีกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ตามมาตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ยังคงต้องขอให้นำกลับมาจัดอยู่ในโครงสร้างเดิม เพราะจะช่วยในการบริหารงานบุคคลและช่วยให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน และเกิดการประสานความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ได้

การปฏิรูปการศึกษาจะต้องรับฟังจากทุกภาคส่วน แต่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือการรับฟังเสียงจากข้าราชการครูฯ โดยการรับและนำเสนอข้อมูลสภาพปัญหาเพื่อการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ

จำเป็นต้องมีกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย