จุฬาฯ ภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของคนไทยขึ้นสู่ Top 100 ของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการ จากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2021 ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาร่วมการจัดอันดับกว่า 1,600 แห่งจากทั่วโลก สะท้อนการทำงานหนักของชาวจุฬาฯ ที่เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยไม่ทอดทิ้งสังคมไทยไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจุฬาฯ อีกเป็นสมัยที่สองตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เปิดเผยว่า “จุฬาฯ มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลก แต่จุฬาฯ จะไม่ทอดทิ้งสังคมไทย ไม่ทิ้งปัญหาของคนไทย โดยจุฬาฯ มุ่งเน้นการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  "จุฬาฯ" ครองอันดับหนึ่งของไทย

การที่จุฬาฯ ได้ก้าวสู่อันดับที่ 96 ของโลกในด้านมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย Quacquarelli Symonds (QS) World University Rankings 2021  ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาร่วมการจัดอันดับกว่า 1,600 แห่งจากทั่วโลก

เป็นสิ่งสะท้อนถึงการพัฒนาการเรียนการสอน และการทำงานวิจัยอย่างไม่หยุดนิ่งโดยประชาคมจุฬาฯ เพื่อพัฒนาคน พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะช่วยนำพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

ทำให้วันนี้ จุฬาฯ เป็นต้นแบบมหาวิทยาลัยที่สรรสร้างนวัตกรรมที่หลากหลายเพื่อสังคม ซึ่งสามแกนหลัก ที่จุฬาฯ มุ่งผลักดันพัฒนาให้ถึงขีดสุด คือ “การพัฒนาผู้นำแห่งอนาคต การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบสูง และมุ่งความยั่งยืนทางสังคม”

“การพัฒนาผู้นำแห่งอนาคต บัณฑิตจุฬาฯ ต้องเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศและโลก ดังนั้น จุฬาฯ จึงสร้างบัณฑิตให้มีทักษะทันสมัยของศตวรรษที่ 21 โดยมีหลักสำคัญสามประการ ได้แก่ มีความรู้พื้นฐานเชิงวิชาการ (Fundamental literacy) มีสมรรถนะในการแข่งขันแก้ปัญหาของสังคมโลกที่ซับซ้อน และต้องรู้จักคิด สงสัย หลอมรวม และกล้าที่จะท้าทายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่า ทักษะเหล่านี้ควรมีอยู่ในระบบการศึกษาทุกระดับของไทยด้วย” ศ.ดร.บัณฑิต กล่าว

ในด้านการการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบสูง อธิการบดีจุฬาฯ เผยว่า นวัตกรรมของจุฬาฯ เกิดขึ้นจากความคิดที่ต้องการใช้นวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาของสังคมไทย ในวันที่สังคมไทยมีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จุฬาฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรานำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

เริ่มตั้งแต่การป้องกัน - ตรวจสอบ – และแก้ไข กล่าวคือ จุฬาฯ ได้ผลิตนวัตกรรมป้องกันโควิด-19 ได้แก่ สเปรย์ฉีดเพิ่มประสิทธิภาพหน้ากากอนามัย หน้ากากป้องกันใบหน้า (Face Shield) ดีไซน์ใหม่ที่เบาเป็นพิเศษ และเครื่องพ่นละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ส่วนนวัตกรรมการตรวจสอบโควิด-19 ได้แก่ Chula COVID-19 Strip Test ตู้ความดันลบ และเครื่องตรวจโควิด-19 อัตโนมัติที่รู้ผลเร็ว และแม่นยำถึง 99% 

นอกจากนี้ในแง่การแก้ไขผลกระทบจากโควิด-19 จุฬาฯ ไม่เพียงเป็นผู้นำการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA และวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากใบยาสูบแห่งแรกของประเทศไทย แต่จุฬาฯ ยังมองไกลถึงผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมซึ่งทำให้คนว่างงานเป็นจำนวนมาก จุฬาฯ จึงเปิดคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีแก่คนทั่วไป ได้แก่ Chula MOOC, Quick MBA และ Coursera เพื่อเพิ่มทักษะคนอย่างรอบด้าน เพื่อให้พวกเขาแข็งแรงและกลับมาเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ ในแง่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า จุฬาฯ กำหนดให้ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นหลักคิดในการดำเนินนโยบายของมหาวิทยาลัยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา

จุฬาฯ ได้เริ่มต้นการพัฒนาอย่างยั่นยืนด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การยกระดับงานวิจัยให้สอดคล้องกับหลัก SDGs อีกทั้งยังทำงานในเชิงโครงสร้างนโยบายของมหาวิทยาลัยด้วย จนทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งของประเทศไทย และที่ 45 ของโลกด้านบทบาทในการพัฒนาระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน ในการประกาศผลการจัดอันดับของ The Times Higher Education University Impact Rankings 2020 (THE University Impact Rankings 2020) ซึ่งเป็นการประเมินบทบาทและคุณูปการของมหาวิทยาลัยตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 “ผมขอเป็นตัวแทนชาวจุฬาฯ ขอบคุณทุก ๆ คน ที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญทำให้จุฬาฯ ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการครองตำแหน่ง Top100 ของโลกในด้านมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) จากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2021  ผมขอย้ำว่า จุฬาฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลกของคนไทยทุกคน เราพร้อมนำนวัตกรรมมายกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทยและโลกให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย