เศรษฐกิจ 'คนบึงพะไล' สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน

15 พ.ค. 2559
788
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เศรษฐกิจ 'คนบึงพะไล' สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน : โดย...รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

 
                    “ถึงแม้จะมีหนี้ แต่เราก็มีสถาบันจัดการเงินชุมชนที่มารองรับหนี้ ทำให้ครอบครัวดีขึ้น มีอันอยู่อันกิน มีรายได้ดีขึ้น” นายบำรุง มณฑาทิพย์
 
                    “ฉันภูมิใจที่ชุมชนฉันเข้มแข็ง สามารถเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่นได้” นางลำดวน นวมโคกสูง
 
                    “รู้สึกภูมิใจที่บ้านหัวบึงทำได้ ก็มีโครงการหลายๆ อย่าง มีโรงสีข้าวชุมชน มีเลี้ยงหมู เลี้ยงควาย เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ มีลานตากข้าว ภูมิใจที่พวกเราทำได้” นายคมขำ ทับสุขา
 
                    “ผู้นำเขาเข้มแข็ง ถ้าเราไม่มีอาชีพเสริม ผู้นำก็ไปจ้างครูมาช่วยสอนทำขนม และทำอะไรหลายอย่าง ช่วยเหลือกลุ่มให้ดีขึ้น เราก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เลี้ยงครอบครัวได้” นางคำบาง หยวกกลาง
 
                    “ตั้งแต่มุมานะมาก็เป็นเวลา 14-15 ปี ถึงวันนี้คิดว่าทะลุเป้า ดีใจมาก ภูมิใจ นึกสนุก ปลื้มในใจมากๆ เวลามีเพื่อนต่างจังหวัดมาดูงาน มาชมมาเชย” นางทองสาย ปิตาทะสา
 
 
เศรษฐกิจ 'คนบึงพะไล' สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน
 
 
                    นี่คือเสียงสะท้อนและคำบอกเล่าความรู้สึกสั้นๆ ของคน ต.บึงพะไล ส่วนหนึ่ง ที่ยืนยันถึงความสำเร็จและความภาคภูมิใจ ที่พวกเขาได้พัฒนาเศรษฐกิจรากฐานและทุนชุมชนให้เข้มแข็งด้วยตนเอง
 
                    ต.บึงพะไล อ.แก้งสนามนาง จ.นครราชสีมา ประกอบด้วย 15 หมู่บ้าน 2,409 ครัวเรือน ประชากร 10,709 คน คนที่นี่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ปลูกมัน ทำนา เลี้ยงสัตว์ และมีวิถีวัฒนธรรมไม่ต่างจากเกษตรกรในภาคอีสานโดยทั่วไป
 
                    แต่ที่นี่...มีความโดดเด่นในการรวมกลุ่มของชาวบ้าน โดยเฉพาะที่บ้านหัวบึง ที่ร่วมกันพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตนเองให้เกิดความเข้มแข็งในหลายด้าน ทั้งเรื่องการรวมกลุ่มออมทรัพย์ การดำเนินวิสาหกิจชุมชนผลิตน้ำดื่มบรรจุขวด ศูนย์สาธิตการตลาด การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การช่วยกันดูแลรักษาป่า การเรียนรู้อดีตจากของเก่า การฝึกอาชีพเสริมในการทำขนมกล้วย-เผือก-มัน สานหมวก และทอเสื่อจากวัสดุในท้องถิ่น มีธนาคารข้าว โรงสีข้าวชุมชน มีข้าวให้กู้ยืมบริโภคเพื่อคนในตำบล อีกทั้งยังมีการรวมกลุ่มเลี้ยงหมู เลี้ยงโค-กระบือ เลี้ยงไก่เนื้อโคราช ไก่ดำสมุนไพร และการทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอีกด้วย
 
                    ถ้าจะลองยกตัวอย่างกิจกรรมสำคัญๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชน ก็คงต้องพูดถึงเรื่องโรงสีข้าวชุมชน ที่เป็นของชุมชน เพื่อคนในชุมชน เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 แต่เดิมตั้งอยู่ในหมู่บ้านเป็นโรงสีเล็กๆ พัฒนาจนขยับขยายมาตั้งที่ศูนย์เรียนรู้เมื่อปี 2557 มีเครื่องสีข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้น เป็นโรงสีขนาดกลาง ชาวบ้านทุกคนได้ใช้ประโยชน์ สามารถกู้ยืมข้าวไปบริโภคได้ และมีกองทุนโรงสีชุมชน ซึ่งสมาชิกจะได้รับการปันผลกำไรทุกสิ้นปี
 
                    หรือการเลี้ยงไก่เนื้อพันธุ์โคราช ชาวบ้านบอกว่า ไก่พันธุ์นี้มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เนื้อเหนียวนุ่มติดสปริง รสชาติอร่อย พัฒนาสายพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นอกจากขายเนื้อได้แล้ว ขี้ไก่ก็ยังขายได้ เพราะมีความต้องการที่จะนำไปทำเป็นปุ๋ยให้คุณภาพดี ซึ่งการเลี้ยงไก่ของที่นี่ได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. จะเลี้ยงเป็นรุ่น รุ่นละ 500 ตัว ใช้เวลา 75 วัน ก็ขายเอาเงินทุนไปคืน ธ.ก.ส. กำไรที่เหลือก็ปันผลคืนสมาชิก กำไรต่อที่สองคือได้ปุ๋ยมูลไก่ไว้จำหน่าย
 
 
เศรษฐกิจ 'คนบึงพะไล' สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน
 
 
                    อีกทั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ที่เกิดการจากลงหุ้นกันในชุมชนเพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการทำเกษตร แก้ไขปัญหาสภาพดินที่เป็นกรดเป็นด่าง อีกทั้งช่วยเพิ่มแร่ธาตุอาหารให้แก่ดินและพืชพรรณ และที่สำคัญช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีอีกด้วย
 
                    ถ้าเป็นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ต้องพูดเรื่องป่าชุมชน และธนาคารต้นไม้ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านหัวบึง พื้นที่ 4 ไร่ มีการปลูกป่าเพิ่มทุกปี มีการออกกฎระเบียบข้อห้ามร่วมกัน ห้ามตัดไม้ ห้ามเอาสัตว์เลี้ยงเข้าไป ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปใช้ประโยชน์นอกเหนือจากสมาชิกชุมชน จนเกิดความภาคภูมิใจที่ป่ากำลังเติบโตฟื้นคืนให้ความร่มรื่น
 
                    และที่เป็นหัวใจนั่นก็คือเรื่อง “การออม” ชาวบ้านมองว่ามันคือการออมเพื่อไว้ใช้ในวันข้างหน้า หากไม่รู้จักออมครอบครัวจะไม่มีกินมีใช้ และเมื่อออมแล้วก็สามารถสะสมไว้กู้ยืมได้ในยามจำเป็น เวลาขาดเหลือก็ไปยืมที่กลุ่ม ไม่ต้องไปกู้นายทุน ทั้งยังสร้างรายได้ให้กลุ่ม แถมสมาชิกยังได้ปันผลคืนตอนสิ้นปี โดยทุกวันที่ 1 และ 2 ของเดือน พี่น้องจะนำเงินมาออมร่วมกันทุกเดือน ทั้งออมเพื่อสวัสดิการชุมชน ออมเพื่อกู้ยืม ออมเพื่อกองทุนกลุ่ม ซึ่งมีการแยกการบริหารจัดการอย่างชัดเจน
 
                    ซึ่งในการประกอบอาชีพและการดำเนินวิถีชีวิตนั้น เรื่องทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิต ที่นี่มีกองทุนต่างๆ มากมายที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อหนุนเสริมให้แก่สมาชิกของชุมชน ทั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน กองทุนหมู่บ้าน กองทุน ก.ข.ค.จ. กองทุนธนาคารข้าว กองทุนโรงสีชุมชน กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กองทุนป่าชุมชน กองทุนน้ำดื่มออมทรัพย์ กองทุนกลุ่มไก่เนื้อโคราช เป็นต้น โดยมีสถาบันจัดการเงินทุนชุมชนตำบลเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการเงินทุนให้แก่กลุ่มต่างๆ มีเงินทุนหมุนเวียนภายในตำบลกว่า 25 ล้านบาท ที่เกิดจากการระดมทุนภายในชุมชน และการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในการจัดตั้งสถาบันการเงินขึ้นมา
 
                    กระมล สุจริต กำนันตำบลบึงพะไล กำนันแหนบทอง แกนนำคนสำคัญที่มุ่งมั่นทำงานเสียสละเพื่อตำบลมา 15 ปี นับจากปี 2539 โดยริเริ่มพัฒนาหมู่บ้านหัวบึงให้เป็นต้นแบบกับหมู่บ้านอื่นๆ บอกเล่าให้ฟังว่า ความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากการวางตัวของผู้นำที่ทำจริง เสียสละ ละลายความคิดด้านลบของผู้นำให้เกิดเป็นศรัทธา ชาวบ้านจึงให้ความร่วมมือ และต้องใช้คนให้ถูกกับงาน จึงสามารถทำให้งานลุล่วงได้
 
 
เศรษฐกิจ 'คนบึงพะไล' สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน
 
 
                    กระมล เล่าถึงจุดเริ่มของการสะสมทุนเพื่อกลุ่มต่างๆ ว่า จากสมาชิกเริ่มต้นบ้านหัวบึง 200 กว่าราย และจากนั้นก็มีสมาชิกจากหมู่บ้านต่างๆ ในตำบลมาร่วมเป็นสมาชิก เข้ามาถือหุ้นเพิ่มเติม ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 971 คน มีเงินทุนหมุนเวียนที่เป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรฯ เพื่อมาทำในหลายกิจกรรมรวมทั้งหมดประมาณ 25 ล้านบาท
 
                    โดยกลุ่มต่างๆ ในชุมชน มีทั้งหมด 25 กลุ่ม ทุกกลุ่มตั้งเพื่อสร้างผลกำไรเป็นต้นทุนให้ชุมชนได้มีทุนโดยไม่ต้องไปพึ่งพาจากภายนอก กลุ่มที่สำคัญๆ ที่เป็นต้นแบบก็คือกลุ่มออมทรัพย์ ทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญของการออม และยังเป็นการระดมทุน ปล่อยกู้ให้แก่สมาชิกอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้เสียสละ ทำบุญกับคนที่มีความเดือดร้อน คนที่ไม่เดือดร้อนก็เอาเงินมาออมถือว่าเป็นการช่วยเหลือกัน
 
                    และอีกกลุ่มที่ดำเนินการได้ผลอย่างน่าพอใจคือวิสาหกิจชุมชน ที่นำผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่มาแปรรูป สร้างรายได้ให้แก่สมาชิก เป็นที่แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรแบบพึ่งพากัน หรือกลุ่มปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ กลุ่มนี้ก็ช่วยกันเพื่อให้ดินดีขึ้นใช้ปุ๋ยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าที่ขายปุ๋ยเคมี
 
                    อย่างไรก็ตาม กำนันเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า การพัฒนาที่ ต.บึงพะไล เริ่มต้นจากพัฒนาบ้านหัวบึงให้เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่หมู่บ้านอื่นๆ ในตำบล เป็นการจุดประกายทำให้เห็นผลสำเร็จ หากลองพิจารณาปัจจัยที่ทำให้ ต.บึงพะไล มีความเข้มแข็ง นอกจากจะมีต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อแล้ว ผู้นำทางการ ผู้นำธรรมชาติ ก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ก่อให้เกิดการระดมทุนจากสมาชิกในชุมชน ด้วยความสามัคคี และพร้อมมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนเกิดกองทุนต่างๆ จากการที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ วางแผน ลงมือปฏิบัติ กำกับ ติดตาม ประเมินผลในการพัฒนาชุมชนของตนเอง และมีการนำความรู้มาประยุกต์ใช้จากการเรียนรู้ทั้งจากภายในและภายนอก
 
                    ที่สำคัญ มีเครือข่าย หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนทั้งด้านวิชาการ และทุน จนสามารถก่อให้เกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไปทั้งตำบลได้
 
 
 
----------------
 
(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : เศรษฐกิจ 'คนบึงพะไล' สำเร็จได้ด้วยทุนในชุมชน : โดย...รุ่งโรจน์ เพชระบูรณิน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)
 
 
 
แท็กที่เกี่ยวข้อง