จนถึงป่านนี้ยังไม่มีใครบอกได้ว่า”สงครามโรค”จากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จะสงบจบลงเมื่อใด ธุรกิจทุกภาคส่วนต้องหยุดกิจการอย่างน้อย ๆ 3 เดือนส่งผลกระทบเศรษฐกิจต้องบอบช้ำหนัก คนต้องตกงานมหาศาล วิกฤติโควิด19 ได้สะท้อนให้เห็นศักยภาพขีดความสามารถของผู้นำของไทยยังห่างชั้นกับการรับมือวิกฤติเที่ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ นักการเมือง ระบบราชการไทย ได้ชัดแจ๋ว

 

        วิกฤติเที่ยวนี้ยังได้เห็นถึงความไม่เด็ดขาด ของพล.เอกประยุทธิ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำรัฐบาลที่ยังเกรงอกเกรงใจเพื่อพ้องน้องพี่ สะท้อน จากกรณีสนามมวยลุมพินีที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดซุปเปอร์ สเปรดกระจายไปทั่วประเทศ แม้จะมีอำนาจเด็ดขาดในมือก็ยังไม่ได้รับการชำระสะสางทั้งที่เป็นการกระทำฝ่าฝืนคำสั่ง

       แม้กระทั่งกรณี”หน้ากากอนามัย”หายเนื่องจากเกิดการกักตุนจนทำให้ราคาแพงเว่อ ทำให้หมอ พยาบาลและบุคคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศไม่มีใช้จนทุกวันนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นว่าผู้นำรัฐบาลจะทำอะไร การประกาศใช้พรบ.ฉุกเฉิน ก็ยังชักเข้าชักออกไม่เด็ดขาด จนทให้คนสับสนกันทั้งประเทศ

         ที่สำคัญตอนประกาศปิดสถานบันเทิง สถานบริการซึ่งมีผลในวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาก็ไม่มีแผนรองรับชัดเจน ทำให้คนงานพากันตกงานระนาว จนอยู่ในกรุงเทพฯไม่ได้ต้องกลับบ้านนอกในสภาพผึ้งแตกรัง ภาพเหล่านี้สะท้อนภาวะผู้นำของผู้นำของเราได้เป็นอย่างดีว่าแทบไม่มีเลย

          ที่สำคัญโควิด19 ได้เปลือยให้เห็น”ระบบราชการ”และ”ข้าราชการไทย”อย่างล่อนจ้อนว่ายังไม่มีศักยภาพและความสามารถในการบริหารจัดการยามวิกฤติ จะเห็นได้จากปัญหาของกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ที่บริหารจัดการหน้ากากชุลมุนวุ่นวายจนเกิดการกักตุน

         ล่าสุดกรณีไข่ไก่ขาดแคลนแถมยังมีราคาแพง ซึ่งซ้ำรอยปัญหาหน้ากากหายราคาแพงเว่อไปแหม็บ ๆ ปัญหาไข่ไก่ขาดแคลนราคาแพงนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เกิดซ้ำซากไม่รู้กี่สิบครั้งแต่กรมการค้าภายในแต่ไม่เคยสรุปบทเรียนเพื่อไม่เกิดปัญหาขึ้นอีก

         ขณะที่กระทรวงคลังถือว่าเป็นศูนย์รวมของบรรดาหัวกระทิของข้าราชการไทย แต่ก็ยังมีปัญหาจัดการกรณีแจกเงินตั้งแต่มาตรการชิมช้อปใช้ จนถึงแจกเงิน 5 พันบาทเยียวยาคนตกงานจากโควิด-19 ก็ยังมั่วไม่เป็นระบบ สิ่งหนึ่งที่เห็นทุกครั้งเวลาเกิดวิกฤติเป็นเพราะ ข้าราชการแต่ละกระทรวงทำงานแบบของใครของมันไม่ประสานงานกัน ขาดเอกภาพ

          ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะในระยะหลัง ๆ เส้นทางการเติบโตของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่ได้เติบโตด้วยความสามารถ ไม่ได้เติบโตเพราะการทำงาน หรือมีประสบการณ์สูง แต่เพราะวิ่งเต้นเส้นสายทางการเมือง หลาย ๆ คนไม่เคยทำงานในหน้าที่ แต่จะวิ่งตามผู้มีอำนาจทำตัวเป็นวอลเปอร์ คอยรับใช้นักการเมือง ไม่เคยตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ ไม่เคยรู้เนื้องานไม่มีประสบการณ์การบริหาร

          เหนือสิ่งอื่นใด วิกฤติเที่ยวนี้ ได้กระชากหน้ากาก”นักการเมือง”ว่ามีฝีมือ มีศักยภาพเพียงพอในการบริหารประเทศหรือไม่ แค่กรณีหน้ากาก จนถึงปัญหาเรื่องไข่ไก่ รวมถึงการพูดการจาจนกลายเป็นปัญหาไร้วุฒิภาวะและไม่รู้จักกาละเทศะของนักการเมืองบางคน

         วิกฤติโควิด-19 รอบนี้ ได้สะท้อนให้เห็นความละโมบ ความฉ้อฉนของกลุ่มคนการเมืองบางคนใจดำกับประชาชนแม้เป็นช่วงความเป็นความตายของคนทั้งประเทศอย่างในกรณีหน้ากากอนามัยขาดแคลนปั่นราคาแพงลิ่ว ก็มีข่าวออกมาว่าก๊วนนักการเมืองเข้าไปเอี่ยว ตอนหลังๆแพลมออกมาว่ามีหลายก๊วน เริ่มมีตัวย่อออกมาตามโลกโซเชียล

            ความล้มเหลวของระบบราชการ คุณภาพผู้นำประเทศ นักการเมืองไทยนั้นไม่ใช่เพิ่งเกิดในช่วงโควิด-19ระบาด เพียงแต่ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนขึ้นและยิ่งหนักกว่าฟอนเฟะเก่า

 

 

            อย่างไรก็ตาม สรรพสิ่งย่อมมีสองด้านเสมอมีคนไม่น้อยที่เห็นข้อดีของการเกิดโควิด-19 หลังจากเกิดการระบาดสักพัก สิ่งที่เห็นชัดเจนชายหาดเริ่มสะอาด ทะเลไทยรวมถึง เกาะแก่งต่าง ๆ สวยงามน้ำใสขึ้น ชั้นบรรยากาศก็ดูใส ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จางลงอย่างเห็นได้ชัด