ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2563 ยึดกลยุทธ์ต่อยอดการเติบโตจาก “คู่ค้าของลูกค้า” ผ่านการขับเคลื่อนองค์กรใน 2 รูปแบบสำคัญ ทั้งการเป็น “เรือบรรทุก” หรือ “Carrier”และ “เรือเร็ว” หรือ “สปีดโบ๊ท” โดยจะให้ความสำคัญกับระบบไอทีที่มากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีแผนลดจำนวนสาขาและพนักงานลงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

               อ่านข่าว :  เปิด..10 อาชีพ เสี่ยงตกงาน ปี2563

 

 

           นายผยง ศรีวณิช  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การเดินตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญที่ต้องมี คือ IT Infrastructure ที่จำเป็นต้องยึดโยง 4 แกนหลัก คือ 1.แบงก์ต้องรวดเร็ว 2.ต้องมีระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ สามารถปรับสเกลได้อย่างรวดเร็ว 3.การเป็น Decontract the core คือการถอนแกนออก

 

            โดยเฉพาะระบบไอทีที่ใช้รันธุรกิจต้องไม่ใช่ก้อนใหญ่อีกต่อไป ทุกอย่างต้องเป็น Modular แบบแยกส่วนที่สามารถดึงออกมาเป็นเลโก้ เพื่อนำมาต่อรวมกันได้ในหลายมิติสุดท้ายคือต้องเป็นองค์กรที่ดีขึ้น ต้องมีระบบการรับรู้การเข้าถึงลูกค้าในหลายมิติ ซึ่งระบบไอทีของแบงก์ ต้องเป็นมัลติสปีดที่ต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถเข้ากับสภาวะการณ์ต่างๆได้ตลอดเวลา เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

 

        “ที่ผ่านมากรุงไทยเป็นเหมือนอุลตราแมน แต่อนาคต กรุงไทยต้องเป็นทรานฟอร์เมอร์ที่สามารถแปลงโมดุ ให้เป็นเลโก้ที่ใช้เชื่อมต่อได้ทุกระบบ” นายผยง กล่าว

 

 

'กรุงไทย' ดันแผน 3 ปี จ่อปิด 70 สาขา

            ขณะเดียว การให้บริการของแบงก์ในอนาคต ต้องเป็นโอเพ่นแบงกิ้งหรือการใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นมากขึ้น ผ่านการใช้แพลตฟอร์ม “เป๋าตัง” และ อี-วอลเลต ที่เป็นระบบเปิดเพื่อให้ทุกภาคส่วนจะเข้ามาเชื่อมต่อผ่าน API ได้ ทำให้เกิดไฟแนนเชียลวอลเลต หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ครอบคลุม และทุกคนเข้าถึงมากขึ้น


       

  “แนวคิดการเป็นโอเพ่นแบงกิ้งบนแพลตฟอร์มเป๋าตัง ที่จะไปกับสปีดโบท ซึ่งในที่สุดก็จะเป็นตัวที่ดึง Carrier ตามมา ก็เหมือนหน่วยซีล หน่วยนาวิกโยธิน ที่พาไปหาอาณาจักรใหม่ สถานที่ใหม่ บนโมเดลใหม่ แต่เมื่อเจอมิติที่แน่นอน แบงก์ก็จะนำ Carrier ตามมา อันนี้ คือ บิซิเนสโมเดล ที่แบงก์อยากให้เห็นภาพ” นายผยง 

 

           นายผยง กล่าวถึงแนวคิดโอเพนแบงกิ้งสำหรับเป้าหมายการดำเนินงานของธนาคารปีหน้าในส่วนของสาขายังมีแผนทยอยปิดต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะปิดอีกราว 50-70 สาขา เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ดิจิทัลแบงกิ้ง ช่วยลดต้นทุนของธนาคารลงได้ ขณะเดียวกันมีแผนเพิ่มฐานลูกค้าโมบายแบงกิ้งเพิ่มเป็น 12 ล้านคนในปีหน้า จากปัจจุบันมีจำนวน 7 ล้านคนส่วนแผนระยะกลาง 2-3 ปีข้างหน้า ธนาคารตั้งเป้าหมายลดจำนวนพนักงานลงราว 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.1 หมื่นคน โดยแผนการลดพนักงานดังกล่าวจะไม่ใช้การ “ลด” หรือ “ปลด” พนักงาน แต่จะไม่รับพนักงานใหม่เพิ่ม

 

           นายผยง กล่าวว่า ในส่วนของเป้าหมายสินเชื่อ ธนาคารคาดว่าปีหน้าจะมีอัตราการเติบโตมากกว่า3%จากปีนี้ที่คาดว่าสินเชื่อรวมจะขยายตัวต่ำกว่าจีดีพี โดยการเติบโตหลักๆของสินเชื่อปีหน้า มาจากทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย สินเชื่อภาครัฐ และธุรกิจรายใหญ่ รวมถึงเอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะเป็นส่วนผลักดันให้แบงก์เติบโตมากขึ้น

----//-----