ข่าว

ขึ้นภาษีน้ำมัน20สต.ไม่กระทบราคาขายปลีก

ครม.อนุมัติขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล-เบนซินลิตรละ 20 สต.ตั้งแต่ 9 พ.ย.นี้ พร้อมปรับลดเงินส่งกองทุนน้ำมันฯ 20 สต.ทำให้ราคาขายปลีกไม่ได้รับผลกระทบ


               นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 อนุมัติให้ขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซิน 20 สตางค์ต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป แต่ได้ปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 20 สตางค์ต่อลิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการไม่เปลี่ยนแปลง และประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ ขณะที่จะทำให้ภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 18 ล้านบาทต่อวัน หรือประมาณ 6,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

               “กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้หารือร่วมกันว่า การที่เงินกองทุนน้ำมันฯมีมากเกินไป ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร จึงลดการนำส่งเงินดังกล่าวลง ถือเป็นการโยกกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา โดยประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีการดำเนินการลักษณะเช่นนี้หลายครั้งแล้ว” นายสมชัย กล่าว

               สำหรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซลใหม่มีดังนี้ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน เพิ่มขึ้นเป็น 6.50 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E10 เพิ่มขึ้นเป็น 5.85 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้นเป็น 5.20 บาทต่อลิตร, แก๊สโซฮอล์ E85 เพิ่มขึ้นเป็น 0.975 บาทต่อลิตร และดีเซล เพิ่มขึ้นเป็น 5.85 บาทต่อลิตร

               ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงการคลัง จัดเก็บภาษีสรรพสามิต ทั้งดีเซลและเบนซินเพิ่ม 20 สตางค์ต่อลิตร ไม่ได้ส่งผลให้ประชาชนมีภาระเพิ่มขึ้น เพราะราคาน้ำมันขายปลีกไม่ปรับขึ้นนอกจากนี้ จากการที่ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดลง และค่าการตลาดสูง เชื่อว่าผู้ค้าน้ำมันจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนทุกประเภททั้งเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 20 สตางค์ต่อลิตร

 

 

 

ข่าวยอดนิยม