เมื่อเวลา 13.30 น.16 ก.ค.ที่บ้านพิษณุโลก นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูป ภายหลังการประชุมนายอานันท์กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือขอบเขตการทำงานที่ขณะนี้ค่อนข้างลงตัวแล้ว คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะให้ความเห็นชอบได้ จากนั้นจะเริ่มเดินหน้าแผนการทำงานในการปฏิรูปว่า จะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ภายใต้กรอบสร้างความยุติธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เช่น

 การปฏิรูปการศึกษา ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม การกระจายอำนาจ ซึ่งจะเห็นภายใน 6 เดือน โดยการทำงานจะเรียงลำดับความสำคัญว่า ควรจะทำอะไรก่อนหรือหลัง อะไรเป็นปัญหาเร่งด่วน หรือปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งนี้เป้าหมายที่คณะกรรมการปฏิรูปอยากเห็นในวันข้างหน้าคือ อำนาจรัฐต้องเล็กลง เพื่อเพิ่มอำนาจให้ประชาชน เพราะปัจจุบันอำนาจรัฐมีมากเกินไป อย่างไรก็ตามเรื่องการปฏิรูปภายใน 3 ปี ไม่ใช่ว่าจะทำสำเร็จ แต่การปฏิรูปจะต้องทำต่อไปเรื่อยๆ โดยการเปลี่ยนแปลงประเทศต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

 นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการปฏิรูป กล่าวว่า โดยส่วนตัวที่เคยศึกษาเรื่องภาษีคิดว่าจะทำรายงานเรื่องการปฏิรูประบบภาษีเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา โดยเฉพาะภาษีทรัพย์สินประเมินพิเศษที่เก็บมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาสาธารณูปโภคของรัฐ หรือที่เรียกว่าลาภลอย เช่นมูลค่าที่ดินที่ขึ้นจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในต่างประเทศจะเก็บภาษีตัวนี้ในอัตรา 10% ของมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำรายได้ที่ได้รับมาพัฒนาสาธารณูปโภคอื่นๆต่อไป โดยเชื่อว่าหากมีการจัดเก็บภาษีในรูปแบบดังกล่าวจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มาก โดยเฉพาะการเข้าไปแสวงหาอำนาจจากลาภลอยของนักการเมืองและเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรที่เข้าไปซื้อที่ดินในราคาถูกก่อนที่รัฐจะลงทุนระบบสาธารณูปโภคในที่ต่างๆ แล้วมาสร้างบ้านขายในราคาแพงภายหลัง

 นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ หนึ่งในกรรมการฯ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้โจทย์ใหญ่คือการสร้างความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม หลังจากนี้จะกำหนดแนวทางการตอบโจทย์ย่อยๆกรรมการชุดนี้จะไม่ได้ให้คำตอบรัฐบาลแต่จะโยนโจทย์ให้สังคมช่วยกันตอบ

 ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่แก้ปัญหาคนเสื้อแดงนั้น นายนิธิ กล่าวว่า กรรมการชุดนี้ไม่ได้แก้ปัญหาใด้คนเสื้อสีใด ไม่ใช่ทำให้แดงเลิกทะเลาะกับเหลือง เพราะถ้าทำอย่างนั้นวันข้างหน้าก็จะมีม่วงทะเลาะกับเขียว ไม่มีวันจบ แต่จะทำอย่างไรให้คนที่ใส่เสื้อทุกสีได้อยู่ในสังคมร่วมกัน เป็นการสร้างรากฐานสังคมในระยะยาว มันต้องมองข้ามกลุ่มคนหรือแม้กระทั่งพรรคการเมือง มีการเสนอว่าแก้ปัญหาให้ตรงจุดต้องเลือกตั้ง ส่วนตัวก็เห็นด้วยว่าควรยุบสภาเลือกตั้งนานแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าการเลือกตั้งจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถึงพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีหลักประกันว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้าปรมาณู หรือจะลดมลภาวะในอุตสาหกรรมได้

 “เรื่องการยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้นผมเห็นว่าควรจะยุบมาตั้งแต่ 60 ปีมาแล้วเพราะพรรคการเมืองนี้ พอตั้งมาได้ 1 ปี ก็เข้าไปร่วมกับทหารเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย ยุบช้ามา 60 ปีด้วยซ้ำ” นายนิธิ กล่าว

 นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด เลขานุการฯ กล่าวว่า คณะกรรมการได้กำหนดประเด็นในการปฏิรูปไว้ทั้งหมด 5 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจ ทรัพยากร โอกาส สิทธิ และอำนาจ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะหารือถึงกรอบและแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้ง 5 ด้าน ใน 3 ระดับ คือ 1.ประเด็นทางโครงสร้างที่จะเพิ่มอำนาจในด้านต่างๆ 2.เมื่อพบประเด็นทางโครงสร้างแล้ว ก็จะมองไปที่ระบบทั้ง 5 เรื่องที่จะไปตอบโจทย์การแก้ปัญหาว่าเป็นอย่างไร เพื่อนำมากำหนดแนวทางการจัดทำแผนปปฏิรูป และ 3.การมองจากปัญหาเฉพาะกลุ่ม เช่นปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ปัญหาคนไร้สัญชาติ โดยในส่วนของประโนที่ดินทำกินคิดว่าภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้ คณะกรรมการจะจัดทำคำเสนอแนะและแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม เสนอให้ประชาชนเข้ามาร่วมแสดงความเห็น