ยิ่งเลยกึ่งพุทธกาลมากขึ้น สัญญาณแห่งพุทธทำนายก็ส่อรหัสเหตุออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าคนทุกวันนี้ยังคงเชื่อเรื่องพุทธทำนายที่ว่าด้วยการสิ้นสุดพระพุทธศาสนาอยู่อีกหรือไม่ แต่ล่าสุดสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็นก็พลันเกิดให้เห็น การปะทะกันระหว่างหมู่ภิกษุกับทหาร ใครถูกใครผิด? ต่างก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ระเบิดเถิดเทิงอยู่โลกโซเชียล แต่ส่วนมากมีความคิดเห็นและความรู้สึกออกไปในทางด่าพระเสียมากกว่า บางคนถึงกับวิเคราะห์ให้เห็นโยงใยสายสัมพันธ์ ที่มาที่ไปของการชุมนุมสงฆ์ที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่ามันไปพัวพันกับกลุ่มการเมืองไหน อย่างไร แถมสำทับอีกว่า เรื่องนี้จะไม่จบง่ายๆ ดีไม่ดีเราอาจเห็นศาสนาพุทธในบ้านเมืองเราแตกแยกเป็นนิกายแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนบางศาสนา
 
          นี่ถ้ามองในทัศนะของอธิบดีกรมการศาสนาคนปัจจุบัน ท่านคงร้อนรนรำคาญใจว่า คนไทยพวกนี้ช่างคิดมากเสียเหลือเกิน ทำไมต้องเรียกการชุมนุมของสงฆ์ในครั้งนี้ว่า ม็อบพระ กันด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ใช่ ท่านยังให้สัมภาษณ์เลยว่า ในหลักการแล้วไม่ใช่ม็อบ "เป็นเรื่องของการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้นเอง" ท่านเลยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อย่าเรียกว่า "ม็อบพระ" เพราะมันไม่เหมาะสม แต่ดูเหมือนคำพูดของท่านไม่ค่อยมีใครได้ยิน เพราะสื่อส่วนใหญ่ยังคงพาดหัวใช้คำว่า "ม็อบพระ" กันทั้งนั้น แค่ลองเปิดดูในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ไม่กี่ฉบับก็ใช้เหมือนๆ กัน เช่น "ม็อบพระสงฆ์ปะทะทหาร" / "ม็อบพระยื่นหนังสือบิ๊กป้อม สงฆ์รับปากไม่มีการค้างคืน" / “แกนนำม็อบพระเข้าทำเนียบ" ฯลฯ 
 
          ข้างฝ่ายพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ออกจะมีบทบาทโดดเด่นในการ รวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมทางศาสนาของเหล่าพระสงฆ์ ก็ออกจะรับไม่ได้กับการถูกเรียกว่า “ม็อบพระ” ท่านบอกว่า ก็แค่พระรวมตัวกันไปสวดมนต์" หรือเป็นการรวมตัวกันของสงฆ์เพื่อเจริญพระพุทธมนต์” เท่านั้นเอง ไม่เห็นจะมีอะไร
 
          ดังนั้น เราน่าจะลองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นผ่าน การใช้ภาษาของท่านอธิบดีกับท่านเจ้าคุณประสารดูบ้าง บางทีอาจทำให้ญาติโยมทั้งหลายเบาใจไปได้หลายเปราะ คำว่า “การรวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา” มันก็บอกอยู่ชัดแจ้งแล้วว่า พระท่านหลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศไม่ได้มีเจตนาอะไรพิเศษไปกว่านี้ ก็แค่ไปทำ “กิจกรรม” อะไรบางอย่างเกี่ยวกับศาสนาเท่านั้นเอง รับรองไม่ใช่ม็อบแน่ๆ และถ้าเอาคำของเจ้าคุณประสารมาประกอบ เราก็จะทราบได้ทันทีว่า อ๋อ กิจกรรมทางศาสนาของบรรดาพระสงฆ์กลุ่มนี้ก็คือ “การไปสวดมนต์” นั่นเอง พระสงฆ์กับการสวดมนต์เป็นของคู่กัน แล้วทำไมพระสงฆ์เรือนหมื่นเหล่านี้จะไปชุมนุมกันสวดมนต์ไม่ได้ ทำไมจะต้องพากันคิดมาก และรุมกันประณามกันเสียๆ หายๆ 
 
          เห็นไหมละว่า ทุกอย่างมันดูปกติธรรมดา และเป็นเรื่องที่ควรจะสบายใจกันได้ ขอให้เราใช้คำเรียกมันให้ถูกต้องเท่านั้นก็พอ ภาษานี่เป็นเรื่องสำคัญนะครับ ท่านผู้อ่านคงเคยเห็นกระบวนการใช้ภาษาในลักษณะนี้มาแล้วบ่อยครั้ง ทีรถบางคันสีดำ ยังถูกเจ้าของติดสติกเกอร์บอกว่า รถคันนี้สีขาวรถสีดำก็กลายเป็นรถสีขาว ไปเฉยเลย เวลาเราขับรถตามหลังรถที่ติดสติกเกอร์ทำนองนี้ เราก็ยังพลอยเชื่อเลยว่ามันสีขาวจริงๆ ฉะนั้นเมื่อท่านอธิบดีกรมการศาสนาและเจ้าคุณประสารท่านติดสติกเกอร์ เอ๊ย! ท่านบอกว่า พระท่านไปรวมตัวกันทำกิจกรรมทางศาสนาด้วยการสวดมนต์ เราก็ควรจะเชื่อได้ ตามตรรกะเดียวกัน
 
          แต่ก็คงมีญาติโยมหลายคนอาจจะอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า การไปสวดมนต์ของพระในครั้งนี้มันดูแปลกๆ อย่างไรไม่รู้สิ เป็นต้นว่า ทำไมต้องรีบร้อนถึงขนาดพระบางรูปลืมปลงผม โกนหนวดเลยก็มี? บางคนถึงกับสงสัยหนักไปอีกว่า พระวัดไหนหนอถึงได้มีความเชี่ยวชาญไม่ต่างจากทหารหน่วยสวาทที่เราเห็นในหนังฮอลลีวุู้ดเลย ก็ดูท่าทางในการ “ล็อกคอ” ทหารนั่นสิ มันบอกอยู่ชัดๆ ว่า มือที่เคยแต่อุ้มบาตรขอข้าวชาวบ้าน กับมือที่เคยแต่สวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น ไม่น่าจะแข็งแรงมั่นคงขนาดนั้น? บางคนอาจตั้งข้อสงสัยอีกว่า ทำไมคุณพระคุณเจ้าทั้งหลายถึงได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้ามาเล่นงานล้อมกรอบทหารอย่างออกหน้าออกตา ทั้งการล้อมรถ เขย่ารถและยกรถ ก็ดูคุ้นๆ คล้ายภาพที่เราเคยเห็นในเหตุการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มเสื้อสีเมื่อสีห้าปีก่อน หรือว่าพระกลุ่มนี้ท่านก็ได้ดูทีวีเหมือนเรา แล้วเที่ยวไปจำมาลองทำดูบ้าง? นี่ก็ไม่เว้นแม้แต่คำพูดที่พระห่มจีวรสีกรักรูปหนึ่ง ประกาศตอนที่ขึ้นไปยึดรถบรรทุกของทหารว่า อาตมารับผิดชอบเองมันก็ฟังคล้ายกับตอนที่ใครบางคนสั่งให้ม็อบไปเผาบ้านเผาเมืองยังไงไม่รู้?
 
          ไม่ต้องสงสัยหรือตั้งคำถามอะไรทำนองนี้หรอกท่าน คิดไปให้ปวดหัวทำไม ก็บอกแล้วไงว่า แค่ไปสวดมนต์เท่านั้นเอง