24 สิงหาคม 2558 วันแรกที่ “ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” เข้าทำงานที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นวันแรก ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” บิ๊กเบิ้มที่สุด ถึงวันนี้เวลาผ่านเลยมาเกือบ 3 เดือน ยังน้อยเกินไปที่จะประเมินว่า 8 นโยบายที่ประกาศไว้ในวันแรก ประสบความสำเร็จหรือคืบหน้าไปอย่างไร เพราะ "หมอปิยะสกล” ให้เวลากรม กองต่างๆ แปลงนโยบายเป็นแผนปฏิบัติงานเพื่อบรรลุเป้า  3 เดือน ที่ผ่านมา สธ.จึงเหมือนอยู่ในช่วง “ฤดูผลัดใบ” จากนี้ไปน่าจะเป็นช่วงของการผลิดอกออกผล เห็นแผนที่ชัดเจนขึ้น

             "ผลัดใบ” เนื่องจากแม้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ กับรมว.สาธารณสุขคนก่อนจะเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลมาทั้งคู่ก่อนรับตำแน่งใน ครม. แต่ “หมอปิยะสกล” เป็นคณบดีจากแพทย์ศิริราช ขณะที่ "ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน" รมว.สาธารณสุขคนก่อนเป็นคณบดีจากแพทย์ รามาธิบดี มีการผลัดเปลี่ยน รมว.จากแพทย์มหิดลฝั่งกรุงเทพฯ เป็นแพทย์มหิดลฝั่งกรุงธนฯ และทีมที่ปรึกษา รมว.ใหม่ส่วนใหญ่ก็ล้วนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแพทย์ชนบท ขณะที่ทีมงานของ “หมอรัชตะ” ส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องแพทย์ชนบท ประจวบเหมาะกับ "นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์" ปลัด สธ.ในช่วงเวลานั้น กำลังอยู่ในช่วงนับถอยหลัง 1 เดือนก่อนเกษียณอายุราชการเช่นกัน  ปลัด สธ.คนเก่าทำงานร่วมกับ รมว.สาธารณสุขใหม่ได้เพียง 1 เดือน การขยับนโยบายจึงไม่ได้ไปแบบจรวด จนเมื่อ "นพ.โสภณ เมฆธน" ก้าวขึ้นมาเป็นปลัดสธ.คนใหม่ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น

             โยกรองปลัด 3 คน ไปเป็นอธิบดี โดย "นพ.อำนวย กาจีนะ" เป็นอธิบดีกรมควบคุมโรค “นพ.วชิระ เพ็งจันทร์” เป็นอธิบดีกรมอนามัย และ "นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ" เป็นอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ดึงผู้ตรวจฯ 3 คน มาเป็นรองปลัด คือ "นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์" "พญ.ประนอม คำเที่ยง" "นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย" และ"นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร" และอีกหนึ่งตำแหน่งคือ ผอ.สำนักบริหารกลางที่เปรียบเสมือนพ่อบ้านในสำนักงานปลัดสธ. ซึ่งรู้และเห็นทุกหนังสือสั่งการหรือข้อหารือ จำเป็นต้องใช้คนที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนจาก “นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา” ที่ข้ามหน้า สสจ.จากรองสสจ.อุดรธานี มานั่งตำแหน่งนี้ในสมัยหมอรัชตะและเคยเป็นอดีตเลขานุการชมรมแพทย์ชนบท เป็น "น.ส.ภาวนา เผือกผาสุข" อดีตผอ.กลุ่มบริหารงานบุคคล

             ส่วน “หมอปิยะสกล” ก็อยู่ในช่วงรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน โดยเดินสายต่างจังหวัดดูการทำงานจริง ด้วยนโยบาย “จับสลาก ผ่านที่ไหนแวะที่นั่น” จะไม่ให้มีการเตรียมตัวด้วยผักชีโรยหน้า จึงจับสลากหน่วยงานที่จะไปดูงาน หรือหากนั่งรถผ่านระหว่างทางก็จะแวะเยี่ยมชม เพื่อให้ได้ข้อมูลแท้จริงจากพื้นที่ แม้ที่ผ่านมา ข้าราชการในพื้นที่จะยังคงติดรูปแบบการต้อนรับผู้ใหญ่ด้วยการจัดเตรียมงานต้อนรับ เห็นได้จากการลงพื้นที่ครั้งแรก ให้ รมว.จับสลาก แต่ก่อนเวลาจริง 3-4 ชั่วโมง มีเวลาเพียงพอที่จะจัดเตรียมงาน และครั้งที่สอง มีการพัฒนาจับสลากก่อนลงพื้นที่ไม่นาน แต่พื้นที่จัดเตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่พร้อมจะไปรอต้อนรับในทุกหน่วยที่ รมว.จับสลากได้ ทำให้การลงพื้นที่ที่ผ่านมาไม่ได้เห็นของจริงที่แน่แท้

             เมื่อรับฟังข้อมูลเพียงพอ และจัดทัพเรียบร้อย จากนี้จึงอาจเรียกว่าเป็นเวลาจริงของการขับเคลื่อนนโยบายทั้ง 8 ให้เห็นผลชัดเจนมากขึ้น !!!

             แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการเดินหน้านโยบายใดๆ งานเดิมที่ดีก็มีการสานต่อ งานเดิมที่ยังขัดก็พยายามแก้  โดยเฉพาะในเรื่องการเดินหน้า “เขตสุขภาพ” และ “หมอครอบครัว”  รวมถึง “เรื่องกำลังคน” ด้วยการแก้ปัญหาลูกจ้างที่ตกค้างจากการบรรจุลอตที่ 3 กว่า 7,000 คน ให้ได้บรรจุทั้งหมด ส่วนเรื่องการขจัดความขัดแย้งของกลุ่มก๊วนต่างๆ ก็ทำให้ทุกฝ่ายสงบอยู่ในที่ตั้ง แม้ความเห็นต่างยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกแบบเข้มข้น  บางชมรมจับตาทุกความเคลื่อนไหวของ "หมอปิยะสกล" ผ่านเฟซบุ๊กเพจประหนึ่ง “จิ้งจกทัก” ขณะที่บางประชาคมยังสงวนท่าที ไม่แสดงตัวชัดเจนว่าสนับสนุนแบบเต็มร้อย

             หวังว่าในช่วงผลิดอกออกผล กระทรวงสาธารณสุขคงจะประกาศนโยบายหรือแผนทำงานเพิ่มเติมที่ “โดนใจ” ประชาชนออกมา โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ 2559 เพื่อเป็นของขวัญด้านสุขภาพให้คนไทย รอฟัง!!!

8นโยบายหมอปิยะสกล

             1.ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนางานสาธารณสุขตามแนวพระราชดำริ และโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

             2.บูรณาการองค์ประกอบและบทบาทเขตสุขภาพระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

             3.พัฒนาการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย

             4.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของหน่วยงานทุกระดับ

             5.ให้ความสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุข

             6.วิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและสมุนไพรไทย

             7.เร่งรัดปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบกฎเกณฑ์ ให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานสาธารณสุข

             8.สนับสนุนกลไกการทำงานสาธารณสุขให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมการสร้างความมั่นคงและความผาสุกของสังคมไทยและสังคมโลก