การสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหาที่พัวพันในคดีความผิดแอบอ้างเบื้องสูงยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง จากที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้จับกุมกลุ่มผู้ต้องหากระทำความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 รวม 4 คน คือ สุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือ สารวัตรเอี๊ยด จิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ หรือ “อาท ชัตเตอร์มหาเทพ” คนสนิทของนายสุริยัน และศุกร์โข ตามเสรี

              ดูเหมือนว่าการกระทำผิดในคดีมาตรา 112 ยิ่งสาวลึกมากเท่าใดยิ่งพบกลุ่มบุคคลพัวพันเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการคนมีสี ที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า นายทหารยศพันเอกและพลตรีเข้าไปมีส่วนรู้เห็นต่อความผิดดังกล่าว แต่ผู้ใหญ่ในกองทัพหลายคนออกมาปฏิเสธเรื่องนี้โดยตลอด

              สุดท้ายคนทำผิดย่อมหนีผลแห่งการกระทำไม่พ้น เมื่อ “พล.ต.วิจารณ์ จดแตง” ผู้อำนวยการส่วนกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย หน่วยเฉพาะกิจการข่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อ “พ.อ.คชาชาต บุญดี”  อดีตผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (อดีต ผบ.ป.1 รอ.) ในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กระทั่งนำไปสู่การขอหมายจับต่อศาลทหาร ทำให้คำถามที่ว่า คดีนี้มีนายทหารระดับพันเอกถึงพลตรีเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ คลี่คลายโดยปริยาย

              ขณะเดียวกัน “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หรือบิ๊กป้อม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนจากที่ก่อนหน้านี้ได้ปฏิเสธเรื่องทหารเข้าไปพัวพันกับคดี แต่มาถึงวันนี้ “บิ๊กป้อม” ยอมรับว่า “ก่อนหน้านั้นไม่มีหมายจับที่พัวพันกับนายทหาร ผมจึงไม่ได้ปฏิเสธ และยอมรับว่าไม่มีนายทหารเกี่ยวข้อง สื่อจะมาว่าผมไม่ได้ ใช้คำพูดแบบนี้ไม่ได้ พูดแบบนี้ก็แย่สิ มาหาว่าผมปฏิเสธ ก็ผมไม่รู้ เพราะตอนนี้เขาเพิ่งออกมา”

              เมื่อผู้สื่อข่าวยิงคำถามว่า เรื่องนี้จะกระทบต่อกองทัพหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ยืนยันว่า คนมันหนีไปแล้ว แล้วจะให้ทำอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของบุคคล และขอย้ำไปว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล ขณะนี้มีเพียงทหารรายเดียว และยังไม่ขอตอบว่าจะมีอีกหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะต้องสืบสวนต่อไป และรอผลสอบสวนจากเจ้าหน้าที่อีกครั้ง

              เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ถึงแม้จะมีความชัดเจนแล้วว่ามีนายทหารระดับพันเอกไปพัวพันกับคดีนี้ แต่มีคำถามตามมาว่า พ.อ.คชาเดช เป็นใคร เหตุใด และทำไมถึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ได้

              จากข้อมูลพบว่า “พ.อ.คชาชาต”  ในวงการเรียกว่า “เสธ.โจ้” เคยเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

              พ.อ.คชาชาต ยังเป็น 1 ใน 3 นายทหารยศพันเอกที่ พล.อ.อุดมเดช เซ็นคำสั่งโยกย้ายให้ไปเป็น รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 เพียง 1 วันก่อนเกษียณอายุ

              หากใครยังจำได้ เมื่อ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้มีคำสั่งระงับการโยกย้ายดังกล่าว และยังออกคำสั่งให้ เสธ.โจ้ โยกย้ายไปเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ กองทัพภาคที่ 3 ในคราวเดียวกัน

              ภายหลังตกเป็นข่าวพัวพันในคดีความผิดมาตรา 112 แนวทางการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีแอบอ้างเบื้องสูงยืนยันแน่ชัดด้วยว่า เสธ.โจ้คนนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว ซึ่ง พล.ท.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ทำหนังสือรายงานผู้บัญชาการทหารบกว่า เสธ.โจ้ได้เดินทางไปต่างประเทศจริง โดยไม่ได้เขียนใบลาราชการตามระเบียบปฏิบัติ อีกทั้งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทหารได้ตรวจค้นบ้านพักที่ จ.พิษณุโลก ของพันเอกคนดังกล่าว พบจดหมายขอลาออกจากราชการ แต่ถือว่ายังไม่มีผล

              ทั้งนี้จากกระแสข่าวล่าสุดยืนยันว่า เสธ.โจ้หลบหนีไปอยู่ที่ประเทศพม่า โดยเลือกไปกบดานอยู่กับชนกลุ่มน้อยของพม่าตามแนวชายแดน ซึ่งตอนนี้กองทัพได้ประสานทางการพม่าเพื่อขอตัว เสธ.โจ้ มาดำเนินคดีในประเทศไทย

              นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวอีกว่า พันเอกจากกองทัพบกผู้นี้ หอบเงินก้อนใหญ่จำนวน 20 ล้าน ที่ได้มาจากการกระทำความผิดหลบไปด้วย ซึ่งการกระทำความผิดทุกอย่างอยู่ในสำนวนของพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีหมิ่นสถาบัน กระทั่งนำไปสู่การขออนุญาตศาลทหารเพื่อออกหมายจับกุมในคดีความผิด มาตรา 112 ดังกล่าว

              ส่วนคดีจะมีตัวละครเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ คงต้องติดตามการทำงานของพนักงานสืบสวนต่อไป...