10ก.ย.2558 เวลา 15.45 น. ท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลักการเป็นประธานประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึงกรณีการเชิญตัวนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน เพื่อปรับทัศนคติอีกครั้งว่า “เป็นเรื่องที่ทาง คสช.เขาเรียกตัวไปมั้ง”

            เมื่อถามว่า รวมถึงนายการุณ โหสกุล อดีตส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ด้วยมั้ง”

            เมื่อถามว่า การเรียกตัวไปครั้งนี้สาเหตุและความผิดมาจากอะไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “เป็นไปตามคำสั่ง คสช. ซึ่งเป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็น    แล้วพวกสื่อเห็นว่าความคิดเห็นที่พูดออกมานั้นมันดีหรือไม่เล่า มันสร้างอะไรให้กับสังคมมันพร้อมจะเกิดความปั่นป่วนอีกหรือเปล่า ผมเองก็ไม่ค่อยจะอยากใช้อยู่แล้วล่ะ แต่ได้มอบอำนาจไปแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เขาพิจารณากันเอง ถ้าการพูดจาไปในลักษณะที่ท้าทายอำนาจรัฐมันทำได้ไหม ผมปล่อยมาเยอะแล้ว”

            เมื่อถามว่า การเชิญตัวครั้งนี้นำไปคุมขังหรือปรับทัศนคติ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวแบบประชดว่า “เอาไปกินข้าวมั้ง เอาตัวไปเลี้ยงข้าว เลี้ยงปลา” เมื่อถามว่า เอาไปปรับทัศนคติ 7 วันเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่รู้ เขากำลังพิจารณาอยู่มั้ง มีอำนาจกี่วันเล่า จะ 7 วันหรือเปล่า ผมไม่รู้ ขึ้นอยู่กับผลที่เขาสอบกันมาว่า ถ้ารับมันก็เร็ส ถ้าไม่รับต่อมันก็มีคดีต่อไป”

            เมื่อถามว่า นอกจากกรณีของนายพิขัยแล้ว ยังจะมีคนอื่นที่เข้าข่ายถูกเรียกตัวอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้บอกแล้วว่าตนจะเป็นผู้พิจารณาเอง มากน้อย หนักเบาก็เป็นเรื่องของตน เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าจะมีอีกใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ไม่รู้ ก็ต้องมาดูว่า สิ่งไหนที่สร้างความเดือดร้อน สร้างความไม่สงบ สื่ออยากให้บ้านเมืองสงบหรือไม่ แล้วคนที่พูดจาไม่ดี พูดจาแล้วทำให้เกิดความเสียหาย มันควรจะพูดหรือไม่หรือถ้าไม่อยากให้เกิดความสงบ เดี๋ยวก็เอาออกมาให้หมด ใครอยากพูดอะไรก็พูด แล้วอย่ามาโทษผม อย่ามาโยนความรับผิดชอบให้ผมคนเดียว”

            เมื่อถามว่า ตอนนี้เริ่มมีกระบวนการต่างๆ รวมทั้งเว็บไซต์ออกมาโจมตีนายกรัฐมนตรี จะมีการดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและกระทรวงไอซีที กำลังดำเนินการอยู่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะเว็บไซต์เหล่านี้มาจากต่างประเทศ ทำได้เพียงเว็บไซต์ที่มีต้นทางที่นี่ ซึ่งกำลังทำอยู่เพราะถ้าเว็บไซต์เหล่านี้มาจากต่างประเทศ เราจะไปสั่งปิดได้อย่างไร อย่างเช่นยูทูป อย่างในเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 เขาก็ไม่มี เขาก็ไม่มีกฎหมายแบบนี้ เราก็ต้องเคารพแล้วทำไมไม่ไปโทษคนทำว่ามันมาจากไหนและเป็นใคร”

            เมื่อถามว่า นอกจากมาตรการการยึดหนังสือเดินทางแล้วจะมีมาตรการอื่นอะไรออกมาอีกบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เอาพาสเตอร์ปิดปาก เรื่องนี้คณะทำงานเขากำลังทำกันอยู่ สื่อไม่ต้องมาถามทุกเรื่อง ทุกวัน แล้วก็ไม่ต้องมาให้นายกฯมาสั่งทุกเรื่องตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

            “นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ออกมาพูดวันนี้ ก็ขอร้องเถอะครับ ถ้าท่านไม่มาพูดจาให้ร้ายผม ผมก็ไม่ไปยุ่งกับท่าน แต่ถ้ายังมาพูดโจมตีรัฐบาล อยากถามว่ามีใครเขาทำกันบ้าง ยิ่งเป็นรัฐบาลที่มาอย่างผมเช่นนี้ มันไม่มีใครพูดได้ ที่ผ่านมาผมก็ให้พูด จะเขียนในโซเชียลมีเดีย อะไรก็เขียนไปเถอะ แต่มาต่อต้านผมตรงๆ ไม่ได้ ไม่มีใครเขายอม นี่ถือว่าให้โอกาสมาเยอะแยะแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

            เมื่อถามว่า แล้วอย่างคนที่ทำนองเดียวกับคนที่นายกฯเคยบอกว่า“ฉลาด”จะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็เขาเรียกไปแล้ว ก็คุยดูก่อนว่าจะว่าอย่างไร ทำไมถึงพูดแบบนั้นแบบนี้ พูดท้าทายมันไม่ได้ ”เมื่อถามว่า แสดงว่าเป็นคำพูดที่แรงใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ถ้าท่านเป็นพ่อแม่คน มีพ่อ แม่ ลูก แล้วลูกคุณมาพูดกับคุณแบบนี้ได้หรือไม่ แต่ผมไม่ใช่พ่อเขานะ แต่หมายความว่าถ้าลูกคุณ ขัดคำสั่งคุณ คุณจะยอมหรือไม่ ผมว่าไอ้คนที่ชอบทำผิดกฎหมายกับผม ทำอย่างนั้นกับผมไม่ได้” เมื่อถามว่า ถ้าคนเหล่านี้ยังไม่เข็ด จะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าไม่เข็ดก็ติดคุกไปเรื่อยๆ แค่นั้นเองจะไปยากอะไรเล่า ผิดอีกก็ติดอีก

            เมื่อถามต่อว่า จะเป็นขบวนการออกมาดิสเครดิตก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมประชุมสหประชาชาติใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้อนถามว่า “ทำไมเขาจะไม่เชิญผมหรืออย่างไร สื่อก็ต้องช่วยฉันบ้าง ถามว่าไอ้คนทำ ทำความดีหรือเปล่า สื่อต้องเสนอข่าวสองด้าน ถ้าเสนออีกฝ่าย บ้านเมืองฉิบหายใครรับผิดชอบและขบวนการเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมลำบากอะไร เวลาไปต่างประเทศไม่เห็นมีใครรังเกียจผมสักคน แล้วเวลาผมไปต่างประเทศก็มีคนดูแลบ้านเมืองแทนอยู่และผมก็ไม่เคยหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น ถ้าหวั่นก็คงไม่มายืนอยู่ต้องนี้ ผมรู้อันตรายมันอยู่ตรงไหน แต่คนอีก 60-70 ล้านคนเสียโอกาสมาทั้งชีวิต ทั้งเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่จะว่าอย่างไรสื่อดูและเขียนถึงเขากันบ้างหรือเปล่า มัวมาเขียนให้สองฝั่งมาตีกันอยู่นั่นแหละ สื่อไม่เคยจะช่วยผม มีแต่ซ้ำอย่างเดียว ยืนยันผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองเลวทั้งหมด ถ้าคนไหนที่รู้ว่าตัวเองผิด แล้วเข้าไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมแล้วถ้ากระบวนการยุติธรรมบอกว่าไม่ผิดก็คือไม่ผิด แต่ถ้าผิดก็หาวิธีการแก้ปัญหา ถือว่าปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว อันนี้ถึงจะเรียกว่าปรองดอง วันนี้ยังมาต่อสู้กับผมในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมแล้วสื่อไปเขียนให้เขาทำไม บางคนไปเอาข่าวต่างประเทศที่เขียนด่าผม ด่าประเทศไทยมาแปลเป็นภาษาไทย ขอร้องให้สื่อเสนอข่าวให้ความเป็นธรรมกับผมหน่อย คิดให้ดีว่า คนที่ยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมควรจะเขียนข่าวให้เขาหรือไม่ จะติดคุกหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ จะไปขยายความให้เขาทำไม คนที่หนีคดี คนที่ไปต่างประเทศ สนับสนุนการกระทำที่หมิ่นสถาบัน ไปพูดกับเขาทำไม คุณไม่รักประเทศ ไม่รักสถาบันหรืออย่างไร มาตั้งคำถามให้ผมโมโห สังคมก็จะมากดดันผมอีก แล้วมันจะอยู่กันอย่างไร ความสุขก็ไม่มี จบแล้วก็คือจบ คดีอื่นก็ไปสู้กัน ถ้าคนเราไม่เขากฎหมายก็ไม่ได้ อย่างเรื่องจำนำข้าวจะผิดหรือถูกก็อยู่ที่กระบวนการยุติธรรม ผมเพียงแต่ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเสียหายอย่างไร ถ้าวิจารณ์กันมาก ก็อยากให้เห็นใจคนทำงานบ้างและผมก็อดทนมาเยอะแล้ว”

            ทั้งนี้ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ยกเลิกการเดินทางไปเยี่ยมชมมหกรรมสินค้าChina-ASEAN Expoที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงวันที่ 18-21 ก.ย.นี้ด้วย

 

โฆษกคสช.ยันทหารคุมตัว'เก่ง การุณ'

            ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กองกำลังรักษาความสงบ (กกล.รส.)ว่า นายการุณ โหสกุล อดีตส.ส.ดอนเมือง พรรคเพื่อไทย ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม. 2 รอ.)ไปเชิญตัวจากบ้านพักย่านดอนเมืองไปควบคุมตัวภายในมณฑลทหารบกที่ 11(มทบ.11)เบื้องต้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่า จะถูกกักตัวไว้นานเท่าใดด้านนางพิมพ์ชนา โหสกุล ภรรยานายการุณ กล่าวทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆว่า“ตนยังไม่ทราบเรื่อง”

            พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้นายการุณ โหสกุล อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส)ซึ่งไม่แน่ใจว่า ได้มีการตั้งข้อหาด้วยหรือไม่ เพราะจากการดูพฤติกรรมส่วนตัวของนายการุณ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่แสดงออกนั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางเจ้าหน้าที่คสช.ขอความร่วมมือไว้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องควบคุมตัวมาเพื่อทำความเข้าใจและแลกเปลี่ยนทัศนคติและไม่ทราบว่าควบคุมตัวไว้ที่ไหนและจำนวนกี่วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกับนายการุณเองว่า จะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่
 


นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกความพร้อมพูดคุยสันติสุขใต้

            ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 3 /2558 ร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการรายงานความคืบหน้าการพูดคุยในครั้งที่ผ่านมาของคณะพูดคุยฝ่ายไทยและฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีการทบทวนหลักการและเหตุผลในการพูดคุย ซึ่งการพูดคุยนั้นถือเป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว ทั้งยังเป็น 1 ใน 9 ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหานี้ ดังนั้นเมื่อการพูดคุยถือเป็นวาระแห่งชาติ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งเป็นวาระแห่งชาติตามที่มีการเรียกร้อง แต่ต้องมีการทำความเข้าในกับตัวแทนฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบด้วย ส่วนอีกข้อเรียกร้องของกลุ่มมารา ปาตานีที่ต้องการให้เรารับรองชื่อกลุ่มนั้น จะต้องมีการพิสูจน์ความไว้วางใจกันให้ได้ก่อน เวลานี้ยังไม่จำเป็นที่ไทยจะต้องยกชื่อใครขึ้นมา เพราะต้องมองเจตนาของแต่ละฝ่าย รัฐบาลไทยมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่างมาก ซึ่งหากอีกฝ่ายมีเจตนาแบบเดียวกันก็เป็นเรื่องดี

            นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ยังเป็นปัญหาพูดคุยกันไม่ได้ ก็ยังไม่ควรที่จะสานต่อ แม้กระทั่งการให้ข่าวตนอยากให้มีพูดคุยก่อน จากนั้นเมื่อได้ข้อตกลงจึงค่อยชี้แจงพร้อมกัน แต่เราไม่สามารถสั่งอย่างนั้นได้ แต่วันนี้ได้สั่งการว่าในเรื่องของหลักการและเหตุผลจะต้องพูดคุยกันต่อไป ไม่ว่าผลตอรับจะสำเร็จช้าหรือเร็ว แต่คือการแก้ปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งต้องทำเพราะเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก การพูดคุยใช่ว่าจะสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เนื่องจากว่ามีอยู่ด้วยกันหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มทีมีศักยภาพมากและมีศักยภาพน้อย ซึ่งบางเรื่องยังไม่เป็นที่ยอมรับกันภายในกลุ่มของตนเอง ดังนั้นพวกเขาจึงต้องไปสร้างการยอมรับภายในกลุ่มให้ได้เสียก่อน ส่วนกลุ่มที่ยังไม่ร่วมพูดคุยต้องค่อยๆพูดคุยกันไป เพราะถ้าทั้งหมดเข้ามาพูดคุยจะไม่มีกลุ่มใดเพิ่มศักยภาพของตนเองขึ้นมา วันนี้หลายกลุ่มได้พยายามยกระดับของตนเองให้มีความเท่าเทียมกัน ตนอยากเรียกเรื่องดังกล่าวว่าเป็นการต่อสู้ทางความคิด ซึ่งมีกำลังในการเสริมให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

            พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ต้องหลีกเลี่ยงคำพูดที่สุ่มเสี่ยงระหว่างกัน จึงต้องมีผู้อำนวยความสะดวกคือประเทศมาเลเซีย นั่นแสดงให้เห็นว่าการพูดคุยในรัฐบาลนี้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันหลายประเทศต่างให้ความร่วมมือกับรัฐบาล และประเทศมุสลิมก็ระบุว่าเห็นใจรัฐบาลมีความพึงพอใจในการแก้ไขปัญหา อาเซียนเองก็สนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม 3 ข้อเรียกร้องของเครือข่ายมาลาปาตานี ตนได้ให้คำตอบกลับไปโดยต้องทำความเข้าใจกันใหม่ แต่หากยังไม่เข้าใจกันก็ไม่เป็นไร ต้องพูดเรื่องอื่นๆที่สามารถทำได้ไปก่อน โดยระยะแรก เป็นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างเอกภาพของแต่ละฝ่ายยืนยันรัฐบาลเป็นเออกภาพอยู่แล้ว เพราะตนเป็นนายกฯดูแลทั้ง กอ.รมน.,ศอ.บต.จึงถามว่าอีกฝ่ายเป็นเอกภาพแล้วหรือยัง หากยังไม่เป็นต้องไปสร้างแล้วอย่ามาใช้ความรุนแรงกดดันเรา ส่วนระยะที่สอง เมื่อเกิดความเชื่อใจกันแล้วก็ต้องหาโจทย์ของแต่ละกลุ่มให้เจอ เช่น การลดความรุนแรง กฎหมายกระบวนการยุติธรรม การพัฒนา ศูนย์วัฒนธรรมของชาวมุสลิม ที่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

            เมื่อถามว่า  3 ประเด็นที่กลุ่มมาราปาตานีเสนอมานั้น รัฐบาลไม่รับใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ยัง และอย่ามากดดันผมให้รับ” จากนั้นนายกฯย้อนถามสื่อว่า “ท่านรับกับเขาหรือไม่ ถ้ารับแล้วเกิดเหตุการณ์ขึ้น ท่านรับผิดชอบได้ไหม เข้าใจผมตรงนี้บ้างสิ นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จะพูดอะไรตัดสินใจอะไร เสนอข่าวอะไร ระวังด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ล่อแหลมละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการสร้างวามเข้าใจ ถ้าไม่ได้อย่างนี้จะไปอย่างไร เขาเรียกว่าต่อรอง”

            เมื่อถามว่า จะสนับสนุนแนวทางการพิสูจน์ตนเองด้วยการจัดพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนเป็นคนกำหนดไปเอง ซึ่งได้สั่งการและตีกรอบ เมื่อฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เสนอแนวทางต่างๆเข้ามาตนเอามาดูแล้วสั่งการ ตนเป็นนายกฯต้องรู้ทุกเรื่อง หากไม่อนุมัติแล้วจะดำเนินการได้อย่างไร     เมื่อถามว่า ประเมินว่าการเจรจาที่ผ่านมาของผู้ก่อเหตุเป็นความต้องการลดความรุนแรงจริงๆ หรือเพื่อการต่อรอง นายกฯ กล่าวว่า อย่างเพิ่งแสดงความเห็นว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยเขาได้แสดงเจตนารมณ์เขามาพูดคุย ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมาระดับหนึ่ง ต่อไปอยู่ที่ขั้นตอนของการสร้างความเข้าใจเอาปัญหามาเจอกัน ซึ่งขั้นตอนต่างๆต้องไม่ผลีผลาม จะตบปากรับคำกันเลยคงไม่ได้ อีกฝ่ายก็รับคำเราเลยไม่ได้ เราเองก็รับปากเขาเลยยิ่งไม่ได้ แต่อะไรที่รับได้เราจะรับ เช่น เรื่องที่จะเกิดความสงบปลอดภัย แต่อย่ามากดดันกันเอง ซึ่งตนไม่ได้กดดันอีกฝ่าย ตนทำเพื่อประชาชน ถามว่าฝั่งโน้นทำเพื่อประชาชนหรือไม่

            เมื่อถามว่า จะสานต่อการพูดคุยต่อไปใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า"มีสิ ถึงชาติหน้าโน้นถ้ายังไม่จบ ก็จะคุยกันถึงชาติหน้า อย่างไรก็ตามการพูดคุยตนได้กำหนดประเด็นไปแล้ว"

            “ถ้าผมทำงานกับคนของผมก็คงจบกันแค่นี้ แต่นี่เขาไม่ใช่คนของผม เขาเป็นฝ่ายตรงข้ามมีการใช้อาวุธ และความรุนแรง ผมจะไปกำหนดอะไรเขาได้ เว้นแต่เขาจะมาด้วยใจ แต่ผมก็มีกรอบมาตรการที่เตรียมไว้ให้ เช่น กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เตรียมไว้หมดแล้ว มีเครื่องมือและหลักการไว้แล้ว ก็อยู่ที่กระบวนการและการแสดงความจริงใจต่อกัน หากจริงใจก็จบต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ แก้ไขปัญหาเก่า แต่วันนี้ที่ไม่จบเพราะสร้างปัญหาใหม่ทุกวันๆ ก็ไม่จบสักเรื่อง กี่ชาติก็ไม่จบ ทุกเรื่องเลย” นายกฯกล่าว


แจงผบ.ตร.เตรียมโยกย้ายตม.รับสินบน

            พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวถึงกรณีพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จะเสนอรายงานเเละคำสั่งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองระดับสูงหลายราย ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ และทุจริตรับสินบนต่อพล.อ.ประยุทธ์ว่า "กำลังสอบสวนอยู่ โดยเบื้องต้นจะมีการสอบสวน เนื่องจากมีการกล่าว คดีความก็ต้องตรวจสอบว่าใครผิด ใครถูก จะต้องย้ายกันหรือไม่ จะย้ายอีกหรือไม่นั้นก็ต้องดูก่อน ซึ่งเรื่องพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติดูอยู่จำเป็นก็ย้ายมาสอบสวน"
      
            เมื่อถาม มีการตั้งข้อสังเกตรายงานผบ.ตร.เรื่องโยกย้ายเจ้าหน้าที่ นายกฯ กล่าวว่า"ใครสังเกตล่ะ ข่าวมาจากใคร ข่าวที่มาจากสื่อเป็นข่าวจากราชการหรือเปล่า ก็ต้องให้ทางราชการไปสอบมา เขาอาจจะเก็บข้อมูลพวกสื่อไปดูก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ฟังเมื่อไหร่กัน "    เมื่อถามว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการเสนอให้มีการพิจาณาเรื่องอะไรบ้าง  นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่เสนอตนเลย เขาจะต้องผ่านรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาก่อน ซึ่งได้มีการพูดคุยกันแล้ว ถ้ามีเหตุการณ์จำเป็นก็จะต้องทำ เดี๋ยวก็ทำเองจะเร่งอะไรกันหนักหนา มันก็ไม่จบซักเรื่อง

            เมื่อถามว่า จะมีการปรับปรุงด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือไม่  นายกฯ กล่าวว่า "เขาเตรียมแผนปรับปรุงมานานแล้ว แต่ไม่มีงบประมาณให้เขา เข้าใจหรือเปล่า จะต้องใช้เครื่องมือเทคโนโลยีมากกว่านี้ คนอย่างเดียวทำไม่ได้หรอก เพราะต้องใช้ดุลยพินิจ คำว่าดุลยพินิจกฎหมายคงไม่ได้ ภาษีก็ดุลยพินิจ อะไรก็ดุลยพินิจหมด จะต้องมีเครื่องไม้ เครื่องมือ และจะต้องรวมมือกัน การทุจริต การทำความผิดไม่ใช่จากเจ้าหน้าที่คนเดียว มันจะต้องโทษคนทำความผิดว่าใครเป็นคนลักลอบ ลักลอบเรื่องอะไร ฉะนั้นการเกี่ยวข้องเรื่องทุจริตมันมีเจ้าหน้าที่และคนที่ได้ประโยชน์ อีกเยอะแยะไปหมด ประชาชนหรือภาคธุรกิจเอกชน ที่ให้สินบนหรืออะไรก็แล้วมันผิดทั้งหมด วันนี้ คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) กำลังทำเรื่องนี้อยู่ อะไรก็โทษเจ้าหน้าที่อย่างเดียว เจ้าหน้าที่ที่มีความผิดอยู่แล้วก็ผิด แต่ถามว่าจะเกิดขึ้นอีกไหม ก็เกิดขึ้นอีก ตราบใดที่กฎหมายยังไม่เข้มงวด เครื่องหมาย เครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูงยังไม่มี เพราะมีตาคนมีสองตา แต่มีแนวชายแดนเท่าไหร่มีตั้ง 5,200 กิโลเมตร"

            เมื่อถามว่า หากรัฐบาลไม่มีสตางค์ในการซื้อเครื่องมือ แล้วทำไมไม่ขอจากภาคเอกชน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "จะมีได้ไง เงินไปอยู่ที่ไหนล่ะ ส่วนที่จะให้ไปขอความร่วมมือจากภาคเอกชนนั้น เขาจะให้หรือ ตนถามสิ ของบางอย่างเขาบอกสิทธิประชาชนทุกคนจะต้องเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะรวยหรือจนสิทธิจะต้องเท่ากัน คนดีก็เยอะ คนที่คิดแบบนี้ก็เยอะตนไม่ได้ไปจำกัดความคิดของคน   แต่เราต้องเสียสละกันได้บ้าง ภาษีจะเสียกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ไหม คนที่เสียเยอะก็เสียเยอะไป คนที่หลีกเลี่ยงก็หลีกเลี่ยง มันไม่ได้ ถ้าเราไม่สร้างการรับรู้ที่ดีจะเป็นอยู่ย่างนี้ ต่อให้มีเครื่องดีกว่านี้ก็เป็นอย่างนี้ เพราะคนคือบ่อเกิดของปัญหาทั้งปวง ทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ที่สมยอม ทั้งผู้ที่เห็นและผู้ที่ได้ประโยชน์เยอะแยะไปหมด เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดปัญหาสังคมตามมา แล้วก็เกิดเรื่องของเศรษฐกิจตามมา เรื่องเหล่านี้ถ้าเราเข้มงวดมันก็หายไป คนเหล่านี้ก็ไม่มีสตางค์ใช้ เงินที่จะไปหมุนเวียนในเศรษฐกิจก็หายไป"

            สำหรับความคืบหน้าเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มีการประชุม