แรงกระเพื่อมหลังการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีการดำเนินโครงการับจำนำข้าว และการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองไทยของ นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ทวีความสั่นสะเทือนมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความส่งสัญญาณทางการเมืองของแกนนำพรรคเพื่อไทย และเหล่าแกนนำคนเสื้อแดง

               ร้อนถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องสั่งการให้ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) เรียกตัวบรรดาแกนนำทางการเมืองของกลุ่มขั้วอำนาจเก่ามาชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อให้การนำพาประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ความสงบเรียบร้อยตามโรดแม็พ คสช.

               ไล่เรียงมาตั้งแต่ นายสิงห์ทอง บัวชุม ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับเกียรติเรียกมาทำความเข้าใจเป็นรายแรกที่กองทัพภาคที่ 1

               จากนั้นก็ทยอยเรียกมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นต้น

               มีรายงานว่า วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ อาจจะมีการเรียกตัว นายวรชัย เหมะ แกนนำ นปช.สมุทรปราการ เข้ามารายงานตัวเพิ่มเติม ส่วนกลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายที่ต้องจับตากันต่อไป เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เป็นต้น

               ส่วนแนวทางในการบริหารจัดการความมั่นคงของ คสช. หลังจากนี้จะมีการจับตาความเคลื่อนไหวทั้งบนดินและใต้ดิน โดยเฉพาะการปลุกระดมผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งถ้าเป็นข้อความเสียดสีวิพากษ์วิจารณ์ธรรมดาคงไม่ถึงขั้นต้องเรียกมาทำความเข้าใจ

               แต่ถ้าเป็นการปลุกระดมเพื่อให้เกิดการชุมนุม เช่น ในกรณีของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ที่โพสต์เชิญชวนให้ใส่เสื้อสีแดงในวันอาทิตย์ ก็อาจจะเข้าข่ายการปลุกระดมในทางการเมือง และอาจนำไปสู่การชุมนุมได้นั้น จะต้องมีการจัดการ "ขั้นเด็ดขาด" เพราะ คสช.คงไม่ยอมให้มีการชุมนุมสร้างความวุ่นวายขึ้นภายในประเทศอีกครั้งเป็นแน่

               "เราจะให้โอกาสเขาทำผิดแค่ 3 ครั้งเท่านั้น โดยจะมีการเรียกมาทำความเข้าใจกันก่อน หลังจากนั้นถ้าเขาทำผิดครบ 3 ครั้ง และยังมีพฤติกรรมแบบเดิมอีกก็จะมีมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาด ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าเป็นมาตรการอะไร แต่เราจะไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาด" ฝ่ายความมั่นคงย้ำถึงแนวทางในการควบคุมสถานการณ์

               เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคนเดิมย้ำว่า อยากทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า การถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนละเรื่องกับการบริหารประเทศของรัฐบาล และคสช. เพราะการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาล และ คสช. ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการที่จะวิพากษ์วิจารณ์อะไรคงจะต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย

               คสช.เชิญบุคคลเหล่านี้มาเพื่อปรับทัศนคติเท่านั้น ไม่ได้ต้องไล่ล่าหรือจับกุม ซึ่ง คสช.อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดย คสช.อาศัยอำนาจตามประกาศ "กฎอัยการศึก" ซึ่งหากใครทำให้สถานการณ์บ้านเมืองไม่เป็นปกติ คสช.จำเป็นต้องเชิญมาทำความเข้าใจ

               "กลุ่มคนที่โพสต์ข้อความที่ส่งผลกระทบในด้านต่างๆ เจ้าหน้าที่ได้มีการเก็บข้อมูลไว้หมดแล้ว และจะมีการเรียกตัวมาพูดคุยอีกครั้ง หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ส่วนการเชิญตัวบุคคลมาพบนั้นเราได้ส่งชุดเคลื่อนที่เร็วไปประกบ แต่จะเชิญตัวมาอย่างสุภาพ ด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ"

               ในส่วนของการดำเนินการต่อกลุ่ม "คลื่นใต้น้ำ" ทาง คสช.ได้ให้เจ้าที่แต่ละ "กองทัพภาค" ติดตามพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงจัดชุดลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีปลุกปั่นประชาชนให้เกิดความแตกแยก เพราะ คสช.คงไม่ยอมให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติขึ้นมาอีก ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาของประเทศในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้

               นอกจากกลุ่มอดีตนักการเมืองแล้ว ยังมีกลุ่มการเมืองในระดับพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวพบปะพูดคุยแสดงความไม่พอใจภายหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกถอดถอนด้วยเช่นกัน เพียงแต่กลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่พบปะกันครั้งนั้นแล้วก็สลายไป การเคลื่อนไหวลักษณะนี้จึงยังเป็นเพียงแค่การเฝ้าระวังอยู่เท่านั้น

               น่าสนใจว่า คสช.จะเล่นไม้แข็งเช่นนี้ในทุกครั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อหรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องเข้าไปสู่สถานการณ์เผชิญหน้า แค่คดีความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เหลือก็เกือบ 10 คดีเข้าไปแล้ว