ในเมื่อพลังอำนาจถูกโยกจากยูโรแอตแลนติกมายังอินโดแปซิฟิก พ้นจากมือของมหาอำนาจเก่าอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่ต้องจมปลักกับปัญหาเศรษฐกิจยูโรโซน และล่าสุดคือ ความขัดแย้งกรณียูเครนตะวันออกที่กำลังจะกลายเป็นสงครามร้อนๆ เย็น ๆ กับรัสเซียอีกรอบ ชาติที่อยู่ในโซนนี้ต่างปรับตัวกันขนานใหญ่ รองรับอนาคตความรุ่งเรือง ไม่ต้องพูดถึงจีนที่สยายปีกมังกรอย่างไม่หยุดยั้ง หรืออเมริกาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแปซิฟิกก็เหมือนกัน กำลังโยกหมุดมาทางเอเชียมากขึ้น ชาติอื่นๆ อย่างเช่น อินเดียก็หันหัวเรือมุ่งตะวันออกเต็มที่ ไม่แค่รอจะเป็นใหญ่แต่ในมหาสมุทรชื่อเดียวกับตน ญี่ปุ่นก็ออกกฎหมายนานาเอื้ออำนวยต่อการแข่งขันพ้นการเป็นรองจีน เวียดนามหรืออินโดนีเซียก็ปรับทัพกันทั้งนั้น ฝ่ายหลังนั้น นักวิจารณ์มองว่าจะกลายเป็นผู้นำที่แท้จริงของอาเซียน แม้แต่พม่าก็เปิดประตูบ้านอ้าซ่ารองรับผลประโยชน์ไม่หวั่นไม่ไหว 

               แต่ขณะที่ชาติใหญ่แพ็กกำลังพหุภาคีเป็นชาติบริกส์ ชาติขนาดกลางอย่างอาเซียนเดินเกมร้อยรัดเป็นประชาคมสมบูรณ์ ชาติเล็กเข้าร่วมชาติใหญ่ในกลุ่มใหม่ๆ อย่างเช่น บีซีไอเอ็ม หรือทีพีพี ประเทศไทยที่รักของเราดูเหมือนว่าจะถูกมองข้ามเสียแล้ว ทั้งที่เรามีจุดเด่นมากมาย แต่กลับไม่มีใครมองว่า ในโลกยุคใหม่ที่นำโดยเอเชีย ไทยจะมีที่ยืนในระดับสูงเลย ผิดกับเมื่อยี่สิบปีก่อน เราฝันจะเป็นนิคส์ หรือเมื่อสิบปีก่อนเราวางแผนก่อตั้งองค์กรเงินของเอเชียแล้วมีผู้จะรับลูกมากมาย

               เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย??

               สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาหาคำตอบกันในยุคที่แตกแยกร้าวรานภายในอย่างหนัก เพราะคำตอบจะไปกันคนละทางตามแต่สังกัดความคิดทางการเมืองค่ายไหน แต่เมื่อมองถึงโอกาสที่ไทยน่าจะทำได้ดีกว่าสถานการณ์ที่ต้องกระเสือกกระสนในเวทีโลก หรือคล้องแขนเป็นแค่ผู้เล่นดาดๆ รอรับเศษบุญ เราน่าจะมีการปรับตนเองครั้งใหญ่จริงๆ

               ไทยอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ดีมาก คือเป็นประตูเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรตะวันออกตะวันตก และเชื่อมภาคพื้นทวีปตอนเหนือกับบรรดาเหล่ารัฐทางตอนใต้ ใครก็ต้องผ่านเรา ลักษณะเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ยิ่งกอปรกับความสัมพันธ์กับชาติใหญ่ๆ ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น อาจจะเป็นมิตรที่แท้จริงของทั้งจีนและญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียว และมีระบบเศรษฐกิจที่ทันสมัยเพียงพอแล้ว ไทยไม่เพียงแค่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ของเอเชีย แต่พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในหัวหอกที่ทั้งนำ ทั้งแสวงประโยชน์ได้สูงสุดเหนือใครด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่ว่าเรากล้าหรือไม่เท่านั้น

               แน่นอนว่าสิ่งแรกคือ ต้องลงตัวกันให้เร็วที่สุดในการยุติความขัดแย้งภายใน เรื่องนี้ดูตามรูปการณ์แล้วเป็นไปได้ยากในอนาคตอันใกล้ แต่รัฐบาลที่จะมาบริหารต่อไปไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ไม่ควรจะถูกฉุดรั้งด้วยการกระทำของฝ่ายตรงข้าม ไทยรอไม่ได้ที่ต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับที่ชาติอื่นเขาวางแผนเชื่อมกันไว้หมดแล้ว เช่น เครือข่ายคมนาคมและส่งกำลังบำรุงร่วมและการเปิดตลาดเสรีในหลายแผนงาน ทั้งนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากที่อาจหล่นไปตามทางบ้าง แต่เมื่อคิดถึงประโยชน์ทางด้านบวกมากกว่าลบ ต้องไม่ทำให้โครงการต่างๆ ชะงัก

               ที่ก้าวหน้าไปกว่านั้นคือ ไทยต้องกล้ารับหน้าเป็นผู้นำความมั่นคงในภูมิภาคด้วยการเป็นตัวกลางในการเปิดประเด็นหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่าไปคิดว่าเราตัวเล็กใครเขาจะฟัง ถ้าเรามีปัญญาและความกล้าเพียงพอ ไอเดียจะขายได้ สิ่งสนับสนุนจะตามมา ระดับของชาติในสายตาคนอื่นก็จะถูกยก แล้วเราจะได้เห็นประโยชน์โภคผลพุ่งเข้าสู่ไทยอีกเยอะครับ