พูดกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้วครับเรื่องนี้ เรื่อที่พลังอำนาจของโลกจะย้ายจากฝั่งยูโรแอตแลนติกมายังฝั่งอินโดแปซิฟิก  พูดถึงกันตั้งแต่ช่วงที่จีนทะลุมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงเลขสองหลักติดต่อกันกว่าสิบปี  แต่ความจริงเชิงสถิติและปรากฏการณ์ประจักษ์ตาพึ่งเห็นกันไม่นานมานี้เอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางทหารแบบก้าวกระโดดของจีน  การแรงไม่ตกแม้ที่อื่นเขาจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจของอินเดีย  แม้แต่ในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและพม่าก็มีแต่ผู้กล่าวขาน  ทั้งนี้สวนทางกับโลกเก่าที่กำลงประสบปัญหามากมาย  สหรัฐ ฯ ยังคงประสบปัญหาจากวิกฤตปี 2551 ไม่เลิก  ยุโรปยิ่งเลวร้ายกว่า เมื่อสมทบเข้ากับกรณีไครเมียยิ่งไปกันใหญ่

              เมื่อห้าร้อยปีก่อนที่ยุโรปยังไม่พ้นจากการถูกครอบงำของศาสนาจักร ยังป่าเถื่อนกินอาหารกึ่งสุกดิบ  นึกว่าโลกแบน ส่วนอเมริกาหรือออสเตรเลียไม่ต้องพูดถึง ไม่นึกด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง  เอเชียเจริญรุ่งเรืองแล้วนะครับ  หลายนครมีประชากรเป็นล้าน  จีน อินเดีย แม้แต่อยุธยาก็มีความเจริญก้าวหน้า โลกของบุรพทิศสุกใสสว่างอย่างยิ่ง  แต่เป็นเพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมกับการรวมตัวเป็นรัฐชาติของยุโรป ทำให้ประเทศปัจฉิมทิศมีความสามารถมากขึ้นอย่างมหาศาล  ในที่สุดก็ใช้พลังอันมหาศาลนั้นยึดเอเชียซึ่งเอาแต่ทะเลาะกันเองไว้ในอุ้งมือได้เกือบหมดเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

              วันนี้เอเชียกลับมาผงาดอีกแล้วครับ  ไม่ใช่ในแง่ขอการย้อนกลับไปไล่กดหัวใครเป็นอาณานิคม แต่ในแง่ของการมีอิทธิพลอำนาจมากขึ้น  อย่างที่ใคร ๆ ก็ใส่ใจและหันมาตั้งมาตรการรับมือร่วมกันกันเป็นยกใหญ่ ความจริงสัญญาณนี้เกือบเกิดขึ้นทีนึงแล้วเมื่อยุค 80 ซึ่งญี่ปุ่นเกิดมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจไล่ยึดธุรกิจอเมริกา ขณะที่เศรษฐกิจแขกก็ไล่ซื้อกิจการบริการในอังกฤษ  แต่เมื่อหมดยุคสงครามเย็น  โลกาภิวัตน์กำลังเบ่งบาน วัฒนธรรมอเมริกาขยายกระจายครอบงำทุกพื้นที่คนก็มองว่าโลกนี้ได้ตกเป็นของทุนนิยมประชาธิปไตยภายใต้ฝรั่งเป็นหัวหอกแน่แล้ว  กว่าใครจะมาคัดง้างมหาอำนาจขั้วเดี่ยวคงอีกนานเป็นชาติ  แต่นั่นด่วนสรุปเกินไปครับ

              โลกาภิวัตน์เหมือนงูที่กินซะอ้วน แล้วพองขยายใหญ่จนหลุดมือผู้เลี้ยงคือสหรัฐ ฯ เทคโนโลยีแขนงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างไอที  ไบโอเทคโน หรือนาโนเทค นั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลากหลายมหาศาล  อเมริกาก็ไม่ใช่มหาอำนาจเดี่ยวที่กล้าใช้อำนาจไปกดให้ขั้วความเจริญอื่นตามใจตัวได้ ซึ่งต่างจากจักรวรรดิโรมัน  ผลคือเกิดขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมายุบยับในภูมิภาค และในวันนี้พวกเหล่านั้นไม่ใช่แค่อยากหรูอยู่แต่ในภูมิภาคของตัว  ต่างจับกันเป็นพันธมิตรในระดับมหายุทธศาสตร์ ดำเนินบทบาทสร้างสรรค์ต่อรองในเวทีโลก  หลายครั้งยับยั้งอำนาจของยุโปและอเมริกาเสียด้วย

              เมื่อทอดตามองสภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์แล้ว  ก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดีว่าเอเชียแปซิฟิกของเรานี่มาแรงกว่าเป็น  เหมาะจะเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่ของโลกจริง ๆ  แต่เมื่อมองลึกลงไปอีกก็ให้ฉงนว่า ประเทศไทยยังมีอนาคตอีกไหมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป  สัปดาห์หน้าลงมาหาทางออกกันครับ

 

................

 

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก sites.google.com)