24 พ.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารจำนวนประมาณ 200 นายได้เข้าล้อม และตรวจค้นชลพฤกษ์อพาร์ทเม้นท์ ต.บ้านกอก อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบอุปกรณ์เตรียมก่อเหตุหลายรายการ ได้แก่ ระเบิดลูกเกลี้ยง 2 ลูก ถังแก๊ส 2 ถัง มีดสปาร์ต้า โทรศัพท์มือถือ เสื้อเกราะกันกระสุน จับกุมได้จำนวน 21 คน เป็นหญิง 1 คน ผู้ต้องหาคนสำคัญนายมีชัย ม่วงมนตรี แกนนำกองทัพปราบกบฎ นายประธิน จันเกศ จนท.รปภ.แบงค์ชาติ จ.ขอนแก่น

 
                       เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากแกนนำสื้อแดงให้ทำเป็นขอนแก่นโมเดล จากการสอบถามผู้ให้ข่าวเบื้องต้น ทราบว่า นายมีชัย และพวก มาเช่าห้องพักที่ชลพฤกษ์ฯ ระยะหนึ่งแล้ว โดยเช่าห้องเหมาทั้งชั้นที่ชั้น 4 โดยผู้ต้องหาทั้งหมดได้วางแผนเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ขณะนี้ถูกควบคุมอยู่ในค่ายศรีพัชรินทร (มทบ.23)
 
                       เมื่อเวลา 10.30 น. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก และ พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือใน 4 ประเด็น คือ 1.การบังคับใช้กฎหมาย 2.การติดตามผู้ที่ยังไม่ได้มารายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. 3.อาวุธสงคราม และ 4.การประชุมผู้บริหารทีวีดิจิตอล
 
                       ทั้งนี้ที่ประชุมได้ติดตามเรื่องคำสั่ง อาวุธสงคราม ที่ยังพบอยู่จำนวนมาก และขณะนี้กำลังดำเนินการคดีอยู่ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด หลังจากมีการจับกุมอาวุธสงครามได้ที่ จ.นครนายก หลังเวทีชุมนุมนปช.และเชื่อมโยงไปถึง จ.ลพบุรี และเชื่อมต่อไปยัง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะพบอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดจำนวนมาก รวมทั้งที่จ.ขอนแก่น ซึ่งทุกคดีนี้มีความเชื่อมโยงกัน โดยที่จ.ขอนแก่น ล่าสุด เป็นการจับกุมอาวุธสงคราม ที่จะก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่โดยทหารเข้าตรวจพบที่โรงแรมชลพกฤษ์ อ.เมือง จ. ขอนแก่น พบอุปกรณ์เตรียมที่จะก่อเหตุ ทั้ง ระเบิด ถังแก๊ส โดยสามารถจับกุม ได้ 21 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากกว่าทุกครั้ง โดย นายมีชัย ม่วงมนตรี แกนนำกองทัพปราบกบฎ และ นายประทิน จันทร์เกตุ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากแกนนำ นปช. ให้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นขอนแก่นโมเดล
 
                       พ.อ.วินธัย กล่าวว่า การดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดในเรื่องอาวุธสงครามนั้น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเต็มขีดความสามารถ และจะต้องให้ปัญหาตรงนี้หมดไปโดยเร็วที่สุด และจะดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด ภายใต้กฎหมายที่ถืออยู่ในปัจจุบัน จะเข้าถึงตัวผู้กระทำผิดได้สะดวกกว่ากฎหมายปกติ ฉะนั้นอยากจะวิงวอนว่าผู้ที่ยังคิดไม่ดี หรือไม่เชื่อในคำสั่งประกาศของ คสช. อาจจะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง
 
                       สำหรับการติดตามผู้ที่ยังไม่มารายงานตัวตามประกาศ ตามการประกาศคำสั่ง ฉบับที่ 25 เรื่องให้มารายงานตัวหรือเหตุขัดข้อง เนื่องจากยังมีบุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวจำนวนหนึ่ง
 
                       ดังนั้นเพื่อให้เกิดการรักษาความสงบเรียบร้อย ขอให้ผู้บุคคลดังกล่าวมารายงานตัวภายในวันที่ 24 ในเวลา 16.00 น. หลังจากนี้ผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินการในด้านกฎหมาย คือมีโทษในเรื่องการจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ส่วนใครมีภารกิจเร่งด่วนจะต้องแจ้งเหตุขัดข้องมายัง คสช. ภายในเวลากำหนด นอกจากนี้คสช.จะประกาศคำสั่งเพิ่มเติมอีก 35 ท่านให้มารายงานตัวในวันนี้ ตั้งแต่ในเวลา 13.30 น.
 
                       "ผู้ที่ยังไม่ได้มารายงานตัว ขอให้มาวันนี้ ไม่เช่นนั้นจะติดตามเข้าสู่กระบวนการต่าง ๆ ซึ่งจะดำเนินการเข้มข้นมากกว่านี้ "พ.อ.วินธัย กล่าว
 
                       พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า วันนี้ คสช. ได้เชิญผู้ประกอบการทีวีมารับแนวทางหารือ โดยได้ข้อสรุปว่า คสช. จะอนุญาตให้มีการเปิดสัญญาณของฟรีทีวี ระบบดิจิตอล และดาวเทียม ในวันนี้ ส่วนสถานีที่คสช.หรือ กอ.รส. ที่มีคำสั่งให้งด 14 สถานี ยังคงไว้ ในส่วนของวิทยุนั้น คสช. เปิดให้ถ่ายทอดสัญญาณตามปกติ ส่วนวิทยุชุมชน คงระงับการกระจายเสียงไว้ก่อน ทุกสื่อที่ไม่ว่าจะทีวี หรือ วิทยุ อนุญาตให้ตามปกตินั้นจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ และ ข้อตกลงทาง คสช.ตกลงกันเอาไว้ จะต้องไม่มีข้อมูลบิดเบือน ไม่สร้างความรุนแรง เมื่อคสช.มีความจำเป็นถ่ายทอดรวมการเฉพาะกิจเพื่อแจ้งให้ประชาชนให้ได้รับทราบ จะต้องเกาะสัญญาณตามร้องขอ ทั้งนี้ หน.คสช.ตระหนักดีถึงสิทธิเสรีของประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร และจะพยายามดำเนินการทุกอย่างให้คลี่คลายเพื่อให้เข้าสู่ระบบปกติ รวมถึงการพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม
 
                       ส่วนที่คสช.เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมรับฟังหารือ ชี้แจงถึงโครงสร้างการบริหารงาน ใน 6 ฝ่าย และ 1 กองกำลังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย โดย 6 ฝ่ายจะมีการประชุมหารือกัน โดยหัวหน้าแต่ละฝ่ายจะเป็นผู้ที่ดูแลการประชุม โดยประชุมเร่งด่วนที่แต่ละฝ่ายจะต้องเร่งรีบผลักดัน โดยเฉพาะปัญหาความเดือดร้อนของประชาน ส่วนรายละเอียดแต่ละฝ่ายจะชี้แจงให้สื่อได้รับทราบอีก
 
                       ผู้สื่อข่าวถามว่า ความคืบหน้าของผู้ที่ถูกคสช.ควบคุมตัว ตั้งแต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงแกนนำคนสำคัญพรรคเพื่อไทย พ.อ.วินธัย กล่าวว่า บุคคลที่ถูก คสช.ควบคุมตัวอยู่ประมาณ 150 คน ยังไม่มารายงานตัว 30 คน และ คสช. เรียกบุคคลให้มารายงานเพิ่มอีก 35 คน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทแรก คือ 1.บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความไม่สงบ ความเป็นอยู่จะเป็นในลักษณะการปรับความเข้าใจกันมากกว่า อยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตร มีการอำนวยความสงบอย่างดี 2.บุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวพันกับความไม่สงบโดยตรง แต่มีการเชื่อมโยง มีลักษณะการควบคุมตัวที่เบาลง คือ ขอให้อยู่ที่บ้าน หรือแจ้งที่อยู่ให้ คสช. ให้ทราบรวมถึงการเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ 3. กลุ่มที่มีหมายจับและมีคดีติดตัว ตั้งแต่ช่วงการชุมนุม โดยกลุ่มนี้ ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนระยะเวลานั้น ไม่น่าจะเกิน 7 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของแต่ละคนว่ามีความเกี่ยวข้องกับความไม่สงบมากน้อยแค่ไหน บางคนอาจจะแค่ 2-3 วัน สำหรับที่มีการปล่อยตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นั้นต้องดูที่ความเชื่อมโยงกับความไม่สงบ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
 
                       เมื่อถามว่า คสช.เรียกรายชื่อบุคคลมารายงานตัวเพิ่มอีก 35 คน เป็นฝ่ายของ นปช. ใช่หรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า การดำเนินการทุกกลุ่มทุกฝ่าย ไม่ได้เจาะจง แต่ดูพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบตั้งแต่ระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ที่มีรายชื่อในบัญชี คสช. ที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบทั้งหมดไม่ว่าจะทางตรง และทางอ้อม
 
                       เมื่อถามถึง กรณีที่มีกลุ่มคนออกมาต่อต้านรัฐประหารจะดำเนินการอย่างไร พ.อ.วินธัย กล่าวว่า คสช.ยังคงเน้นการเจรจรา พูดคุย แต่สถานการณ์ในขณะนี้ถือว่ายังควบคุมได้ แต่ต้องเข้าใจว่าการชุมนุมเป็นการฝ่าฝืนประกาศและคำสั่ง คสช. ในระยะแรก คงจะไม่มีการดำเนินการทางกฎหมาย จะดำเนินการด้วยความละมุมละม่อม แต่อยากจะขอเตือน ว่าบ้านเมืองไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ อยากให้ตระหนักถึงความสำคัญของประกาศและคำสั่งของคสช.