มีข้อถกเถียงซึ่งยังไม่เป็นที่ยุติว่า สถานภาพของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นเช่นไร หากศาลรัฐธรรมนูญลงมติในเรื่องที่มีผู้ยื่นคำร้องให้มีการวินิจฉัย อันเนื่องมาจากการโยกย้ายข้าราชการในช่วงที่ตนเองมีอำนาจกระทำได้ แต่วันนี้ คุณถวิล เปลี่ยนศรี ได้กลับเข้าสู่ตำแหน่งเดิม ในฐานะเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทางกลุ่มสี่สิบส.ว. นำโดย คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ได้มองว่า สถานภาพความเป็นรัฐมนตรี ของนายกรัฐมนตรีได้พ้นไป นับแต่ได้มีการกระทำการออกคำสั่งโยกย้าย คุณถวิล เปลี่ยนศรี
 
                          ในเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่นักกฎหมายมีมุมมองความคิดแตกต่างกัน ทางนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวเรียกร้องความเป็นธรรม และได้ออกมาปฏิเสธแล้วว่าไม่มีเจตนาที่จะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยใดๆ แต่ต้องการให้กระบวนการต่างๆ ดำเนินไปด้วยความเที่ยงธรรม ขณะที่ผู้ซึ่งมองว่า การโยกย้าย คุณถวิล เปลี่ยนศรี โดยนัยที่ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมและส่อไปในทางช่วยเหลือเอื้อประโยชน์บุคคลใกล้ชิดของรัฐบาล คือ "ความผิดสำเร็จ"
 
                          เมื่อเป็น "ความผิดสำเร็จ" ทำให้มีผู้มองว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีนี้มิใช่ความผิดเฉพาะตัวแต่จะมีผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นตำแหน่งไปพร้อมกัน ทำให้ภายหลังข่าวของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เข้าพบปลัดกระทรวงยุติธรรม ดร.กิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ ทางฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลได้มีการวิพากษ์วิจารณ์และนำเอากรณีเดิมเกี่ยวกับ "บุคคลที่เป็นกลาง" ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกหลายชื่อเพิ่มเติมจากความพยายามเผยแพร่รายชื่อบุคคลหลายฝ่ายมาก่อนหน้านี้
 
                          แน่นอนว่ามีการพูดกันไปไกลถึงขนาดว่า หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องหมดสถานะในทางการบริหาร ไม่ว่าจะอ้างการรักษาการหรืออ้างความชอบธรรมใดๆ ขึ้นมาต่อสู้ เมื่อนั้นจะมีบุคคลหรือ "คณะบุคคล" ดังที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลในโซเชียลมีเดียเชื่อว่าจะเแก้ปัญหาสุญญากาศทางการเมืองในภาวะวิกฤตินี้ได้ จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการแทนรัฐบาลที่เชื่อว่าอาจต้องมีปัญหาภายหลังมีคำตัดสินชี้ขาดใดๆ ออกมา
 
                          ทั้งนี้สิ่งที่มีการเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตหรือโลกเสมือนจริง ส่วนมากเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้น ผสมผสานระหว่าง ความรัก โลภ โกรธหลง และจินตนาการส่วนบุคคลของแต่ละฝักฝ่าย ทำให้ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูลสามารถประเมินให้อยู่ในขั้นของการเป็นฐานข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงทิศทางของยุทธวิธีในการต่อสู้ทางความคิดของแต่ละฝ่ายเป็นหลักใหญ่ มากกว่าจะยึดเป็นข้อสมมุติฐานที่จะสามารถชี้ชัดลงไปได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นบ้างในโลกแห่งความเป็นจริง
 
                          อย่างไรก็ดี เชื่อว่าความเคลื่อนไหวทางมวลชนของแต่ละฝ่ายเมื่อ "สถานภาพทางกฎหมายในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความชัดเจน การต่อสู้เพื่อเอาชนะในเกมการเมืองจะยังคงดำเนินต่อไป แต่ไม่คาดหวังจะเห็นวิธีการช่วงชิงความได้เปรียบด้วยการดึงเอาบุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ ดังที่มีกระแสข่าวเล็ดลอดให้ได้ยินเป็นระยะๆ เพราะแนวโน้มการดึงบุคคลภายนอกเข้ามาพัวพันจะยิ่งซ้ำเติมความแตกแยกทางความคิดอุดมการณ์ของคนในชาติมากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยมิตรประเทศใดๆ ที่มักอ้างถึงล้วนแล้วแต่มุ่งเน้นพิทักษ์ผลประโยชน์แห่งชาติของตนเอง มากกว่าจะใส่ใจในการแก้ไขเยียวยาความขัดแย้งที่มีแนวโน้มลุกลามบานปลาย ดังตัวอย่างของหลายประเทศในตะวันออกกลางหรือแม้แต่ในยุโรปเองก็ตาม จึงไม่ต้องการให้สังคมของเรา หลงทางไปกับมายาภาพ หรือ มุ่งแต่การช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองเป็นสำคัญ
 
 
 
-----------------------
 
(สถานภาพนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล : ต่อปากต่อคำ : โดย ... ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected] [email protected])