1มี.ค.2557 นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการแบ่งแย่งเป็นประเทศล้านนา หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลานนา (สปป.ล้านนา)ทางกลุ่มมีการพูดคุยหารือมาเป็นเวลากว่า 6 เดือน และโอกาสที่จะแบ่งแยกเป็นไปได้สูง ตามเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.การดูถูกความเป็นมนุษย์จากคนอีกกลุ่มในประเทศ 2.การไม่เคารพกฎหมายและมีการเหลื่อมล้ำทางกฎหมายเกิดขึ้น และ 3.ไม่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หากวันใดมีการปิดประเทศหรือก่อรัฐประหารขึ้นมาพวกตนก็พร้อมจะแยกตัวออกมา

              นายเพชรวรรต กล่าวว่า  ทั้งนี้การแยกตัวของ สปป.ล้านนา มิใช่การแบ่งแยกประเทศ แต่เป็นการแบ่งแยกการปกครอง เหมือนกับจีนแผ่นดินใหญ่กับฮ่องกง  1 ประเทศ 3 ระบอบการปกครอง  เชื่อว่าหากแบ่งจริงอย่างน้อยประชาชนร้อยละ 80 ของ 8 จังหวัดภาคเหนือ หรือประชาชน 4 ล้านคนจากประชากร 6 ล้านคนในภาคเหนือ จะออกมาแสดงตัวแม้ว่าจะไม่ใช่คนเสื้อแดง จะมีแนวคิดเดียวกันกับเรา


'อิสสระ'จี้ผบ.ตร.เร่งจับคนแบ่งแยกประเทศ


            เมื่อเวลา 18.00 น. นายอิสสระ สมชัย แกนนำ กปปส.สีลม ขึ้นเวทีปราศรัยว่าตอนนี้มวลชน กำลังต่อสู้กับมหาอำนาจมืดอ้างมีอาวุธปืน 10 ล้านกระบอกที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนไทย จึงอยากเรียกร้องให้ ผบ.ตร.จับกุมบุคลเหล่านี้ และให้เลิกส่งตำรวจคุ้มครอง ศรส.เพื่อให้ประชาชนดำเนินการกับคนสั่งฆ่าประชาชนได้

 

'หมอประเวศ'ชูแนวคิดพระเจดีย์ปฏิรูปประเทศ

               ที่ศูนย์การค้าไบเทคบางนา ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง " ปฏิรูปชุมนภายในงานเวทีฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทย ครั้งที่ 4 ประจำปี 2557 จัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ว่า  ความเชื่อชุดใหญ่ชุดหนึ่งมีว่า ชุมชนท้องถิ่นคือฐานของประเทศไทย ถ้าฐานแข็งแรง ประเทศไทยทั้งหมดจะมั่นคง เป็นการอภืวัฒน์และเปลียนแปลงประเทศไทย ซึ่งมีการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้มาก่อนที่กระแสปฏิรูปประเทศไทยจะเกิดขึ้นอย่างปัจจุบัน เพราะมองเห็นว่าการปฏิรูปประเทศคือการปรับรูปโฉมใหม่ ซึ่งจากเดิมเป็นการสร้างพระเจดีย์จากยอด พระเจดีย์จะพัง ไม่มีวันสำเร็จ แต่ถ้าสร้างจากฐานคือคนไทยทุกคนฐานก็จะแข็งแรง โดยโครงสร้างทุกอย่างทั้งตึก พีระมิด พระเจดีย์ล้วนต้องมีฐานใหญ่ที่แข็งแรง  สังคมก็เช่นเดียวกันฐานต้องใหญ่  แต่ที่ผ่านมา เป็นกาารพัฒนาจากข้างบนึงพังลง มิหนำซ้ำยังมีการแทรกวอนข้างล่างทำให้ข้างล่างอ่อนแอ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปประเทศ คือ การปรับโฉมใหม่ให้ข้างล่างแข็งแรง เมื่อมีคนข้างล่างทำงานเรื่องดีๆมากขึ้นประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิม เนื่องจากกำลังเป็นการสร้างฐานพระเจดีย์
        
               ขณะนี้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนถือเป็นประวัติศาสตร์ว่าต้องมีการปฏิรูปประเทศ ซึ่งปฏิรูปประเทศ คือการปฏิรูปโครสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นส่ิงทีี่ทำให้เกิดปัญหาจนประเทศวิกฤติ วิกฤติสุดๆ จนจะเกิดมิคคสัญญีกลียุค เนื่องจากมีการกระจุกตัวของอำนาจอยู่ในระบบราชการและการเมืองงที่รวมศูนย์อำนาจเป็นแท่งดำ และการเมืองครอบงำระบบราชการทั้งเนื้อตัว ประชาชนรากหญ้าเป็นหญ้าแพรกไม่มีอำนาจนำสู่ปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง จากการที่อำนาจกระจุกตัวจึงต้องมีการปรับตัวสู่สมดุล โครงสร้างอำนาจแบบนี้รัฐมีอำนาจมาก ประชาชนมีอำนาจน้อย  เพราะฉะนั้นต้องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ด้วยการคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเองในรูปชุมชน ท้องถิ่น จังหวัดจัดการตนเอง ในระดับพื้นที่ ประชาชนสามารถรวมตัว ร่วมคิดร่วมทำเพื่อจัดการท้องถิ่นตัวเอง โดยขึ้นอยู่กับศีลธรรมพื้นฐานาว่าประชาชนมีศักดิ์ศรี คุณค่า ศักยภาพและสิทธิในที่นี้หมายถึงสิทธิในการมีชีวิต ด้วยการมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพยากรดำรงชีวิตที่เดิม ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำเป็นของประชาชน แต่รัฐเข้ามาเอาไอเป็นของรัฐและจัดการ แต่พิสูน์แล้วว่ารัฐไม่สามารถจัดการอย่างเป็นธรรม และยั่งยืน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนึงต้องคืนอำนาจให้ประชาชนจัดการทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
       
                "นี่คือเนื้อแท้ของประชาธิปไตย เพราะประชาชนเข้ามามีเกียรติ ศักดิ์ศรี ปกครองตนเอง การมีแต่รูปแบบประชาธิปไตย ไม่มีเนื้อแท้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งประชาธิปไตยข้างบนเป็นเรื่องของเงิน มายาคติ ควาามรุนแรง และฉ้อฉล ส่วนประชาธิปไตยจากข้างล่างเป็นเรื่องของการการอยู่ร่วมกัน"ศ.นพ.ประเวศกล่าว
        
               ศ.นพ.ประเวศ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยโชคดีที่ชุมชนท้องถิ่นมีการรวมตัวมานาน มิเช่นนั้น สภาพการเมืองแบบปัจจุบันคงมีการนองเลือด ขณะนี้คิดว่าจะไม่เกิดขึ้น ซึ่งการทำงานข้างล่าง ไม่ได้คำนึงว่าเสื้อสีอะไร แต่เป็นการสมานฉันท์แผ่นดิน เป็นเพื่อนมนุษย์ที่มาร่วมกันทำงานเพื่อชุมชนท้องถิ่น เมื่อการเมืองลงชุมชนอย่าไปเชื่อกับการสัญญาของพรรคนั้นพรรคนี้ว่าจะให้อันนั้นอันนี้ ประชาชนต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ประชาธิปไตยชุมชนเป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์ ประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ ท้งนี้ การทำงานชุมชนท้องถิ่นต้องดูบริบทของเราเอง อย่าหลงไปกับวิชาการ ความคิดของฝรั่ง เพราะเมื่อมีอำนาจก็ไล่แย่งชิงคนหมด ไม่ว่าจะเรียกเศรษฐกิจเสรี การค้าเสรี แต่สิ่งที่คนไทยทำกำลังเกินฝร่ัง ต้องดูของเราเอง สร้างประเทศไทยให้น่าอยู่  ตนไม่เคยเห็นฝร่ังมีเรื่องความดีเป็นเครดิตในการกู้เงินได้แต่ประเทศไทยในชุมชนทำได้ จึงต้องขยายพื้นที่ความดีชุมชนให้เต็มทั่วประเทศ
        
               "ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองนั้น ประเทศไทยมี 80,000 หมู่บ้าน มีสภาผู้นำชุมชนทำแผนพัฒนาชุมชน มี 8,000 ตำบล  มี 77 จังหวัดในจำนวนนี้มี 40-50 จังหวัด ทำเรื่องธรรมนูญจัดการตนเองจังหวัด ถ้าทั้งหมดเกิดขึ้นเต็มพื้นที่จะมีผู้นำเกิดขึ้นมากมายจะเปลี่ยนแปลงประเทศและเปลี่ยนแปลงการเมือง โดยผู้นำการเมืองระดับประเทศในอนาคตต้องมาจากผู้นำชุมชนที่เป็นคนสุจริต มีความสามารถในการทำงานได้ แล้วได้รับเลือกไปทำงานระดับชาติ ไม่เหมือนปัจจจุบันทีใครโดดมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีเงินให้ก็เป็นรัฐมนตรี ถ้าชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง เป็นการบ่มเพาะผู้นำ"ศ.นพ.ประเวศกล่าว
           
               ศ.นพ.ประเวศ กล่าวด้วยว่า ในแต่ละจังหวัดต้องรวมตัวทำธรรมนูญการจัดการตนเองของจังหวัด นำธรรมนูญฯไปสู่การรับรู้อย่างทั่วถึงทุกตำบล ศูนย์ประสานงานชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองในจังหวัด มีเนื้อหาในการพัฒนาพื้นที่เพิ่มขึ้นๆ รวมถึง มีเวทีชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองทุกเดือนตามตำบลต่างๆ ฝ่ายประชาสัมพันธ์จังหวัดถ่ายทอด มีสมัชชาจังหวัดจัดการตนเอง สัมชชาชาชุมชนท้องถิ่นระดับชาติ ขับเคลื่อนนโยบาย เหล่านี้จะเป็นดฐานของประเทศไทยแข็งแรง กระชับพื้นที่ขึ้นไปจากข้างล่าง
        
               "ทางออกของประเทศไทยที่เป็นทางออกแบบสันติวิธี ทำให้ประเทศเข้ารูป คือ พระเจดีย์แห่งการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งทำไม่ได้โดยคนข้างบน ต้องกระชับพื้นที่จากข้างล่างขึ้นไปข้างบน โดยฐานพระเจดีย์เป็นชุมชนท้องถิ่นที่จะเป็นฐานที่แข็งแรง ถูกต้องโดยใช้นโยบายเพื่อให้ระบบข้างบนทั้งระบบเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองที่เป็นองค์พระเจดีย์เชื่อมกับฐาน ขณะที่ยอดพระเจดีย์ คือ ความเป็นธรรมสูงสุด ไม่ใช่กำไรสูงสุด"ศ.นพ.ประเวศกล่าว
        
               ต่อข้อถามถึงการเจรจาระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯกปปส.และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ศ.นพ.ประเวศ กล่าวว่า การเจรจาโดยหลักการเป็นเรื่องที่ดี แก้ไขความขัดแย้งได้ และไม่ว่าจะเป็นสงครามไหน ก็จะยุติได้ด้วยการเจรจา ไม่มีใครสามารถเป็นศัตรูกันได้ตลอดไป ส่วนหลักการการเจรจาที่สำคัญคือ ไม่สร้างเงื่อนไข เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกปลอดภัยที่จะคุยกัน แม้ว่าไม่ได้ข้อตกลงร่วมกันก็จำเป็นที่จะต้องคุย โดยการคุยกันนั้น ต้องใช้สุนทรียสนทนา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกันอย่างตั้งใจ อย่าเถียงกัน เพื่อให้เกิดสติปัญญาทั้งสองฝ่าย ส่วนวิธีการเจรจานั้น เริ่มแรกอาจจะไปหารือกันนอกรอบก่อน เพราะการพูดท่ามกลางคนจำนวนมาก จะทำให้คำพูดที่เกิดขึ้นทำเพื่อหวังหาเสียง และไม่เกิดปัญญา เพราะไม่ได้รับฟังกันอย่างเข้าใจ
        
               “หลังจากจุดนี้ไปเชื่อว่าประเทศไทยจะไปสู่จุดที่ดีขึ้น คือ ไปสู่จุดที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องปฏิรูป แม้ว่าในรายละเอียดยังเห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องพูดคุยและค่อยๆ ปรับกันไป ซึ่งหลังจากนี้ ทุกฝ่ายจะเกิดความตื่นตัวทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีอะไร การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ จะไม่สามารถนำมาใช้ได้กับประเทศไทยอีก”ศ.นพ.ประเวศ กล่าว