"คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการ กปปส. ได้พูดบนเวทีการชุมนุม ที่แยกปทุมวัน เมื่อวันก่อนว่า การต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" นั้น เขาไม่มี "ต้นทุน" ที่ต้องมาแลกกับรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่มีศักยภาพและทรัพยากรมากมาย ทั้งสิ่งของสรรพกำลังและบุคลากร

             ถ้าพิจารณาจากคำพูดคุณสุเทพก็จะพบว่า มีความจริงอยู่มาก เพราะ "งบประมาณแผ่นดินที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบดูแลบริหารจัดการปีหนึ่งเป็นเงินหลายล้านๆ บาท" ขณะที่คุณสุเทพพก "ดวง" มาเต็มกระเป๋า อุปมาอุปไมยเหมือนคุณสุเทพปั่นจักรยานแข่งกับเครื่องบินไอพ่น แต่สามารถแซงหน้าบ้าง ประกบข้างได้บ้างอย่างสูสี ที่อาจทำให้วันนี้คุณสุเทพ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อาจได้เป็นถึงประธานของ "สภาประชาชน" ที่คุณสุเทพกับกลุ่ม กปปส.ได้วาดฝันไว้

             คุณสุเทพยังได้พูดถึงความไม่เห็นด้วยกับ "การปฏิวัติโดยกองทัพ" เพราะเจตนารมณ์ของเขาคือ การ "ปฏิวัติโดยประชาชน" ที่วันนี้พยายามอย่างยิ่งจะให้รัฐบาลอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา พาผู้คนเดินเบียดเสียดกันไปล้อมสถานที่ราชการต่างๆ "ถือเป็นสำเนาถูกต้องอย่างที่ผมได้เคยนำเรียนมาก่อนหน้านี้ว่า กุนซือ หรือ สถาปนิก ผู้ออกแบบการเคลื่อนไหวของ กปปส. บางคนเคยตอบคำถามผมหลายคำถามที่ทำเอาผมหัวเราะในใจด้วยความขบขันว่า จะทำได้อย่างไร" แต่วันนี้มาตรการที่กำหนดขึ้นมาในทุกครั้งที่คุณสุเทพปราศรัยบนเวทีช่างตรงกับสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาอย่างเหลือเชื่อ ทั้งการคิดไกลถึงขั้นควบคุมตัวบุคคลสำคัญในรัฐบาล ความพยายามจะยึดตลาดหลักทรัพย์ การล้อมสถานที่ราชการที่เป็นกลไกสำคัญอย่างกระทรวง ทบวง กรม วิทยุการบิน รวมทั้งล่าสุดคือ ที่ทำการสรรพากรเขตต่างๆ กระทั่งอาจเป็นดังที่นักปราชญ์ผู้รอบรู้เคยกล่าวไว้ว่า "ความไม่แน่นอนนั่นแลคือสิ่งที่แน่นอน" ดูจะจริง

             ถึงกระนั้นการได้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวตลอดระยะเวลากว่าสองเดือนที่ผ่านมา ผมได้เห็นหลายเรื่องราวที่น่านำมาพูดถึงให้พวกเราได้ลองพิจารณาร่วมกันว่า สิ่งเหล่านี้จริงๆ แล้วอาจเป็น "ต้นทุนสำคัญของ คุณสุเทพ" หรือ อาจเป็นเบื้องหลังความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ทำให้ "กุนซือหลายคน" ที่ผมได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีความมั่นใจว่า พวกเขาจะสามารถพลิกคว่ำตะแคงหงายรัฐบาลนี้ได้ เรื่องแรกได้แก่ ความพร้อมเพรียงของคนในพื้นที่ภาคใต้ ที่ผมเองได้ยินมานานว่า "คนใต้รักพวกพ้อง" และต่อต้านสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้องแบบหัวชนฝา พิสูจน์ได้ด้วยการเห็นพลังการสอดประสานของคนจำนวนมาก กระทั่งผมเดินทางไปทำภารกิจส่วนตัวที่ภาคเหนือก็ยังได้เห็น "คนใต้ที่ไปตั้งรกรากในภาคเหนือ" กล้าหาญชาญชัยขนาดใส่หมวกแขวนนกหวีดขึ้นเครื่องบินลำเดียวกลับมากรุงเทพฯ" โดยไม่มี "ชายใส่สูทยื้อยุดที่สนามบินดอนเมืองอย่างที่มีการประกาศบนเวที ซึ่งอาจเป็นคนละเที่ยวบินกัน" แต่ผมห่วงว่า การแสดงออกในบางพื้นที่ก็อาจเกิดอันตรายขึ้นได้ เพราะในบรรยากาศความขัดแย้งอย่างรุนแรงเป็นการยากจะคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

             ประการต่อมา "คนแวดล้อมคุณสุเทพ หลายคน กระทั่งนักวิชาการที่ขึ้นเวที มีความน่าสนใจ" ผมได้ยินคุณสุเทพพูดถึงขนาดว่า หากการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีขึ้นได้จริง ก็เชื่อแน่ว่าจะเกิดปัญหาในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งจะสามารถทำให้รัฐบาลต้องสิ้นสภาพเพราะจัดการปัญหาต่างๆ ไม่ได้ และนำเข้าสู่กระบวนการสรรหา "คนกลาง" เข้ามาจัดการตั้ง "รัฐบาลประชาชน" ซึ่งคุณสุเทพพูดไว้เพิ่มเติมด้วยว่า จะมีข้าราชการ และนักวิชาการ ที่ผมไม่ทราบว่าจะมีใครบ้าง เข้ามาเป็น "รัฐมนตรีรัฐบาลประชาชนครั้งแรกในประวัติศาสตร์" แต่วันนี้ก็ได้เห็นคนหลายคนที่เริ่มกลัว "ขึ้นไม่ทันรถไฟสายด่วนขบวนแห่งอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้" เริ่มแสดงตัวออกมา ขึ้นเวทีก็มาก ประกาศตัวก็มี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางกรมกองที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคนที่ผมรู้จักมาเล่าให้ฟังว่า ลูกน้องเขาที่เป็นข้าราชการฝ่ายบริหารบางคนขอลากิจช่วงคุณสุเทพล้อมกรุงเทพฯ โดยให้เหตุผลว่า "จะขอไปช่วยชาติ"

             ในแง่ของ "มวลชน" ต้องถือว่า คุณสุเทพ และ กปปส. ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ในการนำคนทุกเพศทุกวัย กระทั่งชาวต่างชาติมาร่วมเวทีได้อย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ใคร่ขอแสดงความห่วงใยและกังวลอย่างมาก คือ การบาดเจ็บกระทั่งถึงแก่ชีวิตของแต่ละฝ่ายมี "แนวโน้ม" จะเกิดขึ้น มากขึ้น ตลอดระยะเวลาของการชุมนุม เพราะกลุ่มคนที่อาจเห็นต่างอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่อาจมีความคิดสุดโต่งรุนแรงเหมือนเหตุการณ์จู่ๆ มีคนลากปืนไปยิงคนในโรงเรียน ในห้างสรรพสินค้าอย่างในอเมริกา ขนาดกดโทรศัพท์ในโรงหนังยังยิงกันตายก็เคยมี จึงอาจเป็นสิ่งที่ยากต่อการควบคุม เพราะการชุมนุมอยู่ในสถานที่เปิด และมีการขับเคลื่อนมวลชนออกไปในที่ต่างๆ ด้วยการบอกกล่าว "ล่วงหน้า" ยิ่งเปิดช่องโอกาสให้ผู้ไม่หวังดี หรือ "มือที่สาม" ดังที่ชอบพูดถึง ได้สบช่องโอกาสสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงบานปลายขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยน "ต้นทุนที่มีอยู่ของคุณสุเทพให้ขาดทุนขึ้นมาในทันที"