ถ้าชอบอะไรที่ง่ายดาย คงไม่เลือกไปประเทศจอร์เจีย (Georgia) แต่บังเอิญเป็นพวกซาดิสม์อ่อนๆ ที่ไหนเที่ยวยากๆ ผู้คนไม่ค่อยไปกัน นั่นแหละคือ "ที่ชอบๆ" ของฉัน

                บางคนบอกจอร์เจียอยู่ในเอเชีย บางสำนักบอกอยู่ฝั่งยุโรป สรุปว่ายุโรปก็ไม่ใช่ เอเชียก็ไม่เชิง อย่างเดียวที่แจ่มชัดคือ จอร์เจียคือหนึ่งในประเทศใต้ร่มเงาเทือกเขาคอเคซัส เรียกว่า งงกันตั้งแต่ยังไม่ออกตัว เลยไปมันแบบงงๆ นั่นแหละ 

                ว่ากันตามท้องเรื่อง เที่ยวจอร์เจียยากตั้งแต่เรื่องภาษาแล้ว เกลอคนหนึ่งพูดเสียงใสอย่างหวังดี บอกว่าไม่เป็นไร แค่รู้ภาษารัสเซียจะเที่ยวจอร์เจียง่ายขึ้นเป็นกอง เพราะอดีตของจอร์เจียผูกพันกับรัสเซียมาแต่ไหนแต่ไร เกลอคงลืมไปว่าฉันไม่ได้มีญาติฝ่ายไหนชื่อเลนิน กอร์บาชอฟ ปูติน หรือมาราสซาฟิน
ไม่เป็นไร รู้ภาษาคนถ่องแท้ซะอย่าง ที่ไหนในโลกก็ไปได้ทั้งนั้น

                สายการบินแอร์อัสตานา (0-26342552-3) มีเที่ยวบินไป ทบิลิซี สัปดาห์ละ 3 วัน แต่จากกรุงเทพฯ ต้องบินไปแวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองอัลมาตี ประเทศคาซัคสถานกันก่อน ส่วนเรื่องที่หลับที่นอนเว็บไซต์อโกดา (www.agoda.com) ยังคงอำนวยความสะดวกในการสแกนหามุมเหมาะในเมืองหลวงของจอร์เจียได้อย่างรวดเร็วเหมือนเคย

                พอไปถึงจอร์เจีย ก่อนจะใช้ภาษาคน ฉันเริ่มใช้ภาษาเขียนก่อน พุ่งไปให้เจ้าหน้าที่สนามบินที่จะพอเอื้อนเอ่ยภาษาอังกฤษให้เขียนชื่อโรงแรมที่จับจองไว้เป็นภาษาจอร์เจียเพื่อยื่นให้แท็กซี่ดู แล้วก็พบข้อสังเกต 2 อย่างว่า วิธีนี้เวิร์กสุดสำหรับประเทศที่เราบอดใบ้เรื่องภาษา และภาษาจอร์เจียนั้น มีลักษณะเหมือนภาษาพม่ามาก ทั้งที่อยู่ห่างกันหลายช่วงตัว และแทบไม่มีประวัติเกี่ยวดองกันแต่อย่างใด 

                ระหว่างแท็กซี่พาซอกแซกมุดเข้าเมืองเก่า จินตนาการของฉันก็พรั่งพรูไปว่าทบิลิซีอาจจะเหมือนหลายเมืองในยุโรปที่เคยเจอ กลิ่นอายของสหภาพโซเวียตอาจจะยังลอยฟุ้งอยู่ทั่วหัวมุมถนน โบสถ์สวยๆ บรรยากาศกระด้างๆ แห้งแล้งรอยยิ้มผู้คน 

                 ที่ไหนได้ แรกเห็น ทบิลิซี จากระเบียงห้องนอนก็ต้องบอกว่างามเยิ้ม เมืองสวยๆ หลังคาบ้าน ยอดโบสถ์ทอดตัวเลื้อยไล่ไปตามเนินเขา มีแม่น้ำคูราไหลผ่ากลางเมือง สวยจนเผลออมยิ้ม

                 ในระยะห่างเหิน ทบิลิซีแจ่มพอตัว ยังไม่รู้ว่าพอกระเถิบเข้าใกล้ทบิลิซีจะเป็นยังไง

                หลังจากให้สตาฟฟ์ที่เรือนพักเขียนลายแทงที่หมายเป็นภาษาจอร์เจีย สายแรกในทบิลิซีฉันก็อนุญาตให้ตัวเองยืดย้วยอยู่ในอาณาบริเวณของเมืองเก่า ฉันชอบดูบ้านช่องห้องหับของผู้คนพอๆ กับภาพเขียน บ้านเป็นยังไงก็แสดงว่าผู้คนก็เป็นแบบนั้น บ้านในเขตเมืองเก่าสร้างกันตามอำเภอใจ ไม่มีแพทเทิร์นที่ตายตัวเหมือนบางเมือง นั่นคงพอจะบอกได้ว่า ผู้คนที่นี่อาจจะหลากหลายอยู่พอตัว 

                เดินเกร่ดูบ้านช่องห้องหับของผู้คนเรื่อยเปื่อยไปจนถึงโบสถ์เมเตคี ที่อยู่ในย่านเมเตคี ตัวโบสถ์เก่าแก่มากกว่า 800 ปีว่าน่าสนใจแล้วนะ แต่วิวทิวทัศน์ที่มองจากมุมนี้ดูเหมือนจะเด็ดกว่า จะเรียกว่าเป็นจุดชมวิวดีที่สุดของเมืองก็ว่าได้

                 มองจากตรงนี้เห็น ป้อมนาริกาลา ชัดเจน ป้อมที่มากมายไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งนี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 จากนั้นก็ปรับปรุงและขยับขยายมาเรื่อยๆ แต่มาเสียหายอย่างหนักตอนถูกแผ่นดินไหวเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 หลังจากนั้นเองที่มีการบูรณะอย่างหนัก

                  เดินเลาะเมืองเก่าไปเรื่อย เจอหลายมุมที่น่าแวะมาก อย่างบางซอยเป็นเหมือนถนนสายศิลปะ มีคาเฟ่เก๋ๆ ตั้งเรียงรายอยู่ บางมุมมีโบสถ์สวยๆ ซ่อนอยู่ ใกล้ๆ กันเป็นสุเหร่า แต่สังเกตว่าส่วนใหญ่จะมีสวนแทรกตัวอยู่ใจกลางเมือง เอาไว้ให้ผู้คนมานั่งพักผ่อนหย่อนอารมณ์กัน

                 กลางเมืองเป็นสะพานเหล็กที่ชื่อว่า The Bridge of Peace หรือสะพานแห่งสันติภาพที่เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 2010 ที่ผ่านมานี้เอง สะพานนี้จัดว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่พาดผ่านแม่น้ำคูรา ตัวสะพานยาว 150 เมตรเชื่อมระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่เข้าด้วยกัน เป็นสะพานที่ชาวทบิลิซีนิยมข้ามไปมากันตลอดทั้งวัน ยืนตรงกลางสะพานจะมองเห็นทั้งโบสถ์เมเตคี และป้อมนาริกาลาได้อย่างชัดเจน

                ยังซอกแซกไปตามใจเท้า ทำอีท่าไหนก็ไม่ถึงตลาดซะที เพราะแต่ละแห่งที่ผ่านก็น่าแวะเหลือเกิน อย่างพิพิธภัณฑ์ตุ๊กตานี่ก็ถือว่าน่าเข้ามาก ด้านหน้าเป็นรูปปั้นตุ๊กตาเริงระบำ เด็กๆ มาที่นี่น่าจะชอบ แต่คนวัยเป็นแม่ของเด็กเลยวัยแล้ว เลยมุ่งหน้าไปหาตลาด Dry Bridge ดีกว่า ก็กางโพยถามทางไปเรื่อยในที่สุดก็ไปถึงตลาดนัดกลางแจ้งจนได้

                 ตอนหน้าไปบุกตลาดกลางแจ้งแห่งจอร์เจียที่บอกได้เลยว่า เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าเดินที่สุดในโลก แต่ที่แน่ๆ จอร์เจียไม่จำเจเลยจริงๆ

 

.................................................

('จอร์เจีย'ไม่จำเจ : คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า : โดย...กาญจนา หงษ์ทอง)