20 ก.ย. 55  ดร.บุศรา ลิ้มนิรันดร์กุล อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและส่งเสริมเผยแพร่การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้ทำโครงการวิจัยนวัตกรรมทางเกษตรที่สนับสนุนระบบผลิตข้าวอินทรีย์ของเกษตรกรรายย่อยภาคเหนือ โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย จากโครงการสนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เครือข่ายภาคเหนือ ปี 2554 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระบบการผลิตข้าวอินทรีย์ ในระบบภูมินิเวศน์เกษตร สังเคราะห์เทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ของเกษตรกรและผลกระทบและพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ เพื่อยกระดับการเรียนรู้เชิงสังคมและการขยายผล โดยศึกษาใน 4 อำเภอภาคเหนือตอนบนของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ อ.แม่ริม อ.แม่แตง อ.พร้าว และอ.เชียงดาว  

          สำหรับผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรรายย่อยแบ่งเป็น 1. ชุมชนชนเผ่าบนที่สูง มีระบบการปลูกข้าวที่ปลอดภัย ปลอดสารเคมี และอินทรีย์ อาศัยพันธุ์ข้าวนาท้องถิ่นที่ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมบนที่สูง 2. เกษตรกรในพื้นที่ราบลุ่มที่มีระบบชลประทานเกื้อหนุน ได้ผลิตข้าวอินทรีย์สำหรับตลาดภายในประเทศ ระบบการผลิตในฟาร์มจะผลิตพืชไม่หลากหลาย และมีระบบข้าว-ถั่วเหลืองเป็นหลัก 

          ส่วน 3. เกษตรกรในพื้นที่ราบลุ่มที่มีชลประทานเป็นบางส่วน ระบบอินทรีย์จะถูกปลูกฝังและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของเกษตรกร ซึ่งจะดำเนินการผลิตแบบอินทรีย์อย่างเข้มข้น ในระบบฟาร์มที่มีการกระจายการผลิต เพื่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ ทำการผลิตข้าวอินทรีย์และพืชผักตามฤดูกาล สำหรับตลาดท้องถิ่นเฉพาะ ขณะที่ 4. เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ในพื้นที่ราบลุ่มจะเลือกปลูกพันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และหรือมีคุณภาพสูง เช่น ข้าวมะลิแดง ข้าวหอมนิล ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวก่ำ โดยทำการแปรรูปเป็นข้าวกล้อง หรือข้าวกล้องงอก โดยจะส่งออกไปต่างประเทศ

          อย่างไรก็ตาม เกษตรกรในพื้นที่ราบลุ่มได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 1-10 ปี ส่วนใหญ่พบว่า ผลผลิตข้าวลดลง ร้อยละ 20-30 ในระยะปรับเปลี่ยน ช่วง 3 ปีแรก แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยราคาที่สูงขึ้น โดยเกษตรกรคัดเลือกพันธุ์ข้าวบนฐานของความต้องการของเกษตรกร และความสามารถในการปรับตัวของพันธุ์ข้าวต่อสภาพการเจริญเติบโตของท้องถิ่น เกษตรกรบางรายได้ขยายการผลิตเมล็ดพันธุ์ด้วยตนเอง ด้วยการคัดรวงแบบรวม สำหรับเกษตรกรที่ผลิตข้าวอินทรีย์เชิงพาณิชย์ ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเกษตรกรที่เป็นโบรกเกอร์ในระบบพันธะสัญญา 

          ดร.บุศรา กล่าวต่อว่า สำหรับแรงจูงใจที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ คือ แรงจูงใจด้านราคา ซึ่งส่งผลตามมาที่สังเกตได้หลังจากการปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของความหลากหลายทางชีวภาพทางเกษตรในพื้นที่นา ที่สามารถบริโภคได้ พร้อมทั้งยังลดความเสี่ยงจากสารเคมี และลดต้นทุนของปัจจัยการผลิตของเกษตรกรด้วย จากการวิจัยยังพบว่าเงื่อนไขบางประการที่จำเป็นสำหรับการขยายผลระบบข้าวอินทรีย์ ทั้งนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการพัฒนาด้านตลาดและข้อมูล ระบบมาตรฐานและการตรวจสอบรับรองที่เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนการผลักดันนวัตกรรมเชิงสถาบันหรือการสร้างเครือข่ายในระดับต่างๆที่เชื่อมกับเครือข่ายเกษตรกร

          อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยสรุปได้ว่าความยั่งยืนของข้าวอินทรีย์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กันทั้งเทคโนโลยี กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ การติดตาม และการสืบสาวถึงแหล่งผลิตและความเชื่อถือของผู้บริโภค รวมถึงนวัตกรรมและองค์ความรู้ของเกษตรกรมีการปรับตัวตลอดเวลา สอดคล้องกับสภาพนิเวศน์ กายภาพ เศรษฐกิจและสังคม ทั้งพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์การผลิตปลอดสาร การผนวกความหลากหลายชีวภาพในระบบการผลิตและการตลาด การใช้เทคโนโลยีที่ลดต้นทุนด้านแรงงงาน เช่นการผลิตข้าวนาหยอดอินทรีย์ การทำข้าวนาหว่านอินทรีย์ การใช้สารสกัดชีวภาพเพื่อลดต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรประยุกต์ใช้พืชหรือวัสดุที่หาได้ จากการพึ่งตนเองเพื่อลดภาระด้านต้นทุน การใช้กลุ่มและเครือข่ายในการพัฒนาตลาดและช่องทางการตลาดเพื่อเพิ่มรายได้ เป็นต้น