เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 17 ส.ค.ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก แถลงถึงกรณีที่พ.ต.อ.ประเวศน์  มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553ว่า ขอชี้แจงกรณีที่หัวหน้าชุดสอบสวนระบุว่า จะเรียกทหารสไนเปอร์ในภาพชุดมาสอบสวนนั้น ยืนยันว่า คลิปดังกล่าวเป็นภาพชุดของพลระวังป้องกันถืออาวุธประจำกายปืนเอ็ม 16 อยู่ในท่าตรวจการณ์ด้วยกล้องที่ติดอยู่กับตัวปืน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ตามท้องตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในด้านการมองเห็น ไม่ใช่อาวุธสไนเปอร์แต่อย่างใด  อย่างไรก็ตามกองทัพบกขอบคุณนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอที่เข้าใจความรู้สึกของกองทัพ
  
              โฆษกกองทัพบก  กล่าวว่า แต่ในส่วนพ.ต.อ.ประเวศน์ ที่ระบุว่า ที่ผ่านมากองทัพไม่ได้ส่งข้อมูล หลักฐานที่ทหารอ้างว่า มีชายชุดดำทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหาร และฆ่าประชาชน ทั้งนี้ภายหลังจากที่เหตุการณ์สิ้นสุดลง ทางกองทัพได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งมอบให้พนักงานสอบสวนไปหมดแล้ว เช่น  กรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารถืออาวุธประจำกายที่เรียกว่า พลระวังป้องกัน ซึ่งเหตุการณ์ขณะนั้นชุลมุนมีทั้งชายชุดดำและผู้ไม่หวังดีปะปนกับผู้ชุมนุมตลอด และใช้อาวุธยิงไปในสถานที่ต่างๆ สื่อมวลชนก็รับทราบ ขณะนั้นเราอธิบายชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่เป็นพลระวังป้องกัน ไม่ได้มีจุดประสงค์ดักซุ่มยิง หรือทำร้ายใคร แต่มีหน้าที่ตรวจการณ์ป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีทำร้ายเจ้าหน้าที่ และประชาชน  เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จึงมีความจำเป็นต้องใช้อาวุธ  
               
              พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ส่วนหลักฐานที่กองทัพบกได้ส่งให้พนักงานสอบสวน เช่น เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ที่กองทัพบกนำเฮลิคอปเตอร์ไปโปรยใบปลิวเพื่อยุติการชุมนุม ขณะนั้นได้มีการยิงอาวุธขึ้นไปบนฮ. เมื่อเหตุการณ์จบลง เราได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิด 3 ราย ยึดของกลางได้จำนวนมากทั้งอาวุธสงคราม เอ็ม 16 ปืนอาก้า กระสุนปืนความเร็วสูงเป็นพันนัด ซึ่งเราได้ส่งหลักฐานให้พนักงานสอบสวนไปแล้ว แต่ปรากฎว่า การพิจารณาของศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีหลักฐานประกอบ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ปฏิบัติงานตามกฎหมายต้องการได้รับความเป็นธรรมเช่นเดียวกันจึงอยากถามว่า เอกสาร หลักฐานที่ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนหายไปไหน เหตุใดไม่ได้นำมาประกอบหลักฐานในการพิพากษา
  
              พ.อ.สรรเสริญ  กล่าวว่า  ไม่อยากระบุว่า เป็นความผิดของใคร เพียงแต่ต้องการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีความ ระบุว่า ทหารไม่ได้นำหลักฐานไปให้เลย แต่ความจริงเราได้ให้ไปแล้ว ซึ่งสมัยนั้นนายธาริตก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ได้ร่วมประชุมทุกครั้ง รับรู้เหตุการณ์ และร่วมกันตกลงใจ และตัดสินใจมาโดยตลอด ซึ่งน่าจะทราบเหตุการณ์ดีว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำอะไรลงไปบ้าง   
               
              “ส่วนกรณีที่ของชายชุดดำที่นั่งรถตู้สีขาวเข้ามาที่บริเวณสี่แยกคอกวัวและใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่จนทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและเสียชีวิต โดยกองทัพให้รายละเอียด ข้อมูลทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนไปแล้วทั้งทะเบียนรถ ชื่อเจ้าของรถ เชื่อว่า น่าจะเชื่อมโยงหาผู้กระทำความผิดได้ แต่เรื่องกลับเงียบหายไปอีก กองทัพบกหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พนักงานสอบสวนจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่กองทัพบกส่งไปให้ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และหวังว่า คดีความต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 2553 ไม่ว่า จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และเจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ ให้มีความคืบหน้าในลักษณะใกล้เคียงกัน อย่าเน้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่เกิดความไม่สบายใจ  เพราะคดีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำไม่คืบหน้า แต่คดีที่เจ้าหน้าที่ตกเป็นผู้ต้องหากลับคืบหน้า”โฆษกกองทัพบก กล่าว
                
              พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า กองทัพไม่อยากมีปัญหากับทุกฝ่าย แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีความได้ให้ข้อมูลกับสังคมในรายละเอียดเนื้อหาสำนวนการสอบสวน ทั้งที่กระบวนการไต่สวนทั้งหลายยังไม่จบ ถามว่า สามารถทำได้หรือไม่ และหัวหน้าของท่านเองก็เป็นหนึ่งในศอฉ. ท่านได้สอบถามข้อมูลจากนายธาริตหรือไม่ ส่วนกรณีที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่อยากให้ทหารไม่สบายใจนั้น ตนต้องฝากขอบคุณร.ต.อ.เฉลิมที่เข้าใจกองทัพ ทั้งนี้ที่ผ่านมากองทัพไม่เคยออกมาชี้แจงอะไรก่อน หรือกวนน้ำให้ขุ่น อย่างไรก็ตามกองทัพบกไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบ หรือต้องการได้เปรียบใคร เราไม่ต้องการทำร้ายประชาชน
  
              “แต่วันนี้ผู้เกี่ยวข้องดูเหมือนจะเร่งรัดคดีทางด้านหนึ่ง และไม่คืบหน้าอีกด้านหนึ่ง ปัจจุบันทหารที่บาดเจ็บและตายจากเหตุการณ์การชุมนุมดังกล่าวก็อยากได้รับความยุติธรรมเช่นเดียวกับทุกฝ่าย  ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในรูปคดีมีความมั่นคง และยุติธรรมตามหลักการก็ไม่น่ากังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ทั้งนี้เรามั่นใจในกระบวนการ และในหน่วยงานทั้งหลายมีจรรยาบรรณเพราะเป็นข้าราชการ ทุกคนได้เห็นข้อความตัวหนังสือที่ติดไว้ในรถราชการที่ระบุว่า ข้าราชการต้องเป็นคนดี คนเก่ง ของบ้านเมือง และเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ ถ้าหน่วยงานได้สำเหนียกเรื่องนี้ก็เชื่อมั่นว่า สังคมน่าจะไปได้” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว