พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) เล่าไว้ในหนังสือ ที่สุดแห่งความดี ว่า “น้ำทุกหยดล้วนมีต้นน้ำ คนทุกคนล้วนมีที่มา” แปลเป็นภาษาธรรมก็คือ ความกตัญญูนั่นเอง ฉะนั้นเราก็เป็นน้ำหยดหนึ่ง ทุกคนต่างมีตาน้ำ และกว่าร้อยละ 90 ตาน้ำล้วนอยู่ที่ต่างจังหวัด น้ำแต่ละหยดไหลจากตาน้ำของเรา แล้วไปเจริญเติบโต แพร่หลายให้ความชุ่มชื่นแก่ผืนดิน ผืนป่าในที่ต่างๆ 
 
          แต่ตาน้ำ แต่ละตา เคยคิดถึงต้นน้ำของตนเองหรือไม่ บูรพาจารย์ของเราท่านฉลาดมาก ท่านจึงจัดให้มีเทศกาลสงกรานต์ เพื่อที่ว่า จะให้หยดน้ำทุกหยดนั้น ได้หวนคิดถึงต้นน้ำของตนเอง
 
          มีคนจำนวนมากเป็นหยดน้ำที่ไหลจากต้นน้ำที่ต่างจังหวัด พอมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว รากของตัวเองก็ขาดลอยจากบรรพบุรุษที่ต่างจังหวัด เติบโตอยู่โดยไม่เชื่อมโยงอะไรกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัด กลายเป็นต้นไม้พันธุ์ที่เพาะปลูกในเรือนเพาะชำของนักวิทยาศาสตร์ รากลอยขาดจากผืนดิน คนอย่างนี้เรียกว่า “คนอกตัญญู”   
 
          ดังนั้น เมื่อถึงวันสงกรานต์ รัฐบาลประกาศให้หยุดยาว เพราะต้องการให้ทุกคนได้มาทบทวนรากเหง้าของตนว่า เราเป็นหยดน้ำที่ไหลจากต้นน้ำที่ไหน เมื่อทบทวนได้แล้ว จะได้หวนกลับไปดูแลต้นน้ำของเรา แผ่นดินถิ่นเกิดของเรา พ่อแม่ ปู่ย่าตายายของเรา อัฐิบรรพบุรุษของเราอยู่ตรงไหน เรายังจำที่บรรจุอัฐิของคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายายเราได้ไหม เราได้กลับไปสรงน้ำดำเกล้าท่านบ้างหรือเปล่า
 
          ในหนังสือ “หยุดความเลวที่...ไล่ล่าคุณ” ของ พ.อ. (พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน ได้เล่าถึงพระราชจริยาวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อสมเด็จย่า ว่า ในบั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จย่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศเวลา 5 วันในหนึ่งสัปดาห์สำหรับสมเด็จย่า โดยเสด็จฯ ไปเสวยร่วมกับสมเด็จย่า คือ สมเด็จแม่ของพระองค์
 
          หวังวันซึ่งเป็นวันพระ พระองค์ทรงสมาทานอุโบสถศีล คือ ศีลแปด ทรงงดข้าวเย็น จึงเสวยร่วมกับสมเด็จแม่ไม่ได้ อีกหนึ่งวันสำหรับสมเด็จพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์     
          
          ในหลวงเสด็จฯ ไปเสวยข้าวมื้อเย็นกับแม่ ไปคุยกับแม่ ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ สัปดาห์ละ 5 วัน มีใครบ้างครับที่อยู่คนละบ้านกับแม่ แล้วไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ 5 วัน หายาก...
 
          ทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จฯ ไปหาสมเด็จย่า ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตัก แล้วสมเด็จย่าก็จะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม ตอนสมเด็จย่าหอมแก้มในหลวง ผมคิดว่าแก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม .... แต่ทำไมสมเด็จย่าหอมแล้วชื่นใจ
 
          เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู ไม่นึกเลยว่าลูกคนนี้จะกตัญญูขนาดนี้ จะรักแม่มากขนาดนี้ ... ในหลวงเกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินก้มลงกราบคนธรรมดา ที่เป็นแม่ หัวใจลูกที่เคารพแม่ กตัญญูกับแม่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว
 
          คนบางคนพอเป็นใหญ่เป็นโต ไม่กล้าไหว้แม่ เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ เป็นชาวนา เป็นลูกจ้าง ไม่เคารพแม่ ดูถูกแม่ แต่นี่ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว นี่แหละครับความหอม ... นี่คือเหตุที่สมเด็จย่าหอมแก้มในหลวงทุกครั้ง ท่านหอมความดี หอมคุณธรรม หอมความกตัญญูของในหลวง...
 
          จึงกล่าวได้ว่า ความกตัญญูนั้นเป็นจริยาของพระพุทธเจ้า เป็นพระราชจริยวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นจรรยาของวิญญูชนทั้งโลก
 
          วันก่อนได้ดูรายการ ธรรมดีที่พ่อทำ ทาง ททบ.5 ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 15.45-15.55 น. ตอนที่ โดม ปกรณ์ ลัม น้อมนำพระราชจริยวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จย่าแล้ว น้ำตาซึมเล็กๆ ครับ ที่ได้เห็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักและเทิดทูนคุณแม่ อย่างไม่เขินอาย นับเป็นตัวอย่างที่ดีมากครับ
 
          ผมจึงอยากจะฝากให้ไปคิดดูครับว่า ถ้าเราอยากจะเฉลิมฉลองพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรา ให้ชาวโลกชื่นชมยินดี วิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่เป็นรูปธรรมนั่นคือ ขอให้เราคนไทยทุกคนมาร่วมกันเป็นลูกกตัญญู เมืองไทยที่เต็มไปด้วยลูกกตัญญูนั้น จะเป็นเมืองไทยที่น่าอยู่ที่สุดในโลก
 
          เพราะความกตัญญูนี่แหละ เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติได้ ไม่ได้เกี่ยวกับยศศักดิ์ ไม่ได้เกี่ยวกับการอ่านออกเขียนได้ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินทอง ทรัพย์สิน สมบัติ ขอแค่เป็นคน คุณก็เป็นคนกตัญญูได้แล้ว
 
          นี่คือวิธีที่ดีที่สุด ที่เราจะตอบแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของเรา หากรักพ่อ ก็ขอให้รักในสิ่งที่พ่อทำ พ่อปฏิบัติธรรม ลูกก็ปฏิบัติธรรม รักพ่อภาคปฏิบัติก็จงปฏิบัติธรรมถวายพ่อ แล้วพ่อจะทรงยินดีปรีดาเป็นที่สุด
 
          รักพ่อภาคปฏิบัติแล้ว ก็ช่วยกันกดไล้ค์ในเฟซบุ๊ก ‘ธรรมดีที่พ่อทำ’ หรือส่งต่อรายการทีวีดีๆ ที่คนไทยทุกคนควรดู ทางเว็บไซต์ www.thailoveking.com <http://www.thailoveking.com> ด้วยนะครับ
.............................
(หมายเหตุ ที่สุดแห่งความกตัญญู : ศิลาในน้ำเชี่ยว โดย... ดนัน จันทร์เจ้าฉาย)