8 ต.ค.54  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศภช..แจ้งเตือนภัยล่าสุด ว่า ขณะนี้ในพื้นที่ กทม. มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น อาจล้นตลิ่งเข้าท่วมบางพื้นที่ โดยเฉพาะ คลองบางพรม (ถ.กาญจนาภิเษก) คลองฉิมพลี คลองบางแวก (พุทธมณฑลสาย 1) คลองบางแวก (ถ.รัชดาภิเษก) คลองเปรมประชากร (ดอนเมือง) คลองลาดพร้าว (วัดลาดพร้าว) ปากคลองตลาด คลองบางซื่อ (ฝั่งขวา ถ.พหลโยธิน) คลองมหาสวัสดิ์ (ทั้งสองฝั่ง ถ.พุทธมณฑลสาย 2) ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย และติดตามข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที)  อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

 

'ปู'สั่งขุดลอกคลองระบายน้ำออก

       น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจการทำงานสถานีสูบน้ำเจริญราษฎร์ ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยมีนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน รอต้อนรับ และคอยชี้แจงการทำงานของเครื่องสูบน้ำ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนี้เราใช้เครื่องสูบน้ำจำนวน 300-400 ตัว และเรือสำหรับดันน้ำอีก 90 ลำ โดยจะเร่งสูบน้ำออกไปทะเลในทุกจุดที่เห็นว่าเป็นโอกาส ซึ่งการมาตรวจการทำงานสถานีสูบน้ำครั้งนี้ ก็เพื่อให้แน่ใจว่าระดับน้ำที่เราวางไว้เป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม แม้เราไม่สามารถช่วยในพื้นที่ลุ่มต่ำได้ แต่การระบายน้ำก็ต้องดำเนินการเพราะไม่รู้ว่าหลังจากน้ำทะเลหนุน และพายุลูกใหม่มา ถ้าไม่ทำอะไรเลยสถานการณ์ก็จะมาซ้ำที่เดิมก็ต้องระบายน้ำออกทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือผลักดันน้ำ และขุดลอกคูคลอง

       ผู้สื่ข่าวถามว่า ในส่วนของสนามบินสุวรรณภูมินายกฯให้ความมั่นใจกับประชาชนที่จะเดินทางได้ หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรามีสถานีสูบน้ำพร้อมปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิอยู่แล้ว ขณะเดียวกันต้องไปดูในเรื่องแนวคันกั้นน้ำต่างๆทุกพื้นที่ทางศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย(ศปภ.)ที่ดอนเมืองที่ได้มีการประสานงานทางวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในวิธีการที่จะพยายามที่จะปกป้องพื้นที่ของตัวเองให้เต็มที่ เมื่อถามว่า ช่วงน้ำทะเลหนุนจะถือว่าเป็นจุดเสี่ยงของกทม.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็เป็นจุดเสี่ยงที่เราไม่ควรจะประมาท แต่ก็คงต้องเตรียมการและดูปริมาณน้ำที่จะเข้ามาใหม่ด้วย

       จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยนายชลิต ได้เดินทางไปยังฝายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลหารพิจิตร ของกรมชลประทาน ซึ่งเป็นโครงการระบายน้ำของสนามบินสุวรรณภูมิ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้หารือกับนายเชิดศักดิ์ ชูศรี ผวจ.สมุทรปราการ และพล.อ.อดุลย์ รักษเผ่า ผู้บัญชาการหน่วยบัญชการทหารพัฒนา กองทัพไทย เพื่อสั่งการและติดตามสถานการณ์การระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกทม.โดยใช้เวลา ประมาณ 45 นาที

       น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า โครงสร้างของกทม.มีเขื่อนและอุโมงค์ระบายน้ำด้วยศักพภาพที่มีความพยายามป้องกัน และผลักดันน้ำออกสู่ทะเลให้มากที่สุด เชื่อว่าการระบายน้ำในกทม.ยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้อยู่ และตนได้สั่งการให้ผวจ.ใกล้เคียงทั้งหมดนี้ประสานงานกับท้องถิ่น ทั้งผวจ. นายกเทศมนตรี รวมทั้งส.ส.ในพื้นที่ในการที่จะระดมคนเคลียร์เรื่องผักตบชวาในตัวจังหวัด เพื่อให้น้ำไหลเวียนออกไปทะเลให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด ขณะที่เรากำลังเร่งขุดลอกคูคลองทั้งหมด เพราะบางครั้งการตั้งเครื่องสูบไว้ปลายทางแต่ขณะที่ต้นทางถูกบล็อกไว้ ก็ไม่ทำให้น้ำเดินทางได้ ดังนั้นต้องแก้ในภาพรวมทั้งหมด

       ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกทม.ได้แจ้งปัญหาติดขัดในการเร่งระบายให้กับทางรัฐบาลทราบหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้เท่าที่คุยกับม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ยังไม่ติดปัญหาอะไร ผู้ว่าฯกทม.เรียนแล้วว่าสามารถดูแลปกป้องได้ วันนี้เชื่อน่าจะรองรับสถานกาณ์ได้ แต่ต้องประเมินในช่วงกลางเดือนอีกครั้งเพราะเรายังไม่รู้ปริมาณน้ำจะมีเข้ามาอย่างไร ให้ทางหน่วยทางด้านติดตามพยากรณ์อากาศร่วมกับกรมชลประทานประเมิน ปริมาณน้ำทุกวัน

       เมื่อถามถึงกรณีที่สายด่วนร้องเรียนเรื่องเดือดร้อนจากน้ำท่วม 1111 ของรัฐบาลยังไม่สามารถใช้การได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนจะหารือกับน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)ในการดูแลปัญหานี้ คงจะต้องระดมสายโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์เข้ามาช่วยเหลือ แต่วันนี้หมายเลข 1111 เรามีกว่า 200 คู่สาย เบื้องต้นอาจจะใช้ไม่ได้ เนื่องจากประชาชนติดต่อมาจำนวนมาก โดยจะเร่งขยายคู่สายในการรองรับให้เร็วที่สุด

       เมื่อถามว่า กรณีที่ประชาชนเกิดความเครียดพากันมารื้อคันกั้นน้ำถึงขนาดยิงกันนายกฯจะดูแลอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องกราบเรียนและเห็นใจประชาชนทุกคน เพราะบางครั้งผู้ที่ประสบกับภาวะภัยน้ำท่วมอยู่ในขณะนั้นบางครั้งต้องยอมรับว่าเราเองมีการกั้นในบางพื้นที่ มีทั้งพื้นที่ที่ผู้ที่ได้รับอุทกภัยกับบางพื้นที่ไม่ได้รับความเดือดร้อน ต้องขอความกรุณาในการเห็นใจซึ่งกันและกัน เพราะบางครั้งผู้ที่ประสบภาวะต่างๆนั้นทั้งเรื่องชีวิตทรัพย์สินเงินทองต่างๆเป็นธรรมดาที่ต้องเครียด ต้องขอความร่วมมือเห็นใจกับผู้ที่ประสบปัญหาอุทกภัยด้วย

       ด้านนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้เรามีสถานีสูบน้ำถาวรทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของกทม.อยู่ทั้งหมด ฝั่งละ 100 กว่าเครื่อง แต่ด้วยศักยภาพพื้นที่เราต้องยอมรับว่าบริเวณชายทะเล และด้านแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเป็นเหมือนขอบกาละมัง ด้านในของกทม.พื้นที่ต่ำดังนั้นการระบายน้ำด้านในออกจะต้องใช้เวลา ขณะนี้ตามบัญชาของนายกฯนั้นได้ประสานให้ทางจังหวัด และผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนา เข้าขุดคลอง เพื่อให้น้ำสามารถเข้ามาได้เร็วขึ้น และเราจะสามารถดึงน้ำออกได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เฉพาะด้านตะวันออกของกทม.เท่านั้น น้ำที่เราผันมาจากแม่น้ำป่าสักที่น้ำท่วมอยู่ก็จะสามารถช่วยตรงนี้ได้ด้วย ส่วนประชาชนที่มีปัญหาพากันรื้อแนวกระสอบทรายก็อยากให้ร่วมมือร่วมใจกันด้วย เพราะตอนนี้เป็นนาทีทองที่น้ำทะเลยังไม่หนุน

       นายชลิต กล่าวว่า ตอนนี้เราต้องดึงน้ำออกให้เร็วที่สุดเพราะเป็นนาทีทองก่อนที่น้ำทะเลจะหนุน ขึ้นมาในวันที่ 13 ต.ค. ในส่วนของคลองชายทะเลทั้งหมดจะเป็นส่วนสำคัญในการดึงน้ำออกเพราะเราผันน้ำมาทางฝั่งขวาแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่เหนือคลองรังสิตมาต้องดึงออกทะเลให้เร็วที่สุด ซึ่งน้ำทะเลจะหนุนขึ้นมาในวันที่ 13-17 ต.ค.นี้ และในปลายเดือนจะหนุนอีกครั้ง ขณะนี้สามารถสูบน้ำออกได้วันละ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ในพื้นที่ตะวันออกของกทม.ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ดังนั้นถ้าสูบออกระดับน้ำจะไม่ลดลงเท่าไหร่ ขณะเดียวกันหากสูบน้ำในจุดตรงกลางออกน้ำด้านบนก็สามารถลงมาได้