คมชัดลึกออนไลน์ 27 กุมภาพันธ์ 2563
คมชัดลึกออนไลน์
อาชญากรรม

ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์ ปริญญา-พวก คดีบิตคอยน์

17 มกราคม 2563 - 18:59 น.
ขายทอดตลาด,อายัดทรัพย์สิน,บิตคอยน์,ปริญญา จารวิจิต
อาชญากรรม

Shares :
เปิดอ่าน 286 ครั้ง

ศาลแพ่งสั่งให้นำทรัพย์สิน ปริญญา จารวิจิต กับพวก ตุ๋นลงทุนบิตคอยน์ ขายทอดตลาดคืนผู้เสียหาย หากทรัพย์สินเหลือให้ตกเป็นของแผ่นดิน


 

               ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 17 ม.ค. 2563 เมื่อเวลา  09.00 น. ศาลนัดฟังคำสั่ง คดีหมายเลขดำ ฟ.170/2561 ที่อัยการสำนักงานฝ่ายคดีพิเศษ 2 ยื่นคำร้อง ขอให้ใช้คืนทรัพย์หรือให้ทรัพย์ของ นายปริญญา จารวิจิต อายุ 38 ปีเศษ พี่ชายของนายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม นักแสดงซีรีย์วัยรุ่น ชาว จ.ชลบุรี ที่ได้ลงทุนธุรกิจสกุลเงินบิตคอยน์ กับ นายเออาร์นีย์ โอตาวา ซาริมา เศรษฐีชาวฟินแลนด์ ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง และวรรคหก และมาตรา 51

 

 

 

               โดยมีนายปริญญา (จำเลยถูกฟ้องแล้วคดีอาญาร่วมฟอกเงิน) เป็นผู้คัดค้านที่ 1, นายสุวิช จารวิจิต บิดาของนายปริญญา เป็นผู้คัดค้านที่ 2 , นางรัศมิ์เกล้า หรือเลิศฉัตรกมล จารวิจิต มารดาของนายปริญญา ผู้คัดค้านที่ 3 , นายชาญณรงค์ ลักษณียนาวิน ผู้คัดค้านที่ 4 , น.ส.ชวันรัตน์ ฐิรโพธิศักดิ์ ผู้คัดค้านที่ 5 , นายรักบีระซิงห์ เศรษฐี ผู้คัดค้านที่ 6 , น.ส.อุราพร น้ำผึ้ง ผู้คัดค้านที่ 7, น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต ผู้คัดค้านที่ 8  (จำเลยถูกฟ้องแล้วคดีอาญาร่วมฟอกเงิน) , นายธนสิทธิ์ จารวิจิต พี่ชายคนรองตระกูลจารวิจิต ผู้คัดค้าน ที่ 9 , นายจิรัชพิสิษฐ์หรือบูม จารวิจิต ผู้คัดค้านที่ 10 (จำเลยถูกฟ้องแล้วคดีอาญาร่วมฟอกเงิน)  , นายอนรรฆ ศรีนภาสวัสดิ์ ผู้คัดค้านที่ 11 , น.ส.อัจฉราพร ต่อวงษ์ ผู้คัดค้านที่ 12 , นางศิริสุข ฮุนตระกูล ผู้คัดค้านที่ 13 , พ.ต.ท.ชลภัท ภักดีไทย ผู้คัดค้านที่ 14

               ขณะที่ ศาลพิจารณาแล้ว นางรัศมิ์เกล้าหรือเลิศฉัตรกมล (มารดาของนายปริญญา) ผู้คัดค้านที่ 3 ขอให้ยกคำร้องและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สิน กับมีคำสั่งคืนให้กับ พ.ต.ท.ชลภัท ผู้คัดค้านที่ 14 นั้น ศาลเห็นว่า แม้ข้อเท็จจริง จะปรากฏว่านายปริญญา ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 2 แปลงซึ่งมีโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และนายปริญญา ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ทำสัญญาจะขายทรัพย์สินดังกล่าวคืนให้แก่พ.ต.ท.ชลภัท ผู้คัดค้านที่ 14 ตามสำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 14 ยื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีโดยขอให้ยกคำร้องของอัยการและเพิกถอนการอายัดทรัพย์สินกับให้คืนแก่ผู้คัดค้านที่ 14 โดยไม่ได้แสดงว่าตนเองพร้อมที่จะปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้จะซื้อคือการชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 28 ล้านบาทที่กำหนดไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย

 

 

 

               ดังนั้นการยื่นคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 14 นี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 14 จึงฟังไม่ขึ้น ดังนั้นศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินรายการที่ 1 - 30 ตามบัญชีทรัพย์สิน (ส่วนใหญ่เป็นเงินฝากในบัญชีธนาคารต่างๆ) พร้อมดอกผล ไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน และหากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ต่อไปตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหนึ่งและวรรคหก , มาตรา 51  สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 31 , 32 , 37 ให้นำออกขายทอดตลาด แล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย ตามสัดส่วนความเสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินเช่นกัน และหากปรากฏว่ามีทรัพย์สินเหลือก็ให้ตกเป็นของแผ่นดิน

               สำหรับทรัพย์สินที่ดิน 2 แปลงย่านดินแดง รายการที่ 33,34 ให้นายชาญณรงค์ ผู้คัดค้านที่ 4 และน.ส.ชวันรัตน์ ผู้คัดค้านที่ 5 ไถ่ถอนการขายฝากได้ในราคา 59 ล้านบาท  , ทรัพย์สินรายการที่ 35,36 ให้นางรัศมิ์เกล้า ผู้คัดค้านที่ 3 ไถ่ถอนการขายฝากได้ในราคา 27,340,000 บาท , ทรัพย์สินรายการที่ 38-43 ให้นายรักบีระซิงห์ ผู้คัดค้านที่ 6 ไถ่ถอนการขายฝากได้ ในราคา 8.5 ล้านบาท , ทรัพย์สินรายการที่ 44 ให้นางศิริสุข ผู้คัดค้านที่ 13 ไถ่ถอนการขายฝากได้ในราคา 43,130,000 บาท (มูลค่าทรัพย์สินส่วนนี้ 137,970,000 บาท) โดยให้ดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด หากพ้นกำหนดแล้วให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินที่ได้จากการไถ่ถอนการขายฝากหรือการขายทอดตลาด ไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหาย และถ้ามีทรัพย์สินเหลือจึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีคำสั่งของศาลแพ่งวันนี้ ยังถือเป็นคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งตามกฎหมายคู่กรณียังสามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้อีกภายใน 1 เดือนนับจากวันที่มีคำสั่ง ทั้งนี้คดีอาญาฟอกเงินลงทุนสกุลเงินบิตคอยน์ ที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง “นายปริญญา จารวิจิต” อายุ 38 ปีเศษ , “นายจิรัชพิสิษฐ์” หรือบูม นักแสดงซีรี่ย์วัยรุ่นชื่อดัง อายุ 27 ปีเศษ , “น.ส.สุพิชฌาย์ จารวิจิต” อายุ 33 ปีเศษ เป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำ ฟย.50/2561 ในความผิดฐานสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้กระทำผิดฐานฟอกเงิน , ร่วมกันฟอกเงิน จำนวน 797,408,454.33 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ขายบิตคอยน์ ในระบบซื้อขายอินเตอร์เน็ต แล้วนำเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยทั้งสามกับพวก ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3,5,9,60 ที่ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 1 พ.ย.61 นั้น สามพี่น้องให้การปฏิเสธ ขณะที่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราวก่อน (พักการพิจารณาคดีชั่วคราว) โดยศาลกำหนดนัดตรวจหลักฐานครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ค.2562 ที่ผ่านมา

 

 

 


ไม่อยากพลาดข่าวสารสำคัญ บทวิเคราะห์ เจาะลึกแบบ อินไซด์ ฟรี!! เพียงติดตามได้ที่ Line official คมชัดลึก เพียงกดติดตามผ่าน

เพิ่มเพื่อน
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ