คมชัดลึกออนไลน์ 31 มีนาคม 2563
คมชัดลึกออนไลน์
ข่าวด่วน

งบประมาณ 63 สะดุด รัฐบาลอยู่ไม่รอด

23 มกราคม 2563 - 09:04 น.
งบประมาณปี63,นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ,ฉลอง เทอดวีระพงศ์,นาที รัชกิจประการ
ข่าวด่วน

Shares :
เปิดอ่าน 2,794 ครั้ง

งบประมาณ 63 สะดุด รัฐบาลอยู่ไม่รอด


 


          กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังสะเทือนรัฐบาล ภายหลัง "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดประเด็นว่ามีการเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส. ในระหว่างการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 อย่างน้อย 2 คน

 

 

          โดยส.ส.สองคนที่ว่านั้น คือ นาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และ ฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง ‘นิพิฏฐ์’ มีข้อมูลที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่ามีการกดบัตรลงคะแนนแทนกันจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกมายอมรับต่อสื่อมวลชนของ ‘ฉลอง’ ว่าไม่ได้อยู่ในวันที่ 11 มกราคม ที่สภาได้ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายจริง ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงการกระทำที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญชัดเจนมากขึ้น


ติดตามข่าวสาร "คมชัดลีก" ผ่าน Line official
เพิ่มเพื่อน

 

 

ฉลอง เทอดวีระพงศ์

 


          ทันทีที่เรื่องนี้ปรากฏเป็นประเด็นขึ้นมา คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลได้เร่งเสนอเรื่องผ่าน ‘ชวน หลีกภัย’ ประธานสภา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา


          ตามขั้นตอนเมื่อประธานสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีจะนําร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยมิได้ อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ส่งผลให้เกิดการประเมินจากหลายฝ่ายว่า ครั้งนี้เป็นสถานการณ์ที่กยากลำบากที่สุดของรัฐบาลตั้งแต่มีอำนาจ


          ทั้งนี้ เป็นเพราะเคยมีกรณีเทียบเคียงเมื่อครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2556 (คำวินิจฉัยที่ 15-18/2556) ให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ตกไปทั้งหมด โดยมีสาเหตุหนึ่งมาจากการกดบัตรลงมติแทนของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นถึงการกระทำดังกล่าวว่า “เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริต”


          “เห็นได้ว่าการกระทำเช่นนี้มีลักษณะผิดปกติวิสัยและมีสมาชิกรัฐสภาใช้บัตรแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนในระบบอิเล็กทรอนิกส์หลายใบ จากการรับฟังพยานหลักฐานและคำเบิกความพยานในชั้นการพิจารณาไต่สวนคำร้องเป็นเรื่องที่แจ้งชัดทั้งภาพวีดิทัศน์ และประจักษ์พยานที่มาเบิกความประกอบการถ่ายทอดการประชุมรัฐสภาในระหว่างที่มีการออกเสียงลงมติว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ว่ามีสมาชิกรัฐสภาหลายรายมิได้มาออกเสียงลงมติในที่ประชุมรัฐสภาในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ แต่ได้มอบให้สมาชิกรัฐสภาบางรายใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนแทนในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม”

 

 

นาที รัชกิจประการ

 



          "การดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามบทบัญญัติมาตรา 122 ของรัฐธรรมนูญแล้ว (รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550) ยังขัดต่อข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่สมาชิกรัฐสภาได้ปฏิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 และขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามบทบัญญัติาตรา 126 วรรคสาม ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน”


          “มีผลให้การออกเสียงลงคะแนนของรัฐสภาในการประชุมนั้นๆ เป็นการออกเสียงลงคะแนนที่ทุจริตไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย เนื่องมาจากกระบวนการลงคะแนนเสียงที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มิอาจถือว่าเป็นมติที่ชอบของรัฐสภาในกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม" คำวินิจฉัยที่ 15-18/2556


          จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีต เมื่อนำมาเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วางบรรทัดฐานแล้วว่าการออกเสียงลงมติเป็นเรื่องเฉพาะตัวของ ส.ส.เท่านั้น หากฝ่าฝืนจะมีผลให้ร่างกฎหมายนั้นตกไป

 

 

 


          สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่แค่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั่วไป แต่เป็นถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารมาขอความไว้วางใจจากประชาชนเพื่อให้สามารถนำเงินแผ่นดินออกมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ดังนั้น หากกระบวนการขอความไว้วางใจของประชาชนเสื่อมเสียไปแม้แต่เล็กน้อยถึงขั้นที่ร่างกฎหมายต้องเสียไปทั้งฉบับ ย่อมเป็นเรื่องยากที่ฝ่ายบริหารจะยืนได้อย่างสง่างามในระยะยาว


 



5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ