หลังจากสหรัฐส่งโดรนเข้าถล่มสังหาร พล.ต.กอเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังคุดส์ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน หนึ่งในผู้นำทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก เมื่อวันศุกร์ที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา กระทั่งรัฐสภาอิหร่านมีมติว่ากองทัพสหรัฐตลอดจนเพนตากอนเป็น “องค์กรก่อการร้าย” ล่าสุดอิหร่านเปิดปฏิบัติการทางทหารตอบโต้สหรัฐแล้ว ส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดเพิ่มขึ้น

 

       เมื่อวันที่ 8 มกราคม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในสหรัฐ ระบุว่า ฐานทัพอากาศ “อัล-อัสซาด” ของสหรัฐในประเทศอิรัก ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายครั้ง และไม่แน่ชัดว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เปิดเผยว่า ช่วงเวลาประมาณ 01.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น อิหร่านได้เปิดฉากยิงขีปนาวุธมากกว่า 10 ลูกข้ามฝั่งมายังฐานทัพอากาศ “อัล-อัสซาด” และฐานทัพอากาศ “อีบิล” ในอิรัก ที่กองทัพของสหรัฐและชาติพันธมิตรตั้งกองกำลังอยู่ โดยล่าสุดยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

       ขณะที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่านได้ออกแถลงการณ์อ้างความรับผิดชอบในการโจมตีครั้งนี้เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐสังหาร พล.ต.กอเซ็ม พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้ให้รุนแรงกว่าเดิมหากสหรัฐเปิดฉากโจมตีอีก โดยระบุว่า “เราจะตอบโต้คุณถึงในอเมริกา” และประกาศขู่โจมตีเมืองในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล ในการโจมตีระลอกที่ 3 หากดินแดนอิหร่านถูกโจมตี นอกจากนี้ยังส่งคำเตือนแบบเดียวกันไปยังอีกหลายประเทศในตะวันออกกลาง หากประเทศใดอนุญาตให้สหรัฐใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน นอกจากนี้ยังระบุให้สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากภูมิภาคนี้

     สื่อของอิหร่านยืนยันข่าวการโจมตีเช่นกันโดยชี้ว่า ขีปนาวุธถูกยิงไปยังฐานทัพสหรัฐในอิรักเป็นการ “ล้างแค้นอย่างหนักหน่วง” ทั้งนี้ขีปนาวุธของอิหร่านที่ใช้โจมตีคาดจะเป็น “ขีปนาวุธร่อน” หรือ “ขีปนาวุธพิสัยใกล้” โดยแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐระดับสูงที่ประจำในอิรักเป็นฝ่ายให้ข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สหรัฐยังไม่เปิดเผยถึงจำนวนของทหารสหรัฐที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

      นอกจากนี้สื่อต่างประเทศรายงานอ้างเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของอิรัก ระบุว่า อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธจำนวนสองระลอก โดยรอบที่ 2 ในเวลาประมาณ 03.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยขีปนาวุธของอิหร่านทั้ง 2 รอบมีเป้าหมายโจมตีไปที่ฐานทัพสหรัฐอัล-อัสซาด ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 ม.ค.) รัฐสภาอิหร่านได้ผ่านกฎหมายประกาศให้กองทัพสหรัฐและกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เป็น “องค์กรก่อการร้าย”

     ล่าสุดสถานีโทรทัศน์ทางการอิหร่านรายงานอ้างยอดตัวเลขสูญเสียของทหารสหรัฐหลังจากถูกโจมตี อยู่ที่ 80 นาย และเฮลิคอปเตอร์กองทัพสหรัฐและเครื่องมือทางการทหารของสหรัฐได้รับความเสียหายหนักเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ 15 ลูกของอิหร่าน อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันจากฝ่ายสหรัฐหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด ขณะเดียวกันมีรายงานจากกองทัพสหรัฐยืนยันว่าทหารในสังกัดทุกนายได้รับแจ้งเบาะแสและคำเตือนเรื่องเหตุโจมตีมาก่อนหน้านี้แล้วจึงหาที่หลบภัยได้ทัน

      สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ติดตามสถานการณ์อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐ 2 แห่งในอิรักอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ พอมเพโอ และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐ ได้เดินทางเข้าทำเนียบขาว พร้อมทีมที่ปรึกษาของทรัมป์ด้วย นอกจากนี้ได้มีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ของทำเนียบขาวตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่สหรัฐจำนวนมากพร้อมปืนไรเฟิลกระจายตามจุดตรวจทั่วทำเนียบขาว

     ล่าสุดเวลา 09.45 น.เมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่นไทย นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ทวิตข้อความว่า “ทุกอย่างยังปกติ! มิสไซล์ที่ถูกยิงจากอิหร่านไปยังฐานทัพที่อยู่ในอิรัก ตอนนี้กำลังมีการประเมินผู้เสียชีวิตและความเสียหายอยู่ แต่ล่าสุดยังปกติดีอยู่! ณ เวลานี้เรามีกองทัพที่ทรงพลังและเพียบพร้อมที่สุดในโลก! และจะแถลงข่าวในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้”

     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างแหล่งข่าวจากกองทัพสหรัฐว่า  หลังเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน กองทัพอากาศสหรัฐได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 จำนวน 6 ลำไปยังฐานทัพดีเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งสำนักข่าวอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐที่ระบุว่า เครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านี้จะเข้าปฏิบัติการโจมตีอิหร่านทันทีเมื่อได้รับคำสั่ง

     ส่วนท่าทีของประเทศอื่นทั่วโลกต่างจับตาสถานการณ์ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยมีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอริสัน ของออสเตรเลีย ได้เปิดแถลงข่าว ยืนยันว่านักการทูตและกำลังพลทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในอิรักยังปลอดภัยดี และรัฐบาลรวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงของออสเตรเลียกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเมืองของตนเอง เช่นเดียวกับทางการแคนาดาและอังกฤษ ที่กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมยืนยันว่ากำลังพลของตนเองปลอดภัยดี จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีดังกล่าว

       ขณะที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ เอฟเอเอ ของสหรัฐ ได้ประกาศคำเตือนห้ามสายการบินของสหรัฐบินผ่านเหนือน่านฟ้าอิรัก อิหร่าน และอ่าวโอมาน รวมทั้งบริเวณเหนือน่านน้ำระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย หลังอิหร่านปฏิบัติการโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรัก เช่นเดียวกับสิงคโปร์แอร์ไลน์ออกแถลงการณ์ระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุดเที่ยวบินของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ทั้งหมดที่เดินทางเข้าและออกไปยังยุโรปจะปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินโดยหลีกพ้นน่านฟ้าอิหร่าน และจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบินในช่วงเวลาที่เหมาะสมหากมีความจำเป็นต่อไป รวมทั้งสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวันก็ประกาศจะไม่บินผ่านเหนือน่านฟ้าอิหร่าน-อิรัก ด้านสายการบินอียิปต์แอร์ประกาศระงับเที่ยวบินไปกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรักชั่วคราว

     ขณะที่ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ยังไม่มีการอพยพคนไทยในอิรักแต่ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินอย่างใกล้ชิด โดยรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพบว่าคนไทยในอิรักทุกคนปลอดภัยดียังไม่มีความจำเป็นที่จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าหากสถานการณ์รุนแรงขึ้นทางกระทรวงการต่างประเทศมีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้ว

      ด้าน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดีอาระเบีย (กรุงริยาด) ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบดูแลแรงงานไทยในประเทศอิรัก และอัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบดูแลแรงงานไทยในประเทศอิหร่าน ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแรงงานไทยและประสานกับนายจ้างให้ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เพื่อสำรวจข้อมูลความต้องการช่วยเหลือของแรงงาน รวมทั้งให้รวบรวมข้อมูลสถานที่ทำงาน ช่องทางการติดต่อทางการกรณีได้รับผลกระทบ และเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยและคนไทยในการอพยพหากสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น

     ส่วนกรณีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ระบุว่า ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ทางสหรัฐได้ประสานยังไทยโดยระบุเหตุผลว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งการแจ้งก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น รวมถึงมีการติดต่อกับอาเซียนอยู่แล้ว กระทั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศออกมายืนยันว่าเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อนนั้น

     ล่าสุด นายดอนกล่าวถึงการให้สัมภาษณ์กรณีปฏิบัติการของสหรัฐว่า สิ่งที่ปรากฏในข่าวเมื่อวานและวันนี้มาจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่มีใครแจ้งการปฏิบัติการให้ไทยทราบก่อนแต่อย่างใด

       ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องนี้ไม่ทราบ แต่ประเทศไทย สหรัฐ และอิหร่าน ถือเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ผู้สื่อข่าวถามว่าการให้สัมภาษณ์ของ รมว.ต่างประเทศ จะกระทบกับไทย และต้องชี้แจงอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นเรื่องของ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไม่มีความกังวล

    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปฏิเสธให้สัมภาษณ์กรณีนายดอน ระบุว่าสหรัฐได้แจ้งเตือนมายังไทย 1 วัน ก่อนปฏิบัติการสังหาร พล.ต.กอเซ็ม

      ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการ “หยิบข่าวมาคุย” กรณีเดียวกันนี้ว่า นายดอนในฐานะตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศพูดเช่นนี้จะนั่งอยู่ในตำแหน่งไม่ได้เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้กำลังรอดูท่าที พล.อ.ประยุทธ์ เพราะความเสียหายนี้คือชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน นายกฯ ต้องตัดสินใจ หรือนายดอนต้องตัดสินใจลาออก ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น

         ที่มา :หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ม.ค. 63