มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ขอใช้ข้อกำหนดในกฎหมาย และในมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อเป็นเกณฑ์การประเมิน ดังนี้ 
 

          พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 12 กำหนดว่าให้คณะกรรมการสรรหา กกต. ปรึกษาหารือเพื่อคัดสรรให้ได้บุคคลซึ่งมีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และไม่มีพฤติการณ์ยอมตนอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ รวมตลอดทั้งมีทัศนคติที่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลสําเร็จ ประกอบกับมาตรา 21 ระบุว่า กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลา และการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อํานาจของคณะกรรมการต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ อีกทั้ง กกต. ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระฯ ข้อ 13 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิชอบด้วยกฎหมาย ข้อ 21 ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกําลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใสและตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อ 22 อุทิศเวลาแก่ทางราชการ ข้อ 24 ดูแล รักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัด คุ้มค่า โดยระมัดระวังมิให้เสียหายหรือสิ้นเปลืองโดยไม่จําเป็น

 

          มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) ที่มีภารกิจในการตรวจสอบการเลือกตั้ง ได้ติดตามการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วง 6-7 เดือนที่ผ่านมา และมีความเห็นว่า

          1.กกต. ยังไม่ได้แสดงคุณสมบัติตามเกณฑ์การสรรหา กกต.ว่าเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูงหรือได้ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญไม่ประพฤติตนตกอยู่ใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ รวมทั้งมุ่งหวังให้เกิดผลสำเร็จในการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม โดยขอยกกรณีการร้องเรียนที่เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่ กกต. นำสำนวนส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกรณีมีเสียงเรียกร้องให้ กกต. วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีลักษณะต้องห้ามเป็นบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น กกต. กลับเพิกเฉยในกรณีนี้

          2.กกต. ไม่ได้อุทิศเวลาให้แก่การปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยไม่มีการจัดประชุมปรึกษาหารือกันนานร่วม 10 วัน ทั้งๆ ที่มีภารกิจต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นข่าวว่ามีจำนวนนับร้อยเรื่อง รวมทั้งมีภารกิจต้องพิจารณาออกระเบียบ และประกาศ และตอบข้อหารือของพรรคการเมืองเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งต้องการความชัดเจนโดยเร็ว อนึ่ง มีรายงานข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมการปราศรัยหาเสียงของพรรคการเมืองในหลายพื้นที่ว่ามีการขนคนและแจกเงินให้คนเข้าร่วมฟังการปราศรัย แต่ไม่ปรากฏว่า กกต. ได้ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบในเรื่องนี้ 

 

          3.กกต. ยังไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 22(5) ที่กำหนดให้ออกหลักเกณฑ์และวิธีการสนับสนุนให้องค์กรเอกชนสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการเลือกตั้ง

 

          4.กกต. ไม่ได้ใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัดคุ้มค่า และระมัดระวังมิให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น โดยใช้งบประมาณร่วม 12 ล้านบาทในการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อศึกษาดูงานในระยะเวลาไล่เลี่ยกันทั้ง 7 คน โดยไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ทุกคนจะต้องไปศึกษาดูงาน โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้งนอกเขตในวันที่ 17 มีนาคม 2562  และการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 มีนาคม 2562 และมีการแข่งขันอย่างเข้มข้นดังที่เป็นอยู่

 

          มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) จึงขอประเมินว่า กกต. ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และขอเรียกร้องให้ กกต. ปรับปรุงการปฏิบัติงานอย่างเร่งด่วน และแถลงผลงานที่ทันกับเหตุการณ์เป็นระยะๆ เพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งของ กกต. มีความโปร่งใส และเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ.