ไม่ว่าจะมองรัสเซียด้วยสายตาแบบไหน ดินแดนที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์แห่งนี้จะทำให้คุณกลับไปพร้อมกับความทรงจำที่ไม่มีวันจาง.

จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่ท่าอากาศยานนานาชาติโดโมเดโดโว กรุงมอสโกเราแอบพกความกังวลเล็กๆ มาจากเมืองไทยและแม้จะเกือบลืมไว้ในห้องโดยสารอันอบอุ่นผ่อนคลายของสายการบินไทย แต่เมื่อใกล้ถึงขั้นตอนของการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งทางการรัสเซียอนุญาตให้คนไทยสามารถเข้าไปเที่ยวได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าถึง 30 วัน ความตื่นเต้นก็จู่โจมเข้ามาทันที

สีหน้าเคร่งขรึมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งหลายคนบอกว่าเป็นหน้าตาปกติของคนรัสเซีย ทำให้การเดินเข้าไปยื่นหนังสือเดินทางค่อนข้างประหม่ากว่าทุกครั้ง แต่แล้วในที่สุดเราก็ผ่านมาได้แบบไม่มีอะไรติดขัด ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินอีกไม่ถึงชั่วโมง มอสโกก็ส่งยิ้มกว้างให้กับนักเดินทางชาวไทย

แม้จะเห็นภาพมาไม่น้อยกับแลนด์มาร์กสุดอลังการอย่าง จัตุรัสแดง (Red Square) จุดนัดพบของนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลก แต่เมื่อมายืนอยู่ท่ามกลางสีสันและความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมที่ล้อมรอบจัตุรัสแห่งนี้ ก็ทำให้อะดรีนาลีนเริ่มทำงาน

ฉันเดินไปหยุดตรงกึ่งกลาง มองไปที่ลานกว้างซึ่งทำจากหินแกรนิตและหินอ่อน สง่างามสมกับเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวรัสเซีย สถานที่แห่งนี้ใช้จัดกิจกรรมสำคัญต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานเฉลิมฉลองทางศาสนา หรือทางการเมือง แต่ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวก็คือบรรดาสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราว

มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) คือสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่ทำให้โลกรับรู้ถึงประวัติศาสตร์ศิลปะที่มีทั้งความมหัศจรรย์และน่าสะพรึง วิหารแห่งนี้สร้างโดยซาร์อีวานที่ 4 หรือที่เรียกขานกันว่า ‘ซาร์อีวานจอมโหด’ เพื่อเป็นการฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมืองคาซาน เมื่อปี ค.ศ. 1552 ผลจากชัยชนะครั้งนั้นทำให้รัสเซียสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่น จึงสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1555

เซนต์บาซิลแปลกตาด้วยรูปแบบของโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ตรงกลาง เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะแบบรัสเซียโบราณที่เป็นโดมทรงหัวหอม กับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่า ‘รัสเซียนกอธิก’ หอคอยสูงรูปกระโจม อิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ตามข้อมูลบอกว่าหอคอยสูงที่เห็นนั้นสื่อถึงแท่งเทียนกำลังลุกไหม้ ส่งความโชติช่วงชัชวาลย์เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์

แต่ที่กลายมาเป็นโศกนาฏกรรมกลับเป็นเรื่องราวของสถาปนิกผู้ออกแบบ ปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) เพราะกลายเป็นว่า...การที่ซาร์อีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก ทำให้พระองค์สั่งปูนบำเหน็จด้วยการควักดวงตาทั้งสองของสถาปนิก เพื่อไม่ให้สามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก ในฐานะนักเดินทางเราได้แต่ชื่นชมกับสิ่งก่อสร้างที่กลายเป็นมรดกการออกแบบอันเลื่องชื่อ และปล่อยให้ประวัติศาสตร์ทำหน้าที่บอกเล่าโดยไร้คำตัดสิน

จากจุดนี้ ใกล้ๆ กันคือกำแพงเครมลิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเลนินหรือ สุสานเลนิน เราเดินผ่านฝูงนักท่องเที่ยว ย้อนขึ้นไปอีกด้านหนึ่งของจัตุรัส แวะไปชมความหรูหราของ ห้าง Gum ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่อายุกว่า 120 ปี ห้างแห่งนี้ไม่ได้ถูกใจแค่ขาช้อปเท่านั้น เพราะนอกจากแบรนด์เนมและสินค้าปลอดภาษีให้ละลายทรัพย์แล้ว ยังได้ใจคนรักศิลปะด้วยการออกแบบที่ลงตัวอาคารสูง 3 ชั้นเชื่อมต่อระหว่างตึกด้วยสะพานโค้ง หลังคาใสด้านบนเปิดให้แสงธรรมชาติส่องผ่านลงมาสร้างมิติของลวดลายที่ประดับประดาภายใน ที่สำคัญยังสามารถหาอาหารและเครื่องดื่มในราคาสมเหตุสมผลได้อีกด้วย

อ้อยอิ่งพอสังเขป ได้เวลาเดินเท้าต่อไปยังจุดหมายสำคัญที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาถึงมอสโก นั่นคือ พระราชวังเครมลิน (Kremlin) สิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8 และหนึ่งในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก แหล่งรวมศิลปกรรมชั้นเลิศหลากหลายรูปแบบที่ถือเป็นที่สุดของรัสเซียไว้ด้วยกัน

ในภาษารัสเซีย ‘เครมลิน’ หมายถึงป้อมปราการ ซึ่งภายในป้อมปราการแห่งนี้ประกอบไปด้วยพระราชวัง วิหาร พิพิธภัณฑ์รวมไปถึงที่ทำการของรัฐบาล แน่นอนว่าการเข้าไปชมสถานที่สำคัญอย่างนี้ต้องมีบัตรผ่านประตู สามารถซื้อได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วภายใน Alexander Garden

เมื่อผ่านเข้าไปด้านในมรดกชิ้นสำคัญที่ต้องไปเห็นด้วยตาสักครั้ง เริ่มตั้งแต่ ปืนใหญ่พระเจ้าซาร์ (Tsar Cannon) สร้างขึ้นตั้งแต่ค.ศ.1586 ว่ากันว่าเป็นปืนใหญ่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแต่ยังไม่เคยถูกใช้ในสงครามมาก่อน ตามมาด้วย ระฆังของพระเจ้าซาร์ (The Tsar Bell) ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีศาสนสถานสำคัญ 3 หลัง นั่นคือ โบสถ์อันนันซิเอชัน (Cathedral of the Annunciation) โบสถ์อาร์คาเกล (Cathedral of St. Michael the Archangel) และโบสถ์เก่าแก่ Cathedral of The Dormition หรือรู้จักกันในชื่อ โบสถ์อัสสัมชัน (Assumption)

สำหรับใครที่เป็นสายประวัติศาสตร์แนะนำให้เข้าไปชมใน พิพิธภัณฑ์อาร์เมอรีแชมเบอร์ (Kremlin Armoury Chamber) พิพิธภัณฑ์สำคัญที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงสร้างเพื่อเก็บทรัพย์สมบัติล้ำค่า ทั้งเครื่องทรง มงกุฎ บัลลังค์ และเครื่องใช้ต่างๆ จำนวนนับล้านชิ้นเลยทีเดียว แต่ถ้าชอบทิวทัศน์สวยๆ แค่เดินเลียบแนวกำแพงด้านที่ติดแม่น้ำชมบรรยากาศผ่านแมกไม้ใหญ่น้อยก็เกินบรรยายแล้ว

จากเครมลินเราเดินเรื่อยๆ ไปจนถึงวิหารอันงดงามอีกแห่งหนึ่ง มหาวิหารเซนต์ซาเวียร์ (Cathedral of Christ the Saviour) โดมทองยามต้องแสงอาทิตย์ คือเสน่ห์ของโบสถ์ริมฝั่งแม่น้ำมอสโกแห่งนี้ เดิมสร้างขึ้นเพื่อขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยให้รัสเซียรบชนะฝรั่งเศสในสงคราม แต่ต่อมาในยุคสมัยของสตาลิน ถูกทำลายทิ้งเพื่อสร้างเป็นพระราชวังโซเวียตแต่ยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่าง กระทั่งในปี 1990 ได้มีการระดมเงินบริจาคจากประชาชนสร้างมหาวิหารขึ้นมาใหม่ และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญทางศาสนานับแต่นั้น

ทุกย่างก้าวที่ผ่าน ทุกสถานที่ที่ไปเยือนเหมือนว่ารัสเซียจะค่อยๆ ละลายหัวใจนักเดินทางหน้าใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราใช้เวลาที่มีในการทำความรู้จักกับไลฟ์สไตล์ที่ไม่ได้เร่งรีบแต่ก็ไม่อาจเรียกว่าสโลว์ไลฟ์ และไม่พลาดที่จะไปเช็คอิน ณ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Moscow Metro ที่ซึ่งได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่สวยที่สุดในโลก ผนังสร้างด้วยหินอ่อน เพดานสูง ตกแต่งภายในอย่างวิจิตรบรรจง ถึงขั้นได้รับการเปรียบเปรยว่าเป็นพระราชวังของประชาชน

ทุกวันมีผู้คนนับล้านมาใช้บริการสถานีแห่งนี้ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่อาจต้องการแค่ภาพถ่าย ซึ่งท้ายที่สุดสำหรับการมาเยือนมอสโก ก็คือการไปเลือกซื้อของฝากที่ Izmailovsky Souvenir Market ตลาดของที่ระลึกที่มีสินค้ามากมายหลากหลายประเภท รวมไปถึงอาหารการกินสารพัด เรียกว่าจบครบในที่เดียว แต่สำหรับใครที่เลือกรัสเซียเป็นจุดหมายปลายทางในช่วงฤดูหนาวยังมีอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่จะทำให้ฝันของใครหลายคนเป็นจริง นั่นคือการไปชมแสงเหนือทางตอนเหนือของประเทศ

พิกัดของการชมแสงสวยบนฟากฟ้านี้อยู่ที่ เมืองมูร์มันสค์ (Murmansk) จากมอสโกโดยเครื่องบินใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเมืองอันเงียบสงบนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้ชายแดนนอร์เวย์และฟินแลนด์ แม้ว่าอุณหภูมิตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึงต้นมีนาคมจะติดลบได้ถึง -20 องศาเซลเซียสแต่ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นแสงเหนือท่ามกลางหิมะขาวโพลนสุดโรแมนติก
ถึงตอนนี้แม้จะไม่เคยฝันถึงรัสเซีย แต่การเดินทางในดินแดนหลังม่านเหล็กก็เปิดใจใครบางคนให้เก็บชื่อนี้ไว้ในลิสต์เมืองที่ต้องกลับไปอีกหลายๆ ครั้ง และแน่นอนว่าการบินไทยจะยังเป็นตัวเลือกในการเดินทางครั้งใหม่ที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบายและน่าประทับใจ