“ผู้สูงอายุ” ทางเลือกอันทรงพลัง ยุค 5.0 ไทยขาดแคลนแรงงาน

ประชาสัมพันธ์   4 ก.ย. 2561

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 โดยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุระดับสมบูรณ์ในปี  2564 และในปี 2574จะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด ซึ่งนอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมของประชากรในการก้าวเข้าสู่ช่วงสูงวัยแล้ว ภาคเอกชนที่มีความต้องการใช้แรงงานจำเป็นต้องมีการเตรียมตัวพร้อมรับสถานการณ์การขาดคนวัยทำงานเช่นกัน ซึ่งการศึกษาวิจัยพบว่า บริษัทเอกชนเริ่มเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงานและมีการจ้างงานผู้สูงอายุต่อเนื่องแม้ถึงวัยเกษียณ

ในงานสัมมนา “Active and Productive Ageing:ความท้าทายที่ไทยต้องไปให้ถึง” จัดโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการศึกษาวิจัยภายใต้”แผนการบริหารจัดการโครงการวิจัยท้าทายไทยกลุ่มเรื่อง Active and Productive Ageing” เพื่อนำมาขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของสังคมไทยในการมุ่งสู่สังคมสูงวัยอย่างกระปรี้กระเปร่า 

ผศ.ปวีณา ลี้ตระกูล รองคณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า จากการที่ศ.วรเวศม์ สุวรรณระดา เป็นหัวหน้าวิจัยร่วมกับคณะ เรื่อง "สถานการณ์ปัจจุบันของการจ้างงานต่อเนื่องในสถานประกอบการและทัศนคติของนายจ้างในภาคเอกชน" ภายใต้แผนงานบริหารจัดการโครงการวิจัยท้าทายไทย กลุ่มเรื่อง Active and Productive Aging" โดยการส่งแบบสอบถามไปยังบริษัท(มหาชน) 95 แห่ง คิดเป็น7.9%ของบริษัท(มหาชน) ทั้งหมดและบริษัท จำกัด 681 แห่ง คิดเป็น 4.5% ของบริษัท จำกัดทั้งหมด ซึ่งแยกผลการศึกษาเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ1.สถานการณ์การจ้างงานผู้สูงอายุในบริษัท 2.มาตรการภาครัฐเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุและ3.ความคิดเห็นและทัศนคติเกี่ยวกับทำงานของผู้สูงอายุและการจ้างงานผู้สูงอายุ

ผลการศึกษา 1.ด้านสถานการณ์การจ้างงานผู้สูงอายุในบริษัท พบว่า ภาพรวม 49.5%กำลังขาดแคลนพนักงาน แยกเป็น 65.3 % ของบริษัทมหาชนและ 47.3 %ของบริษัทจำกัดกำลังมีปัญหาความขาดแคลนพนักงานและการแสวงหาบุคลากรเพื่อจ้างงานในบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขาดกลุ่มแรงงานฝีมือและทักษะ บริษัทมหาชน 83.9% ขาดแคลน ส่วนบริษัทจำกัด 75.5% และ 22% กำลังขาดแคลนพนักงานที่มีทักษะต่ำด้วย 

ซึ่งการบริหารจัดการการจ้างงานเพื่อแก้ปัญหานี้เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัททั้งสองกลุ่มมองว่าการจ้างงานผู้สูงอายุสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของบริษัทได้ วิธีการที่บริษัททั้ง 2 กลุ่มใช้มาก ได้แก่ จ้างพนักงานที่กำลังจะหมดสัญญาหรือจะเกษียณอายุต่อเนื่องออกไปอีกระยะหนึ่งโดยทำงานเต็มเวลา กรณีบริษัทมหาชน 60.6 % บริษัทจำกัด 25 % หรือเจ้าพนักงานที่เคยทำงานแต่ออกจากงานไปแล้วกลับเข้ามาทำงานใหม่ โดยทำงานเต็มเวลา กรณีบริษัทมหาชน 47.9 % บริษัทจำกัด 41.2% ส่วนการจ้างงานผู้สูงอายุที่ไม่เคยทำงานในบริษัทมาก่อนให้มาทำงานในบริษัทยังมีไม่มากนัก

ในการจ้างงานพนักงานสูงอายุ กรณีบริษัทมหาชน จะจ้างมาเพื่อปฏิบัติงานเป็นที่ปรึกษา ผู้บริหาร หรือผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ/ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ขณะที่บริษัทจำกัด จะจ้างเพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถทางฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ/ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคหรือคนงานทั่วไป 

โดยเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกผู้สูงอายุมาทำงาน ได้แก่ประสบการณ์และความชำนาญ ความรู้และทักษะ และสุขภาพ บริษัททั้ง 2 กลุ่มคิดตรงกันว่าจุดแข็งสำคัญของพนักงานสูงอายุที่จ้าง คือ การมีความรู้และประสบการณ์ในงานที่ทำ และมีความรับผิดชอบในหน้าที่ ส่วนจุดอ่อน คือ ปัญหาด้านสุขภาพกาย มีปัญหาในการใช้งานหรือล้าหลังด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอื่นๆ และประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานลดลง

 ​2.ด้านมาตรการภาครัฐ ประมาณ 80 %ของบริษัทมหาชนและบริษัทจำกัด มองว่ารัฐบาลควรจะมีมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนจ้างแรงงานสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการด้านการสนับสนุนทางภาษีและมาตรการด้านการสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล บริษัทในสัดส่วนที่มากพอสมควรที่ยังไม่รู้จักมาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุสามารถนำรายจ่ายหักภาษีและยังมีการใช้ประโยชน์น้อยมาก      

   และ3.ความคิดเห็นและทัศนคติเกี่ยวกับทำงานของผู้สูงอายุและการจ้างงานผู้สูงอายุ พบว่า บริษัททั้ง 2 กลุ่มมีทัศนคติและความคิดเห็นเชิงบวกต่อทั้งผู้สูงอายุและการจ้างงานผู้สูงอายุและให้น้ำหนักไปในทิศทางที่ว่าการจ้างงานผู้สูงอายุช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของบริษัทและประเทศโดยรวมได้ ขณะเดียวกันบริษัทไม่ว่าจะเป็นประเภทใด แสดงความกังวลอย่างชัดเจนในการจ้างงานผู้สูงอายุเกี่ยวกับสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงานและมองเป็นจุดอ่อน

ผศ.ปวีณา กล่าวอีกว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ถอดมาจากผลการศึกษา ประกอบด้วย 1.ภาคเอกชนมีความคาดหวังให้รัฐบาลมีบทบาททั้งในส่วนที่ส่งเสริมและเสริมพลังในด้านการจ้างงานผู้สูงอายุ และให้รัฐบาลเป็นตัวอย่างในการดำเนินการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในภาคราชการ 2.รัฐบาลควรประชาสัมพันธ์ให้บริษัททราบ เกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่กำลังดำเนินการอยู่ คือมาตรการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุนำรายจ่ายหักภาษีได้ ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์

 ​3.บทบาทของนายจ้างภาคเอกชนในด้านการเตรียมความพร้อมของลูกจ้างไม่ว่าจะเป็นการดูแลสวัสดิการด้านสุขภาพ การส่งเสริมการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาทักษะด้านไอที ส่งผลให้ลูกจ้างมีโอกาสได้รับการจ้างงานต่อเนื่องแม้มีอายุมากขึ้นและ 4.รัฐบาลควรส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในความหมายที่กว้างขึ้นกว่าที่จะดำเนินการอยู่ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจจะพิจารณาสนับสนุนทางภาษีอากร เผยแพร่ข้อมูลเชิดชูเกียรติภาคเอกชนที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินมาตรการส่งเสริมสวัสดิการด้านสุขภาพหรือมาตรการสร้างเสริมทุนมนุษย์ให้กับพนักงานของบริษัท 

เพราะมาตรการนี้จะสร้างคุณลักษณะที่เหมาะสมในการทำงานของพนักงานเมื่อสูงอายุ รวมถึง การส่งเสริมทักษะด้านไอทีและดิจิตอล การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพิ่มทักษะและประสบการณ์ให้กับพนักงานในองค์กรตั้งแต่เนิ่นๆ จะสร้างคุณลักษณะที่เหมาะสมในการทำงานของพนักงานเมื่อสูงอายุในธุรกิจหลายประเภท

ด้านภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากงานวิจัย ถือเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มีฐานคิดจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงอายุและการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยได้วิเคราะห์ให้เห็นข้อค้นพบเชิงประจักษ์จากงานวิจัยด้านนโยบาย และการทำงานในระดับพื้นที่ ทำให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อน เพื่อนำมาสู่การพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีความครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ

“ในส่วนของสสส.สามารถนำข้อค้นพบจากการศึกษาวิจัยรวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นด้านสุขภาพและสังคมไปใช้ในการวางแผนการสนับสนุนโครงการ เพื่อหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุได้ตามพันธกิจสสส. รวมถึงร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาคประชาสังคม ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อนำข้อค้นพบและข้อเสนแนะเชิงนโยบายไปขับเคลื่อนประเด็นที่เกี่ยวข้องได้ เช่น พัฒนาเครื่องมือช ชุดความรู้เพื่อสร้างความตระหนักและเกิดการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ เป็นต้น”นางภรณีกล่าว

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น แต่บริษัทต่างๆยังมีการรับรู้และใช้ประโยชน์ทางภาษีค่อนข้างน้อย กอรปกับปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาจ้างงานผู้สูงวัย นี่จึงยังเป็นโจทย?ใหญ่ที่สำคัญของประเทศไทยในการแก้ปัญหา  

 

 


เปิดอ่าน 148