สร้างแรงบันดาลใจ ส่งต่อแนวคิดเสริมองค์ความรู้ สู่การวิจัยเพื่อพัฒนาชนบทไทยให้ยั่งยืน

เศรษฐกิจ   27 ส.ค. 2561

เมื่อวันที่ 28 - 30 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา มูลนิธิมั่นพัฒนา ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการพื้นที่ชนบทไทย โอกาสและความท้าทายของนักวิจัยรุ่นใหม่ (TSDF –TRF SUSTAINABILITY FORUM2018)ขึ้น ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ชนบทไทย พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพตลอดจนความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงสนับสนุนผลักดันให้นักวิจัยได้นำองค์ความรู้และแนวคิดไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลงานวิจัยให้เกิดคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ชนบทไทยโดยภายในงานมีกระบวนการอบรมการใช้เครื่องมือในการศึกษาชุมชน การออกแบบวางแผนการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ นอกจากนั้นนักวิจัยยังได้สัมผัสประสบการณ์จริงจากการลงสนาม เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลในพื้นที่ชุมชนตำบลป่าสัก อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งนำมาสู่การวิเคราะห์และสร้างโจทย์วิจัยแบบบูรณาการร่วมกัน ตลอดจนการสะท้อนแนวคิดจากนักวิจัยอาวุโสที่มาช่วยเติมเต็มให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้เห็นโอกาสในการพัฒนางานของตนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เข้าใจ เข้าถึงชุมชน ด้วยเครื่องมือ (สื่อความคิด)

นางสาวอ้อมทิพย์ มาลีลัยอาจารย์สาขาวิชาพื้นฐานอาชีวศึกษาคณะเกษตรและเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยนครพนมกล่าวว่า ความตั้งใจแรกก่อนการเข้าร่วมเวทีเสวนาฯ คือการที่ตนอยากเข้ามาเรียนรู้เรื่องการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ เนื่องจากไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่มาก่อน ทำให้สนใจและเล็งเห็นความสำคัญของการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ตลอดระยะเวลาของการเข้าร่วมกิจกรรมมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และรับฟังประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และนักวิจัยที่มาจากหลากหลายสาขา จึงทำให้ตนได้รับองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการเลือกใช้เครื่องมือในการศึกษาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพบริบทของพื้นที่ซึ่งแตกต่างจากเครื่องมือที่ตนเคยใช้ในการทำวิจัยด้านภาษาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาจะเก็บข้อมูลด้วยการศึกษาวรรณกรรม ใช้การวิเคราะห์และตีความผ่านปรากฏการณ์ทางสังคมซึ่งมีลักษณะที่เป็นนามธรรม แต่การได้มาลงพื้นที่ตำบลป่าสักในครั้งนี้ทำให้เห็นกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องการเก็บข้อมูล หรือกระบวนการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก รวมถึงการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักวิจัยกับคนในชุมชนที่ต้องสร้างความเชื่อใจและไว้ใจ เพื่อที่จะดึงให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบงานวิจัยร่วมกัน สิ่งนี้ทำให้ตนได้เรียนรู้และเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง

เมื่อตระหนักถึงคุณค่าของการวิจัยเชิงพื้นที่และกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึก อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างงานวิจัยที่มีคุณภาพ และสามารถตอบโจทย์ของชุมชนได้จริง นางสาวอ้อมทิพย์สะท้อนว่าตนเองจะนำเอาประสบการณ์และความรู้จากการอบรมในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ในท้องถิ่นของตนเองซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการศึกษาอัตลักษณ์ชุมชนของชนเผ่าเพื่อประกอบการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการนำเอาองค์ความรู้เรื่องกระบวนการใช้เครื่องมือเพื่อศึกษาชุมชน เช่น ปฏิทินชุมชน แผนที่เดินดิน ฯลฯ พร้อมทั้งนำความรู้ความเชี่ยวชาญของตนเองทางด้านภาษาศาสตร์และคติชนมาผนวกกับภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อสะท้อนมุมมอง ค้นหาอัตลักษณ์ชุมชน และพัฒนาโจทย์ร่วมกันกับคนในชุมชนจนก่อให้เกิดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สามารถสร้างคุณค่าและเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“จริงๆ ตนมองว่างานวิจัยเชิงพื้นที่ก็คือการสร้างอนาคตให้กับลูกหลาน นักวิจัยควรผลิตงานวิจัยที่สามารถพัฒนาชนบทไทยให้มีศักยภาพจนเกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และมีทรัพยากรทางธรรมชาติรองรับได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่ลืมคำนึงถึงความต้องการของคนในชุมชน และดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้งานวิจัยนั้นสามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด เพราะการทำวิจัยไม่ได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียว แต่เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ สร้างประโยชน์ร่วมให้กับคนในชุมชน เพื่อสร้างให้ชุมชนประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน”

เสริมพลังงานวิจัยจากความต้องการและการมีส่วนร่วมจากชาวบ้าน

ดร.จิรันธนิน กิติกา อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ด้วยความสนใจเกี่ยวกับการทำงานเชิงพื้นที่เป็นทุนเดิมเพราะคิดว่าศาสตร์ที่ตนเองเชี่ยวชาญนั้นก็น่าจะสามารถเข้าไปช่วยพัฒนาชุมชนและสังคมให้เกิดความเข้มแข็งในบางมิติได้ จึงอยากเข้าร่วมเวทีฯ ในครั้งนี้ เพื่อมาเพิ่มพูนความรู้และทักษะในการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ให้ชำนาญขึ้น โดยสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเข้าร่วมงานครั้งนี้ ทำให้ตนตระหนักถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อการทำงานเชิงพื้นที่กับคนในชุมชน ซึ่งต้องเริ่มจากการเข้าใจสถานการณ์และบริบทที่แท้จริงของชุมชน ว่าชุมชนมีปัญหา หรือมีความต้องการอะไร เมื่อทราบแล้วก็นำมาสู่แนวทางการวิเคราะห์สังเคราะห์และประยุกต์ใช้ข้อมูลในการสร้างโจทย์วิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้นักวิจัยสามารถปรับตัวในการทำงานกับชุมชนได้ดียิ่งขึ้นด้วย

“มุมมองของการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ ต้องไม่ใช่การทำงานวิจัยจากบนลงล่าง แต่ต้องเป็นการทำงานวิจัยจากล่างขึ้นบน คือเกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่ชนบทจริงๆ ที่ช่วยกันคิด ร่วมกันออกแบบและตัดสินใจ สิ่งนี้เป็นกลไกสำคัญที่นักวิจัยควรให้ความใส่ใจเพื่อให้การทำงานวิจัยเชิงพื้นที่สามารถตอบโจทย์ตรงตามความคิดและความต้องการของคนในชุมชน”

ดร.จิรันธนินกล่าวเพิ่มเติมว่า ตนมีแผนจะทำวิจัยที่เป็นการเล่าเรื่องของชุมชนผ่านงานออกแบบ โดยจะนำความรู้ในเรื่องสถาปัตยกรรมที่เชี่ยวชาญมาผนวกกับการออกแบบชุมชนซึ่งคำนึงถึงภูมิศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ดั้งเดิมตลอดจนบริบทพื้นที่ในปัจจุบันเพื่อจะได้สร้างงานออกแบบที่สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ชุมชนผ่านสถาปัตยกรรม เช่น ศาลา วัด ตึก อาคาร ฯลฯ ซึ่งในการวิจัยจะไม่ลืมคำนึงถึงคนในชุมชนและการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัยกับชาวบ้าน เพราะสิ่งนี้จะทำให้ชุมชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและเกิดความยั่งยืน

“การออกแบบสถาปัตยกรรมทั่วไปให้ความสำคัญแค่ตัวโครงสร้างของตึก อาคาร สถานที่ แต่การออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงพื้นที่ ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่โครงสร้างของพื้นที่เท่านั้น กลับให้ความสำคัญกับการมองพื้นที่ว่างให้กับคน เพราะคนคือแกนหลักที่สถาปนิกให้ความสนใจด้วยการคำนึงถึงการออกแบบที่เกิดประโยชน์และสร้างคุณค่าสูงสุด เพื่อการออกแบบที่ให้คนเป็นโครงข่ายที่สำคัญของการเพิ่มพื้นที่ว่างให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องกันสามารถมาพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นชุมชนที่ยั่งยืนได้”

บูรณาการองค์ความรู้ สู่เครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่

นายพงศกร กาวิชัยนักวิจัยจากวิทยาลัยบริหารศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ผู้ที่มีประสบการณ์และคุ้นเคยกับการทำวิจัยเชิงพื้นที่มาเป็นเวลานาน เผยความรู้สึกหลังจากเข้าร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ว่า การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ทำให้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองนักวิจัยกับนักวิจัยในสาขาอื่น ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ที่มีการนำนักวิจัยซึ่งมีความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาทำงานวิจัยร่วมกันเพราะทำให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันจนสามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการทำงานในอนาคตได้เนื่องจากปัจจุบันสภาพของบริบทเชิงพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบทไทยมีความซับซ้อนมากขึ้นการทำงานวิจัยที่อาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ และประสบการณ์ของนักวิจัยจากสาขาวิชาต่างๆ จะช่วยให้การเข้าถึงปัญหา การค้นหาและวิเคราะห์โจทย์วิจัยเกิดมิติที่หลากหลาย ช่วยเติมเต็มให้งานวิจัยมีคุณภาพ สามารถนำไปต่อยอดและสร้างผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมได้

“ความท้าทายของการทำวิจัยเชิงพื้นที่ คือ การเชื่อมนักวิจัยกับพื้นที่เข้าด้วยกันด้วยการสร้างหลักการมีส่วนร่วม และการดึงศักยภาพของคนในชุมชนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัยร่วมกัน  หรือแม้กระทั่งการเชื่อมนักวิจัยกับนักวิจัยด้วยกันเอง ด้วยการสร้างเครือข่ายการบูรณาการศาสตร์ต่างๆ เข้ารวมกันเพื่อสร้างมุมมองที่แตกต่างทำให้เกิดการพัฒนาหรือว่าต่อยอดผลงานวิจัยโดยชุมชนคือได้รับประโยชน์สูงสุด โดยสองสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายนักวิจัยเป็นอย่างมากต่อการลงไปทำงานเชิงพื้นที่ว่าจะสามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เหล่านี้เข้าด้วยกันได้หรือไม่ เพราะหากนักวิจัยไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวได้แล้วนั้น งานวิจัยชิ้นนั้นก็จะไม่สามารถตอบโจทย์การทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ได้”

นายพงศกร กล่าวปิดท้ายว่าบทบาทของนักวิจัยที่เข้าไปศึกษาหรือทำวิจัยพื้นที่ชนบทไทยคือการเข้าไปส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาชุมชน ดังนั้นการเข้าไปพัฒนาชุมชนโดยใช้กระบวนการวิจัยจึงเป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะกระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือหนึ่งของการเชื่อมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และสร้างองค์ความรู้ผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านจนเกิดเป็นการบูรณาการศาสตร์ร่วมกันในการพัฒนาชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน

กว่า 4 ปีของการขับเคลื่อนเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการพื้นที่ชนบทไทย โอกาสและความท้าทายของนักวิจัยรุ่นใหม่ (TSDF –TRF SUSTAINABILITY FORUM) อย่างต่อเนื่อง มูลนิธิมั่นพัฒนาและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ได้สร้างแรงบันดาลใจและการรับรู้ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ชนบทไทยพร้อมทั้งเสริมสร้างแนวคิด องค์ความรู้ในการสร้างงานวิจัยเพื่อให้เกิดความยั่งยืนจนเกิดเป็นเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่ทั่วประเทศ มูลนิธิฯ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือในการดำเนินงาน หวังว่า นักวิจัยที่ผ่านการเข้าร่วมเวทีเสวนาฯ ทุกท่าน จะสามารถนำสิ่งที่ได้รับจากการอบรมไปประยุกต์ใช้และพัฒนาศักยภาพของตนเองและงานวิจัย รวมถึงสามารถบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์ สร้างความมั่นคงและความยั่งยืนแก่ชนบทไทยต่อไป


เปิดอ่าน 1,348