ตานี้ที่...ตะนะ

เรื่องและภาพ : คมฉาน ตะวันฉาน kokkram@hotmail.com

ผมก็ยังคงนั่งยันยืนยันว่า ฤดูฝนในบ้านเรามันต้องไปเที่ยวอีสาน โดยเฉพาะคนที่ชอบการท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติ อะไรจะมาสวยเท่ากับภาคอีสานหน้าฝนเป็นไม่มี ทั้งดอกไม้ดอกไร่ ออกดอกกันพรึบ แม้กระทั่งตามหัวไร่ปลายนาดอกไม้ป่ายังบานตั้งแต่ต้นฤดู ไหนจะน้ำตกที่หลากล้น เพราะที่นี่พื้นดินส่วนใหญ่เป็นลานหินก็ไม่ต่างจากหลังคาดีๆ นี่เอง ฝนตกมาเท่าไหร่ไหลไปหมด ไม่ต้องซึมลงดินกันละ แล้วมองไปทางไหนก็เขียวขจีสดชื่น อากาศอีสานช่วงนี้เย็นสบาย ลมโกรกฉุยๆ ถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวจะชวนให้คนไปเที่ยวอีสานในฤดูอื่น แต่อย่างที่บอกว่าจะไปก็ได้แต่มันไม่สวยเท่าหน้าฝน ครั้งนี้ผมจึงหนีบแหล่งท่องเที่ยวอีสานในหน้าฝนมาฝาก แม้ชื่อจะเก่า แต่ยังเก๋าอยู่....แก่งตะนะ ที่อุบลราชธานีนี่เอง

ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ได้ตามกรมทรัพยากรธรณีไปดูเรื่องธรณีของภาคอีสาน หนึ่งในจุดหมายปลายทางคืออุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ไม่ได้มาที่นี่นานแล้ว สวยงามขึ้นผิดหูผิดตา โดยเฉพาะย่านที่ทำการอุทยานฯ ที่อยู่ริมแม่น้ำมูล ลานกางเต็นท์ร่มรื่น สวยงามริมแม่น้ำ ใต้ร่มเงาของตะแบก ด้านหน้าเห็นสะพานแขวนข้ามไปดอนตะนะ ส่วนตัวแก่งตะนะนั้นจมหายไปในน้ำมูลหน้าฝน แต่ถึงกระนั้น เสียงโครมครืนของน้ำเบียดแก่งก็ยังดังอยู่ตลอดเวลา

หัวหน้าอุทยาน คุณวีระชัย กำลังงาม เล่าให้ฟังว่าอุทยานฯแก่งตะนะเดี๋ยวนี้มีเนื้อที่แค่ 60,000 ไร่ จากที่เคยเป็นอุทยานแม่ของผาแต้ม คือกินพื้นที่คลุมบางส่วนของอุทยานฯผาแต้มปัจจุบันพอผาแต้มประกาศเป็นอุทยานเต็มตัว แก่งตะนะเลยเงียบเชียบ แต่ผมจะบอกให้ว่าถ้าคุณรักการกางเต็นท์ รักการปั่นจักรยาน โดยเฉพาะเสือภูเขาไปตามเส้นทางท่องเที่ยวในป่าของแก่งตะนะ ที่นี่แหละคือปลายทางที่ควรต้องมา

อุทยานนี้ก็เหมือนอุทยานทั่วไปในอีสานคือ หนักไปทางลานหินทราย ถึงมีดินคลุมก็บางๆ เพราะอีสานบ้านเราเป็นดินแดนของหินทรายทั้งภาค โลกสร้างดินทรายและหินทรายไว้ให้ จุดเด่นของที่นี่จึงเป็นน้ำกับหิน ตัวแก่งตะนะก็คือแก่งหินในลำน้ำมูล ที่ถูกน้ำมูลไหลกัดเซาะอยู่ชั่วนาตาปีวันแล้ววันเล่าจนหินกลายเป็นโพรง เป็นหลุมลึกมากมาย จริงๆ ก็เป็นกุมภลักษณ์แบบหนึ่ง จะเห็นชัดเจนมากในหน้าแล้งที่แก่งจะโชว์ตัวอย่างโดดเด่น คนย่านนี้อาศัยแก่งตะนะเป็นทำเลจับปลามาชั่วนาตาปี ส่วนริมฝั่งน้ำก็เป็นหน้าผาหินทั้งสองฝั่ง กลายเป็นแหล่งนั่งพักผ่อนริมน้ำที่เงียบสงบ

ดอนตะนะที่ผมว่า เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่แม่น้ำมูลโอบล้อมไว้ เขาเลยสร้างสะพานแขวนเชื่อมแผ่นดินกับเกาะ ให้เดินไปมาได้

แต่ที่อยากจะชวนบรรดาขาปั่นเสือภูเขามาลองเส้นทางคือ เส้นทางอุทยานฯ

แก่งตะนะ-ผารากไทร-ถ้ำพระ-ผาผึ้ง เส้นทางนี้จากการคาดคะเน ผมว่าระยะทางไม่น่าเกิน 6 กิโลเมตร แต่เป็น 6 กิโลเมตรที่ปั่นเสือภูเขาได้สนุกมาก เพราะเป็นเส้นทางลำลองใน

ป่า ต้นไม้สองฝั่งเส้นทาง ส่วนใหญ่เป็นลานหิน ขาไปทางออกจะขึ้นเนินเป็นส่วนใหญ่ แต่เนินไม่ชันค่อยๆ ลาดขึ้น ที่ผมชอบคือมันเป็นป่าสองข้างทางนี่แหละ ร่มรื่น ส่วนขากลับนี่ดาวน์ฮิลล์กลายๆ

เส้นทางจะเลียบไปตามขอบหน้าผาสูงไม่มาก พอถึงแต่ละจุด เราก็จอดรถแล้วเดินลงผาไปไม่ไกลก็จะถึง อย่างผารากไทรนี่ชื่อก็บอกรูปลักษณ์อยู่แล้วว่ามีต้นไทรใหญ่ขึ้นบนผา แล้วรากมันระโยงระยางห้อยย้อยลงมา ที่สำคัญมีธารน้ำไหลลงมาตรงนั้นด้วย พอนานๆ เข้าทั้งมอสทั้งพืชขนาดเล็กก็อาศัยความชื้นจากน้ำ เกาะกุมหน้าผาและรากไทรจนเขียวขจีไปทั้งผา

ถ้ำพระนี่ก็เหมือนกันเป็นหน้าผาหินทราย หันหน้าผาเข้าหาแม่น้ำมูลที่ห่างออกไปอีกหน่อย ด้านหน้ามีป่าขึ้นครึ้ม ด้านล่างเป็นเพิงถ้ำเตี้ยๆ มีน้ำไหลย้อยมาจากหน้าผา เหมาะกับการนั่งวิปัสสนามาก เพราะเงียบสงบ ชั่วครั้งชั่วคราวคงไม่เป็นไร แต่ถ้าถึงขนาดมาตั้งสำนักสงฆ์ ทางอุทยานฯ เขาคงไม่ยอม เพราะพระบุกรุกป่ามากเหลือเกิน อยากเป็นเจ้าสำนักกันทุกรูป บวช 3 พรรษา 5 พรรษา ก็ออกมาตั้งสำนักสงฆ์แล้ว แรกๆ ก็เป็นป่า นานไปท่านก็ถางป่าสร้างศาลา สร้างถนน จนพวกป่าไม้ส่ายหัว บอกว่าพระนี่แหละดื้อที่สุด

สุดท้ายของเส้นทางจักรยานที่ผมไปลองมาคือ ผาผึ้ง ซึ่งผมอยากจะตั้งชื่อว่า ผาแดงมากกว่า เพราะเป็นลานหน้าผาโล่งกว้าง ตัวหน้าผาเองสูงไม่มาก แต่ด้านบนโล่งมองได้ 360องศา เห็นป่ากว้างๆ อยู่ด้านล่าง บนนี้มีหินตะปุ่มตะป่ำแบบลานหินปุ่มที่ภูหินร่องกล้าด้วย ซึ่งผมไม่อธิบายแล้วว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรณีแบบไหน เพราะเขียนมา 2-3 ครั้งแล้วทั้งในที่นี่และที่เอาลงในเวบไซค์ Oknation.net ไปตามอ่านกันได้ครับ

ที่อยากเรียกว่าผาแดงเพราะช่วงราวสิงหาคม-ตุลาคม จะมีพวกดอกไม้ดิน สร้อยสุวรรณา ดุสิตา กระดุมเงิน ทิพย์เกสร สรัสจันทร หยาดน้ำค้าง ออกดอกกันให้เต็มลาน แต่ที่ว่าแดงๆ คือต้นของหญ้าน้ำค้างที่มีดอกสีม่วงอ่อน หญ้าน้ำค้างนี้เป็นพืชกินแมลงชนิดหนึ่ง ที่ผาผึ้งนี่เยอะมาก พอดูไกลๆ พื้นแดงไปหมด เสียดายเขาไม่ให้กางเต็นท์ เพราะทำเลน่ามากางเต็นท์นอนมาก

วันหยุดเอาจักรยานใส่ท้ายรถ ไปกางเต็นท์นอนริมน้ำมูลฟังสายน้ำกรรโชกแก่งหิน แล้วปั่นจักรยานเลาะป่าแก่งตะนะไปผาผึ้ง ถ้ายังไม่หนำใจก็ขับรถไปเที่ยวถ้ำเหวสินไชย หรือจะไปเล่นน้ำตกตาดโตนของอุทยานฯแก่งตะนะ ก็ล้วนแล้วแต่น่าอภิรมย์ทั้งสิ้น

ถึงชื่ออุทยานฯ จะเก่า ฟังแล้วเหมือนแก่ แต่แก่มะพร้าว ยิ่งแก่ยิ่งมัน นานๆ ไปทีจะรู้ว่าสวยขึ้นผิดตา เขาละ...แก่งตะนะ เมืองอุบล



เปิดอ่าน