ยึดศาสตร์พระราชา"สร้างแหล่งน้ำชุมชน"

Top 10  :  17 ก.ค. 2560
ปิดทอง, กรมชล, สร้างแหล่งน้ำชุมชน, คม ชัด ลึก, ดรสมเกียรติ ประจำวงษ์, อบต, 2560-63

  ยึดศาสตร์พระราชา"สร้างแหล่งน้ำชุมชน"

                นับเป็นอีกก้าวของการร่วมมือแบบประชารัฐ แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ แต่ผลสำเร็จยิ่งใหญ่ หลังกรมชลประทานผนึกมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อประโยชน์สุขของคนในพื้นที่ห่างไกล

                 จากการสำรวจของกระทรวงมหาดไทยและกรมชลประทานล่าสุด พบว่ายังมีโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็ก อันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1,317 แห่งทั่วประเทศ และโครงการชลประทานขนาดเล็กที่กรมชลประทานโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 7,086 แห่ง ที่ยังรอการปรับปรุง หากดำเนินการแล้วเสร็จสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำสูงถึง 6,043 ล้านลูกบาศก์เมตร เทียบเท่าปริมาณน้ำในเขื่อนรัชชประภาทั้งเขื่อน รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 4.7 ล้านไร่

               “คม ชัด ลึก” ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์"  รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะรับผิดชอบโครงการดังกล่าวถึงที่มาที่ไป ขั้นตอนการดำเนินงาน ตลอดจนผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

   ยึดศาสตร์พระราชา"สร้างแหล่งน้ำชุมชน"

+ โครงการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

                โครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่พัฒนามาแล้ว ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยบำรุงรักษา ไม่ช่วยดูแล คำว่าช่วยในที่นี่หมายถึงเกษตรกรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำมีวันแต่เสื่อมสลายไปและใช้ไม่ได้นาน โครงการต่างๆ ที่พัฒนามาแล้วเป็น 10 ปีบ้าง 20 ปีบ้าง แน่นอนที่สุดใช้งานไม่ได้เต็มที่ เพราะฉะนั้นใครจะเป็นผู้ดูแล โครงการเหล่านี้ก็เลยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา เพราะว่าการจะพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ปัจจุบันมันยากมากและจะต้องหาที่ดินมาชดเชยด้วยซ้ำไป

                 ตอนนี้เราพบว่ามีหลายโครงการมาก โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินับพันโครงการที่พัฒนาไปแล้วยังใช้น้ำไม่ได้เต็มที่นัก โครงการเหล่านี้มีพื้นที่รับประโยชน์นับล้านไร่ นับล้านไร่ที่ว่านี้ ถ้าหากเรามีการพัฒนาระบบคลอง ระบบส่งน้ำทุกรูปแบบขึ้นมา มันก็สามารถที่จะเอาน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเอาไปใช้ประโยชน์สูงสุดได้

+ ทำไมต้องร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ

                การพัฒนาแบบนี้ลำพังกรมชลประทานมองว่า ถ้าทำด้วยวิธีการปกติก็อาจจะมีการจ้างเหมา ต้องมีการจัดจ้างบริษัทมาทำ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล กรมจึงเห็นความสำคัญตรงนี้ เลยร่วมมือกับมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ มีความชำนาญในเรื่องชุมชน มีการทำกิจกรรมการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ทำให้รู้ดีกว่าคนในชุมชนต้องการอะไร เพราะทำงานในเรื่องโครงการพระราชดำริมานาน กรมชลฯ ก็เลยจับมือกับมูลนิธิปิดทองฯ ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการทำมวลชน การทำสำรวจความต้องการของมวลชน ส่วนกรมชลประทานก็มีจุดเด่นในเรื่องทางเทคนิค จะออกแบบอย่างไร สำรวจยังไง ให้สอดคล้องกับความต้องการของเขา เราก็ใช้จุดเด่นของทั้งสองฝ่ายเข้าไปผสมผสานขึ้นมา

+ นอกจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริยังมีโครงการอื่นๆ อีกหรือไม่

               มีครับ เป็นโครงการขนาดเล็กที่กรมชลประทานถ่ายโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.) ซึ่งโครงการเหล่านี้เมื่อถ่ายโอนไปให้แล้ว กรมชลประทานจะเข้าไปทำอะไรก็ไม่ได้ ในแง่ของการก่อสร้างปรับปรุง เพราะล้วนแล้วแต่ต้องใช้งบประมาณ ซึ่งงบประมาณที่ว่า นี้กรมชลฯ ตั้งเรื่องเพื่อไปยังสำนักงบประมาณก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ภารกิจ เนื่องจากได้ถ่ายโอนไปหมดแล้ว เราก็เลยจับมือกับมูลนิธิปิดทองฯ เหมือนกันว่าโครงการเหล่านี้แม้จะไม่ใช่โครงการพระราชดำริ แต่ว่าการใช้งานอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร มีการชำรุดบ้าง อะไรบ้าง ทางมูลนิธิปิดทองฯ ก็จะเข้าไปดูในจุดนี้

               ส่วนวิธีการดำเนินงาน กรมชลฯ จะเป็นคนออกแบบ ชาวบ้านจะเป็นคนลงแรงจะไม่จ้างแรงงานจากภายนอกเลย วัสดุเราหาให้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการก่อสร้างปรับปรุงส่วนหนึ่ง ทางมูลนิธิปิดทองฯ อาจจะร่วมมือกับบริษัทเอกชนในการร่วมบริจาค ส่วนหนึ่งก็มาจากงบประมาณ นั่นเป็นวิธีการทำงานของมูลนิธิปิดทองฯ ในส่วนกรมชลฯ ก็จะเข้าไปสนับสนุนทางเทคนิค

+ ขนาดของแหล่งน้ำที่ดำเนินการ

               เป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กทั้งหมด เพราะว่าอยู่ติดกับชุมชนและชุมชนเองก็สามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ประชาชนเขาลงทุนลงแรง เขารู้สึกว่ามีความเป็นเจ้าของเอง ส่วนกรมชลประทานจะเข้าไปช่วยให้มีแหล่งน้ำที่ไหนบ้าง มีแล้วนำน้ำขึ้นมาใช้อย่างไร ซึ่งเรามีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบสูบน้ำหรือแม้กระทั่งปั๊มน้ำ การส่งน้ำระบบท่อต่างๆ เราก็จะเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเพื่อให้ประหยัดพลังงานด้วย คิดว่ามีประโยชน์ในการทำงานตรงนี้มากขึ้น พื้นที่ตรงนั้นไม่ใช่เฉพาะปิดทองฯและกรมชลฯ แต่ยังมีหน่วยงานของจังหวัดด้วย จังหวัดดูแลความต้องการดูแลสารทุกข์สุกดิบของชาวบ้านอยู่แล้ว

+ ตอนนี้เริ่มดำเนินการหรือยัง

                เริ่มแล้วครับ ตอนนี้เราเริ่มคิกออฟไปแล้วในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ยะลา ขอนแก่น น่าน อุดรฯ เริ่มต้นที่ 10 จังหวัดก่อน เพราะมูลนิธิปิดทองฯ มีการกำหนดแผนงานไว้แล้ว แต่ยังขาดข้อมูลขาดความเชี่ยวชาญทางเทคนิค กรมชลประทานก็จะเข้าไปสนับสนุนด้านนี้ พยายามขับเคลื่อน 10 จังหวัดให้เสร็จภายในปีนี้ ซึ่งขณะนี้มูลนิธิปิดทองฯ กำลังประชุมกับผู้ว่าฯ ใน 10 จังหวัด ให้ผู้ว่าฯ ได้รับทราบ จากนั้นจะมีท้องถิ่นเข้ามาเพื่อให้รู้ว่าความต้องการของท้องถิ่นคืออะไร

               ส่วนกรมชลประทานก็ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล ซึ่งเรามีเจ้าหน้าที่ทุกจังหวัดอยู่แล้ว เข้าไปร่วมดูว่าในอดีตเราทำแบบนี้ ปัจจุบันเขาต้องการแบบไหน แล้วเราจะสนองเขาได้หรือไม่ อย่างไร การสนองคือเราต้องออกแบบให้ได้ตามความต้องการของเขา ให้ยึดตามศาสตร์พระราชาคือ ระเบิดจากข้างใน เพราะชาวบ้านเขาจะรู้ดีที่สุดว่าต้องการแบบไหน อย่างไร และที่สำคัญเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้แรงงาน จะไม่จ้างคนนอก ยกเว้นที่เป็นส่วนของวัสดุเท่านั้น อาจจัดซื้อจัดจ้าง

               จากนั้นเราจะขับเคลื่อนต่อในอีก 22 จังหวัด แต่โครงการพระราชดำริทั่วประเทศมีกว่าพันโครงการ เพราะฉะนั้นเราจะไม่หยุดแค่ 22 จังหวัด แต่เราจะทำให้หมดทุกโครงการทั่วประเทศภายในระยะเวลา 4 ปี (2560-63) ตอนนี้อยู่ระหว่างการทำมาสเตอร์แพลน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 นี้ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการไปพร้อมกันเลย โครงการไหนพร้อมก่อนก็ดำเนินการก่อน

+ งบประมาณมาจากไหน

                ในเรื่องของงบประมาณมาจาก 3 ส่วน คือ งบปกติของกรมชลประทาน งบของมูลนิธิปิดทองฯ และงบของกลุ่มจังหวัดที่มีอยู่แล้ว สามารถดำเนินการได้ทันที และทางมูลนิธิปิดทองฯ ก็มีความคล่องตัวในการของบประมาณ บางโครงการที่เขาขอไป อาจใช้ไปได้ 2-3 ปี แต่ของกรมชลฯ เวลาขอมาจะใช้ปีต่อปี

                และจากกรมชลฯ ได้หารือกับทางมูลนิธิปิดทองฯ และจังหวัด มูลนิธิปิดทองฯกำลังหาช่องทางกับสำนักนายกฯ อยู่ ซึ่งเขาจะเงินอยู่ประมาณ 2,000 ล้าน ซึ่งอันนี้ช่องทางที่ดี แล้วยังมีงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดอีก กลุ่มจังหวัดเองเขาก็ตั้งงบขึ้นมาแล้วเราก็สามารถใช้งบจากก้อนนี้ได้ ซึ่งโชคดีที่มูลนิธิปิดทองฯ พยายามเข้าไปเจรจาสร้างความเข้าใจกับทางจังหวัด ในขณะเดียวกันก็มีงบบางส่วนของกรมชลประทานที่ต้องดูแลอยู่

                 เพราะฉะนั้นงบจึงมาจากหลายทาง 1.งบปกติของกรมชลประทาน อาจไม่ได้มากนัก 2.งบของกลุ่มจังหวัด 3.งบของจังหวัด และ 4.งบสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วไม่ใช่พึ่งแต่งบราชการเท่านั้น แต่ยังมีงบของภาคเอกชนและชาวบ้านในพื้นที่อาจมีเสริมเติมเข้ามา ก็จะทำให้เร็วขึ้น เพราะเรามีเป็นพันโครงการ อยากให้จบให้ได้ภายใน 4 ปี

                                     ......................................................


เปิดอ่าน