royal coronation
วันที่ 17 สิงหาคม 2562
วันนี้ในอดีต

กำเนิด ชัคกี้ ธัญญรัตน์ กีตาร์เทพ ผู้จากไป

วันที่ 13 มิถุนายน 2562 - 02:03 น.
ชัคกี้ ธัญญรัตน์,กีตาร์เทพ
Shares :
เปิดอ่าน 8,799 ครั้ง

ถ้าชัคกี้ยังอยู่ วันนี้เขาจะมีอายุ 64 ปี และน่าจะยังคงเป็นบุคคลสำคัญในแวดวง ดนตรี และศิลปินเพลงของบ้านเรา

 

*******************

          วันนี้เป็นเรื่องราวในแวดวงดนตรีและเสียงเพลง คนไทยยุคหนึ่งคงจำได้ดีกับเจ้าของฉายา “กีตาร์เทพ” เขาคือ ชัคกี้ ธัญญรัตน์ มือกีตาร์ระดับหัวแถวรุ่นเก่าของเมืองไทย

          และวันนี้เมื่อ 64 ปีก่อน คือวันที่ "ชูศักดิ์ ธัญญรัตนางกูร" ได้ลืมตาดูโลก เพื่อประกาศก้องว่า ข้านี่แหละกีตาร์เทพ!!

 

 

          ย้อนไปในฟ้าเมืองไทยยุคปี 2498 ชัคกี้ หรือ ชูศักดิ์ ธัญญรัตนางกูร เกิดมาในครอบครัวมีอันจะกิน พ่อแม่เป็นชาวฮ่องกง แต่เขาเกิดในสิงคโปร์ โดยมีชื่อเดิมที่คุณพ่อคุณแม่ชาวฮ่องกงตั้งให้ คือ"ถั่งคิมให้" 

          ด้วยความที่บ้านที่ค่อนข้างมีฐานะ เพราะบิดาทำธุรกิจค้าขายเพชรพลอย เขาจึงมีโอกาสเล่าเรียนในสถาบันชั้นนำทั้งไทยและเทศ

          ช่วงวัยรุ่น เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระหว่างนั้น ก็เริ่มสนใจเล่นกีตาร์เมื่ออายุได้ 13-14 ปี จากนั้นเมื่อจบ ม.ศ. 3 จึงได้ไปเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านดนตรีและสวนศาสตร์ ที่สหรัฐอเมริกา

          โดยไปเรียนต่อ HIGH SCHOOL ที่ WORCHTER HIGH SCHOOL แล้วก็ต่อวิทยาลัยที่ WORCHTER TECH จนจบก็ต่อที่ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ M.I.T. โดยทั้ง 3 แห่งนี้เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างของเสียงหมด เพราะใจมาทางนี้      

          มีข้อมูลว่า เขานั้นและเป็นนักดนตรีรับจ้างที่มี “UNION CARD” พูดง่ายๆ ว่า ต่างประเทศสามารถดึงตัวไปร่วมงานได้ทันที

          ยุคนั้น เมืองไทยมีมือกีตาร์ร็อคเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดฝีมือกีต้าร์ ที่มีก็คือ แหลม มอริสัน กีต้าร์คิงส์, กิตติ กีต้าร์ปืน, ช.อ้น ณ บางช้าง จนกระทั่ง มาถึง ชัคกี้ 

        เมื่อจบการศึกษาแล้วเดินทางกลับประเทศไทย ชูศักดิ์ หรือ บุ๋มที่เพื่อนๆ เรียกขานตามชื่อน้องหมาตัวโปรดของเขา ได้มีผลงานร่วมวงร็อคเคสตร้า ร่วมกับ ชัชชัย สุขขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า ที่คนไทยสุดชื่นชม โดยมาร่วมในอัลบั้มที่ 2 ชุด “เทคโนโลยี” ในปี 2527 และอัลบั้มที่ 3 ชุด “Special One” ในปี 2528 

 

 

          นอกจากนี้ เขายังเคยร่วมงานกับคาราวานในชุด “อานนท์” และ “1985” มีผลงานเดี่ยวชื่อชุด “ศรัทธา” ปี 2528 และร่วมงานกับคนดนตรีคุณภาพอีกมากมาย เช่น นุภาพ สวันตรัจน์, ปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล, อู๊ด ยานนาวา, มงคล อุทก และ สุรชัย จันทิมาธร จากวงคาราวาน (และยังเคยร่วมงานกับวงคาไลโดสโคป ในชุด "กระชากใจ" ปี 2535)

          ช่วงที่อยู่กับ คาราวานผู้คนพากันพุดถึงเพลง “แม้เราจะไม่พบกัน” ในชุด “อานนท์” ถึงขนาดต้องยกนิ้วให้ ว่ากันว่าเป็นเพลงช้าที่มีท่อนโซโล่รวดเร็ว ซึ่งพบได้น้อยที่ใครจะกล้าทำแบบนี้

          และยังมีเพลงที่หลายคนต้องออกเถียงว่า นี่สิเมพขริงๆ กว่า ก็คงเป็นเพลง “ฮิโรชิม่า” ของวงคาราวานในชุด 1985 ว่ากันว่าชัคกี้โซโล่ได้พริ้วไหวน่าฟัง

          มีข้อมูลเล่าว่าเจ้าตัวโซโล่เพลงนี้ในห้องบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย และกล่าวว่า เขาคงจะไม่สามารถโซโล่เพลงนี้ได้ดีเท่านี้อีกแล้ว เพราะลีลาท่วงท่าและอารมณ์ เขาได้ถอดวิญญาณลงไปในนั้นทั้งหมดแล้ว!!...ง่อว์!!!!

          เมื่อเป็นเช่นนี้ ด้วยความเข้มขลังแห่งความสามารถ จึงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนั้นถึงขนาดมีเสียงเล่าลือกันว่า เหตุที่ “ชัคกี้” โซโลกีตาร์ได้สะกดคนฟังขนาดนี้ ก็เพราะเจ้าตัวได้ขายวิญญาณให้กับปิศาจไปแล้วนั่นเอง

          แต่คนที่ติดตามเรื่องราวทางดนตรี อาจอมยิ้มเพราะความเชื่อแบบนี้มักปรากฏทั่วไปในกลุ่มคนที่เล่นกีตาร์ราวกับรับพลังมาจากอำนาจลึกลับ คือโคตรเก่งมาก อย่าง "โจ ซาตริอานี่" กับศิษย์รัก "สตีฟ ไว" แล้วก็ยังมี "โรเบิร์ท จอห์นสัน" บรรดาอดีตนักกีตาร์มือหนึ่งของโลก เคยถูกล่ำลือมาแล้วทำนองนี้

          แถมยังไปสอดคล้องกับ ครั้งที่ “ชัคกี้” เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เวลาที่เขาเล่นกีตาร์ ก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีเสียงกระซิบที่ข้างหูมาสั่งให้เขาเล่นไปตามนั้นมุมนี้ก็นับว่าทำเอาคนฟังขนลุกเหมือนกัน

         อย่างไรก็ดี ที่กล่าวตรงกันคือ ด้วยประสบการณ์ในห้องอัดเสียงที่เชี่ยวกรำ เวลาทำเพลง ชัคกี้ไม่ต้องตระเตรียมอะไร หรือวอร์มอัพนิ้วอะไรเลย เข้าไปก็เทคเดียวผ่านตลอด น่าจะเป็นที่มาของฉายากีตาร์เทพมากกว่านั่นเอง

          แต่ที่เป็นไฮไลท์ คือช่วงปี 2533 ชัคกี้ ได้รวบรวมศิลปินขึ้นมาเป็นวงเฮฟวี่เมทัล วงหนึ่งชื่อว่า “บลูแพลเนท” กับสมาชิกนักดนตรีฝีมือดี อาทิเช่น อานนท์ สายแสงจันทร์ หรือ ปู แบล๊คเฮด ในปัจจุบัน, สไมลีย์ พจนพิพัฒน์ จากวงฟีดแบ็ค ซิคโก้ มือกลองคาราบาวในปัจจุบัน, และ ปีเตอร์โอ อดีตมือเบสของหรั่งร๊อคเคสตรา

 

 

          พวกเขาร่วมกันสร้างผลงานอัลบั้ม ซึ่งวงการดนตรีร๊อคของไทย ยอมรับว่า เป็นงานระดับคลาสสิคชุดหนึ่งของวงการดนตรีไทยในชื่อชุด พาฝัน โดยเฉพาะเพลง “มั่นใจ” ในชุดนี้ได้รับการพูดถึงเป็นอันมาก

 

          อย่างไรก็ดี ชัคกี้เคยให้สัมภาษณ์รายการ “ผู้ชายวันนี้” ทางช่อง 3 อ.ส.ม.ท. หลายปีมาแล้วว่า ตนเองนั้นถูกเลี้ยงมาอย่างมีระเบียบ แต่ก็ฟรีสไตล์ และตนเองก็เป็นคนค่อนข้างดุ แต่ก็ใจดี พูดง่ายๆ ว่า เป็นคนที่มีระบบ

          “ในโลกเรานี้มีพลังชั่ว พลังดี ตรงไหนที่ผมอยู่ พลังบวกกับลบ ผมอยากอยู่ครึ่งทางของพลัง ผมอยู่ตรงกลาง เวลาทำงาน ผมจะไม่โด่ไปอยู่ข้างไหนข้างหนึ่ง”

          พร้อมบอกความฝันของตนเองไว้ว่า “ผมอยากจะทำในสิ่งที่คนเอเชีย มีอยู่ชาติเดียวที่ทำได้ คือ ญี่ปุ่น เขามีนักกีตาร์ที่อเมริกันติดชาร์ตเขา เวลาผมพูดเพื่อนจะบอกว่าผมเพ้อฝัน แต่ถ้าผมไปถึงจุดนั้นได้ ชื่อเสียงมันกลับมาเป็นของคนไทยนะ ไม่ใช่ของผม”

 

ภาพจากรายการผู้ชายวันนี้ ขอบคุณผู้ใช้ยูทูบ Samarn Sumrith

 

          แต่แล้ว จะด้วยชัคกี้ ต้องจ่ายคืนให้กับปีศาจ หรือเขาก็แค่ถึงเวลากลับสวรรค์ อันเป็นที่อยู่ของ "เทพ" ก็ตาม ต่อมาเขาเสียชีวิตด้วยอาการไตวาย ในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 ก่อนครบครบวันเกิดวัย 42 ปี ของเขาแค่ 3 วันเท่านั้น!

          ทั้งนี้ ในงานคอนเสิร์ตอำลาชัคกี้ที่จัดขึ้นที่ ROCK PUB ซึ่งจัดขึ้นหลังเสียชีวิตไม่นาน วันนั้นมีศิลปินต่างๆ มามากมาย ทั้งที่มีและไม่มีในรายชื่อในตารางคอนเสิร์ตครั้งนั้น

          ส่วนศิลปินที่มาร่วมงาน เช่น คาราวาน, แบล็คเฮด, อารักษ์ อาภากาศ,ร็อคเคสตร้า, ทีมงานไมล์สโตนทุกคนและมาโนช, แหลม มอริสัน, กิตติ กีต้าร์ปืน ฯลฯ

          ในการนี้ มีการประมูลเทปชัคกี้ที่ทำขึ้นมาขายในงานโดยเฉพาะ และเทปชุดศรัทธากับ BLUE PLANET พร้อมลายเซ็นของศิลปินทุกๆ คนในงาน

          งานเล็กๆ ที่จุคนเพียง 100 คน (บัตรราคา 500 บาท) ทุกๆ คนเล่นเพลงออกมาจากห้วงวิญญาณ โดย น้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ก็มาร่วมร้องเพลง “วันลา” ทั้งน้ำตา

 

 

          หลังจากนั้น ช่วงปี 2551 เพื่อพ้องน้องพี่ก็ร่วมกันจัดงานรำลึกถึงเขาอีกครั้ง ในคอนเสิร์ต "รำลึก ชัคกี้ ธัญญรัตน์" โดยมีเพื่อนศิลปินมาร่วมงานมากมายอาทิ วงแบล๊คเฮด, สมาชิกดั้งเดิม สไมลีย์, มาโนช พุฒตาล และ วง เดอะแลมป์, โอฬาร พรหมใจ, ศิริศักดิ์ ศิริโชตนันท์ หรือ หมู คาไลโดสโคป, จักรรินทร์ ดวงมณี, รัตนชัย หรือ ป๊อป หินเหล็กไฟ, กฤษยศ เลิศประไพ หรือ เดอะมัสท์ ฯลฯ

          ครั้งนั้น พวกเขาร่วมขับขานบรรเลงบทเพลงในอัลบั้ม "พาฝัน" และบทเพลงอื่นๆ ที่เป็นผลงานของกีตาร์เทพผู้นี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ร่วมบริจาคเป็นการกุศล ให้กับมูลนิโรคไต แห่งประเทศไทย

          วันนี้ แน่นอน คนรุ่นใหม่อาจเกิดไม่ทัน จึงอาจไม่เข้าใจว่าความสูญเสียครั้งนั้น มีความหมายกับแวดวงดนตรีของบ้านเราขนาดไหน

          แต่ขอให้จำไว้ว่า ครั้งหนึ่งเมืองไทยเคยมีศิลปินไทยฝีมือกีตาร์ระดับเทพ ผู้ซึ่งได้จากเราไปแล้ว ท่ามกลางความเงียบงันของสังคมไทยในยุคที่บ้านเมืองและคนไทยเอง ก็หลังชนฝาจากภาวะเศรษฐกิจพังพินาศพอดีเหมือนกัน

         และเช่นเคย เรามาร่วมรำลึกความทรงจำถึงเขากันอีกครั้ง ด้วยบทเพลง "มั่นใจ" กับวง "บลูแพลเน็ท" กันดีกว่า (ขอบคุณผู้ใช้ยูทูบ Toon Guitarman)

 

Shares :
เปิดอ่าน 8,799 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่