royal coronation
วันที่ 23 สิงหาคม 2562
วันนี้ในอดีต

13 ก.พ.2560 คิม จอง นัม พี่ชายผู้นำโสมแดง ดับสลดคาสนามบิน

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 - 02:00 น.
คิม จอง นัม,คิม จอง อึน
Shares :
เปิดอ่าน 330 ครั้ง

คิม จ็อง-นัม บอกว่ารู้สึกเหมือนมีคนมาจับหน้าเขาจากข้างหลัง ก่อนเกิดอาการมึนงง จึงไปขอความช่วยเหลือที่เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ และเสียชีวิตระหว่างส่งตัวไปโรงพยาบาล

          วันนี้เมื่อ 2 ปีก่อน หรือตรงกับวันที่ 13 ก.พ. 2560 ต้องยอมรับว่า นอกจากชาวโลกต้องช็อคกับข่าวการเสียชีวิตของ “คิม จ็อง-นัม” บุตรชายคนหนึ่งของ “คิม จ็อง-อิล” อดีตผู้นำเกาหลีเหนือที่ล่วงลับ และยังเป็นพี่ชายต่างมารดาของ “คิม จ็อง-อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน ได้เสียชีวิตลงระหว่างเดินทางออกจากสนามบินที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศ มาเลเซีย ซึ่งคาดว่าจะเดินทางไปมาเก๊าแล้ว

          แต่ความตกใจของชาวโลก ยังรวมไปถึงวิธีการปฏิบัติการที่เชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมเขา ด้วยการใช้สารพิษประเภททำลายประสาทที่เรียกว่า “วีเอ็กซ์” แถมยังเป็นการบุกเข้าจู่โจมป้ายสารพิษดังกล่าวแบบไม่ทันตั้งตัว ในที่สาธารณะท่ามกลางฝูงชนที่จอแจอีกด้วย!!

          เรามาถึงจุดๆ นี้กันแล้ว...

 

 

          สำหรับประเด็นแรก คนทั่วโลกไทยตกใจเพราะการเสียชีวิตครั้งนี้เกิดขึ้นกับพี่ชายของบุคคลสำคัญระดับโลกอย่างผู้นำโสมแดง ซึ่งคนระดับนี้ไม่น่าที่จะถูกประชิดตัวเข้าหาได้ง่ายๆ ควรที่จะมีการ์ดคอยดูแลความปลอดภัยหรือไม่ แต่แล้วการตายของเขากลับทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมากมายเพราะมันคล้ายกับนหนังสายลับยังไงยังงั้น

          ย้อนกลับในวันเกิดเหตุ ซึ่งตรงกับวันจันทร์ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ คิม จ็อง-นัม วัย 46 กำลังอยู่ระหว่างรอขึ้นเครื่องบินไปมาเก๊า แต่อยู่ๆ เขาก็ต้องมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สนามบินเมื่อพบว่าตนถูกใครบางคนสเปรย์ของเหลวบางอย่างใส่

 

 

          ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่มาเลเซีย ระบุว่า คิม จ็อง-นัม มีอาการซวนเซขณะไปขอความช่วยเหลือที่สนามบิน ก่อนที่จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตเสียก่อน

          ที่สุดข่าวก็กระจายไปทั่วโลก มีการออกมาวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา เช่น หน่วยงานด้านข่าวกรองในกรุงวอชิงตันระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้นำเกาหลีเหนือ “คิม จ็อง-อึน” คือผู้สั่งการลอบสังหาร คิม จ็อง-นัม พี่ชายต่างมารดาของตนเอง

          โดยมีการยกเบื้องหลังชีวิตของเขาออกมาตีแผ่กันอย่างกว้างขวาง ระบุว่า คิม จ็อง-นัม  นั้น เป็นบุตรชายคนโตของอดีตผู้นำเกาหลีเหนือรุ่นที่ 2 คิม จ็อง-อิล ซึ่งแน่นอนที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นไปตามข้อมูลที่ว่า แต่เดิมนั้นเขาเคยถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา หรือแปลว่า เขาอาจนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือในขณะนี้

          ทว่า ช่วงหนึ่งเขาเกิดประพฤติตัวไม่เหมาะสม คงจำกันได้กับข่าวที่เขาถูกจับกุมที่ญี่ปุ่นจากข้อหาใช้หนังสือเดินทางปลอมเข้าญี่ปุ่น เพื่อไปยังสวนสนุกดีสนีย์แลนด์ในกรุงโตเกียว

 

 

          จากนั้นข่าวที่ว่า คิม จ็อง-อิล ตัดสินใจเลือกลูกชายอีกคนขึ้นมาแทน ก็ปรากฏไปทั่วโลกด้วยเหตุผลว่า คิม จ็อง-นัม  ทำให้เกาหลีเหนือเสื่อมเสีย

          แน่นอนที่เมื่อน้องชายวัยอ่อนกว่าทศวรรษของ คิม จ็อง-นัม ได้รับการวางตัวเป็นทายาทแทนในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 เขาจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตในสถานะผู้ลี้ภัยใช้ชีวิตในต่างแดนมาโดยตลอด โดยหลักแล้วก็อยู่ที่ มาเก๊า

          ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวที่ว่า เขาเคยถูกลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง นั่นเพราะการที่เขาถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดาถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อผู้นำ คิม จ็อง-อึน

          ขณะที่ ลุงของเขา หรือ “คิม ซองแต็ก” ซึ่งเคยเป็นบุคคลสำคัญอันดับ 2 ของประเทศ และพี่เลี้ยงในทางการเมืองของ คิม จ็อง-อึน ภายหลังก็ถูก คิม จ็อง-อึน อึนสั่งประหารในข้อหาทรยศต่อชาติเข้าจนได้

          สำหรับประวัติของ คิม จ็อง-นัม นั้น เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 เป็นบุตรชายคนแรกของอดีตผู้นำ คิม จ็อง-อิล และดาราหญิงชาวเกาหลี ซุง ไฮ ริม ซึ่งเสียชีวิตในกรุงมอสโคว์เมื่อปี 2545

 

 

          เขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อโทรทัศน์ของญี่ปุ่นเมื่อปี 2553 ว่า “ตนไม่มีความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ และหวังว่าน้องชายจะสามารถทำหน้าที่ได้ดีที่สุดสำหรับความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนชาวเกาหลีเหนือ” 

          แต่หลังน้องชายขึ้นเป็นผู้นำโสมแดง หลัง บิดา หรือ คิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรมกะทันหันปลายปี 2554 เขาจึงต้องไปๆ มาๆ ระหว่างอินโดนีเซีย, สิงคโปร์, มาเลเซียและฝรั่งเศส ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า เขาอ้างว่าเจอภัยคุกคามจากการลอบสังหารหลายครั้ง

          ต่อมาในปี 2555 มีรายงานว่า คิม จ็อง-นัม มีปัญหาทางด้านการเงิน เพราะถูกตัดออกจากกองมรดก จนมีรายงานว่าเขาถูกโรงแรมหรูที่มาเก๊าไล่ออกมา เพราะติดค่าห้องกับทางโรงแรมมากกว่า 15,000 ดอลล่าร์

 

 

          ขณะที่อีกมุมหนึ่ง ทัศนคติของเขาต่ออำนาจในประเทศ ยังไม่ไปในทิศทางที่เป็นบวกต่อน้องชายนัก กล่าวคือเขาเคยบอกกับสื่อญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 ว่าเขาต่อต้านการสืบทอดอำนาจผ่านทางสายเลือด

          และยังมีรายงานถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เผยแพร่ช่วงปี 2555 อ้างถึง คิม จ็อง-นัม ว่าได้กล่าวถึงน้องชายว่าขาดคุณภาพความเป็นผู้นำ ซึ่งเกาหลีเหนือจะเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน และต้องใช้การปฏิรูปเศรษฐกิจแบบจีนอีกด้วย

          หรือในปี 2557 มีรายงานว่า คิม จ็อง-นัม ไปอยู่ที่อินโดนีเซีย และทำธุรกิจร้านอาหารอิตาเลียนกับนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย อีกทั้งตามรายงานของสำนักข่าวบีบีซี แหล่งข่าวที่มีความใกล้ชิดกับสำนักงานนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

       

          จนกระทั่งมาเสียชีวิตในปี 2560 ขณะเดินทางกลับมาเก๊า จึงนำมาสู่ประเด็นที่สองที่ดูเหมือนว่าจะเป็นที่สนใจของชาวโลกที่สุด นั่นคือ วิธีการปฏิบัติการที่เชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมเขา ด้วยการใช้สารพิษประเภททำลายประสาทที่เรียกว่า “วีเอ็กซ์” โดยเข้าจู่โจมป้ายสารพิษดังกล่าวแบบไม่ทันตั้งตัว

 

 

          ทั้งนี้สารพิษวีเอ็กซ์ ซึ่งเป็นสารทำลายประสาทชนิดรุนแรงที่สหประชาชาติจัดให้เป็นหนึ่งในอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง

          ข่าวระบุว่า คิม จ็อง-นัม บอกว่ารู้สึกเหมือนมีคนมาจับหน้าเขาจากข้างหลัง ก่อนเกิดอาการมึนงง จึงไปขอความช่วยเหลือที่เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ และเสียชีวิตระหว่างส่งตัวไปโรงพยาบาล

          ทั้งนี้ ภายหลังสื่อมาเลเซีย ได้มีการเผยภาพคลิปวีดีโอขณะเกิดเหตุ จากตำรวจมาเลเซีย ให้เห็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม คิม จ็อง-นัม จำนวนมากถึง 11 คน

          โดยในจำนวนนี้มี 8 คน ที่เป็นผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งจับกุมตัวได้ก่อน 4 คน เป็นหญิง 2 คนที่ถือหนังสือเดินทางเวียดนามและอินโดนีเซีย ชายชาวมาเลเซีย 1 คน และชายชาวเกาหลีเหนือ 1 คน

 

 

          ส่วนอีก 4 คนที่เป็นชาวเกาหลีเหนือทั้งหมด ซึ่งเวลานั้นได้หนีไปเสียก่อน สันนิษฐานว่า ขึ้นเครื่องบินออกจากมาเลเซียแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ โดยรายงานข่าวระบุชื่อ  ได้แก่ “รี จี-ฮยอน”, “ฮง ซง-แฮ็ก”, “โอ จุง-กิล” และ “รี แจ-นัม”

          ขณะที่อีก 3 คนไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย แต่เป็นคนที่น่าจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อตำรวจในการสอบสวนคดีนี้

          ส่วน มือป้ายยาพิษที่ตำรวจเชื่อว่า เป็นผู้หญิง 2 คน ที่นำผ้าชุบสารเคมีบางอย่างไปปิดที่ใบหน้าของ คิม จ็อง-นัม ในบริเวณห้องรับรองผู้โดยสารของท่าอากาศยานในกรุงกัวลาลัมเปอร์ คือ สิตี ไอส์ยาห์ สาวชาวอินโดนีเซีย วัย 26 ปี กับ ดวน ธิ ฮวง หญิงชาวเวียดนาม         

 

 

          โดยเวลานั้นรายงานข่าวระบุว่า แม่ของผู้ต้องสงสัยชาวอินโดนีเซีย 1 ใน 4 คน ที่ถูกจับกุมตัว ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ลูกสาวของเธอถูกล่อลวงให้เชื่อว่า กำลังอยู่ในส่วนหนึ่งของรายการโทรทัศน์

          ที่สุด ช่วง วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561  ทนายความของสองสาวได้ว่าความชี้แจงว่า ลูกความของตนนั้น ถูกสายลับจากเกาหลีเหนือว่าจ้างทำงานดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นการบันทึกรายการโทรทัศน์ และเข้าใจว่าสารที่ใช้ป้ายหน้าเหยื่อก็เป็นเพียงโลชั่นทาผิวเด็ก โดยเธอได้เคยร่วมในรายการแกล้งคนมาแล้วหลายครั้ง ที่สนามบิน โรงแรมและห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในมาเลเซีย

 

 

          ทนายความ เผยว่า ไอส์ยาห์ และดวน ธิ ฮวง ได้รับค่าจ้าง 4,000 ริงกิต หรือราว 34,000 บาท ให้เดินทางไปถ่ายทำรายการโทรทัศน์ที่เกาะมาเก๊า แต่กำหนดการเดินทางไปมาเก๊าถูกยกเลิกทันทีหลังจากคิมจองนัม เสียชีวิต จากนั้นผู้จ้างวานพวกเธอซึ่งเป็นชาวเกาหลีเหนือ ก็พากันหลบหนีออกนอกประเทศมาเลเซีย
คำให้การดังกล่าว สอดคล้องกับหลักฐานที่ตำรวจมาเลเซีย เผยว่า ไอส์ยาห์ เคยมีการส่งข้อความทางมือถือไปถึงเพื่อนคนหนึ่ง บอกว่าเธอกำลังไปมาเก๊าเพื่อถ่ายรายการทีวี อย่างไรก็ดีทางการเกาหลีเหนือได้ปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสังหาร คิมจองนัม แต่อย่างใด

 

 

          ทั้งนี้หาก ไอส์ยาห์ และดวน ธิ ฮวง ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาฆาตกรรม อาจได้รับโทษหนักถึงขั้นแขวนคอประหารชีวิต          

          สรุปว่าเรายังคงต้องติดตามข่าวกันต่อไปว่า ทางการมาเลย์จะสามารถไขคดีนี้ได้สำเร็จหรือไม่

///////////////////

ขอบคุณข้อมูลจากวิกิพีดีย

Shares :
เปิดอ่าน 330 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ