4 ธ.ค.2535 สิ้น "แม่ชู" ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

จนเมื่อมาเรียนนาฏศิลป์ ก็ยังแก่นเซี้ยวเป็นแม่ปูเปรี้ยว แต่พอถึงวันที่ได้เล่นละครออกโรงครั้งแรก ก็ตื่นเต้นจนรีบตื่นมาแต่งตัว ตั้งแต่หัววัน!!

          เรื่องราวเกิดแก่เจ็บตายเป็นของธรรมดา แต่การจากไปของ ชูศรี มีสมมนต์ ดาวตลกหญิงคนไทยที่ใครๆ ชื่นชอบไปเมื่อวันนี้ของ 26 ปีก่อน หลายคนยังบ่นคิดถึงและเสียดายเธอกันอยู่เป็นอันมาก

          เพราะเธอนับเป็นอีกนักแสดงเจ้าบทบาทและมีความรับผิดชอบ มีสปิริตของมืออาชีพอย่างแท้จริง

          วันนี้ในอดีต จึงขอรำลึกถึงเธอด้วยประวัติและผลงานดังนี้

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

          ชูศรี มีสมมนต์ มีข้อมูลเล่าว่า เธอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนนาฏศิลป์ จากนั้นก็มาเรียนต่อชั้น ม. 6 ที่โรงเรียนขัตติยานีผดุง

          โดยระหว่างที่เรียนทางบ้านต้องการให้ชูศรีเรียนต่อในวิชาชีพพยาบาล แต่เจ้าตัวกลับมีความสนใจในการเป็นนักแสดง พูดง่ายๆ ว่าใจร่ำร้องอยากจะยึดอาชีพในแสงสี หรือที่หลายคนเรียกว่า “เต้นกินรำกิน”

          แน่นอนส่วนหนึ่งเพราะเธอเรียนมาทางนาฏศิลป์ จึงชื่นชอบและมีความถนัดในการแสดงอยู่มากมาย จนกระทั่ง ตัดสินใจที่จะทำตามความฝัน ปฎิเสธคำขอของทางบ้าน

          มีข้อมูลเล่าว่า ช่วงนั้น อาจารย์ลัดดา สารตายนต์ แห่งโรงเรียนนาฏศิลป์ สมัยนั้น ได้ตั้งคณะละครชายจริงหญิงแท้ขึ้น และเปิดการแสดงที่โรงละครแห่งชาติ

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

อาจารย์ลัดดา สารตายนต์

 

          ประเดิมด้วยเรื่อง “ผกาวลี” โดยมี “อุโฆษ จันทร์เรือง” เป็นพระเอก โดยฝ่ายของ “ชูศรี มีสมมนต์” ก็ได้มีโอกาสแสดงร่วมในละครเรื่องนี้ด้วย หากว่ากันว่า อาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาการตลกก็คือ “อบ บุญติค”

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

อบ บุญติค

 

          สำหรับบทบาทของชูศรีหนีไม่พ้นบทตลก ด้วยบุคลิกของเธออยู่แล้ว โดยในละครเรื่องนี้เธอรับบทเป็นเพื่อนนางเอก และยังมีการได้ร้องเพลงสลับหน้าเวทีอีกด้วย

          ต่อมา อาจารย์ลัดดา ก็ใช้ชื่อคณะละครตนเองว่า “ผกาวลี” ซึ่งตอกย้ำว่า ผลการแสดงเรื่องแรกนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี และนั่นยังแปลว่า ชีวิตในเส้นทางการแสดงของชูศรีได้เปิดฉากขึ้นแล้ว

          ที่สุด ชูศรีใช้ชีวิตในเส้นทางแห่งความฝันที่เธอรัก เป็นศิลปินอิสระรับงานมากมายกับคณะละครหลายคณะ เช่น คณะเทพศิลป์การละคร คณะศิวารมณ์, คณะอัศวินการละคร, คณะวิจิตรเกษม, คณะชื่นชุมนุมศิลปิน, และคณะลูกไทย เป็นต้น

          หากละครที่สร้างชื่อเสียงให้กับชูศรีมากที่สุดก็คือเรื่อง “ขุนเหล็ก” ซึ่งเธอแสดงคู่กับ “ดอกดิน กัญญามาลย์”

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

ดอกดิน กัญญามาลย์ 

 

          ทั้งนี้ ชูศรีตเล่นละครเวทีตั้งแต่ปี พ.ศ.2484 มาจนถึงปี 2497 จากนั้นวงการละครเวทีก็ซบเซาลง โดยว่ากันว่า ครั้งสุดท้ายก่อนปิดฉากละครเวทียุคนั้น ส.อาสนจินดาได้รวบรวมนักแสดงทั้งหมดที่เกิดในวงการละครรวมทั้งชูศรี เล่นละครเรื่อง “อภัยทศพเนจร” แสดงที่โรงภาพยนตร์ศรีอยุธยา

          แต่ในที่สุดหลังจากนั้น ทุกคนก็แตกกระจายแยกย้ายกันไปตามทางของตน โดยชูศรีได้ไปสมัครร้องเพลงสลับหน้าม่านกับ “พยงค์ มุกดา” และ “เชาว์ แคล่วคล่อง” โดยเพลง "อัดซีบาบา คือเพลงแรกของชูศรีที่ร้อง 

          เส้นทางมืออาชีพ ไม่มีดับง่ายๆ ที่สุด ชูศรีได้ก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ โดยผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของชูศรีคือเรื่อง “ยอดรักคนยาก” ของ ส.อาสนจินดา

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

ภาพจาก http://th.thaibunterng.wikia.com/

 

          ขณะที่ตนเองยังเคยมีผลงานการสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกกับเขาเหมือนกัน นั่นก็คือเรื่อง "แม่ค้าหาบเร่" นำแสดงโดย “เติม โมรากุล” กับ “กรองจิต เตมีย์ศิลปิน” โดยเข้าฉายที่เฉลิมกรุง ได้กำไรมา 1 หมื่นบาท

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

https://vignette.wikia.nocookie.net

 

          จากนั้นเธอได้ทิ้งช่วงไปพักนึง ก็กลับมาอีกครั้งในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ในฝูงหงส์” แต่เรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ชูศรีเลยต้องหันมาเล่นหนังอย่างเดียวอยู่นานหลายปี

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

http://sampanchanpa.blogspot.com/2013/01/blog-post_6047.html

 

          ที่สุดไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นมาสร้างหนังอีกเรื่องคือ “สามเกลอเจอล่องหน” โดยครั้งนี้ ได้ดาราแม่เหล็กระดับ “มิตร-เพชรา” มารับบทนำ แต่ก็น่าแปลกใจเพราะเรื่องนี้ก็เจ๊ง!

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

http://164.115.22.43/library/mylib/bookdetail.php?book_id=5741

 

          แน่นอนผลจากหนังทั้งสองเรื่องไม่ประสบควมสำเร็จ ทำให้ชูศรีมีหนี้สินมากมาย แถมยังมีปัยหาชีวิตคู่ตามมาติดๆ คือ "เชิด โรจนประดิษฐ์" บุคคลในวงการละครวิทยุและภาพยนตร์ ผู้เป็นสามีที่เธอพบรักตั้งแต่อายุ 17 ได้มาหย่าร้างกันไป

          ชูศรีเลยต้องก้มหน้าดำเนินชีวิตต่อไปที่เหลือ โดยรับเป็นนักแสดงมาตลอดจนปี 2524 ชูศรีได้ล้มป่วย ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ

          และแล้ววันที่ 4 ธันวาคม 2535 แม่ชูได้เสียชวิตลงอย่างสงบด้วยอาการหัวใจล้มเหลวในวัย 63 ปี

          อนึ่ง มีเรื่องเล่าขำๆ เกี่ยวกับแม่ชูที่ว่ากันว่า แม่ชูเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ตนนั้นเกิดภาคอีสาน แต่พอมาอยู่กรุงเทพ ก็พูดได้แต่ภาษาอีสาน จึงทำใไห้ไม่กล้าไปซื้อข้าวกิน เพราะคุยกับเขาไมรู้เรื่อง

          จนเมื่อมาเรียนนาฏศิลป์ ก็ยังแก่นเซี้ยวเป็นแม่ปูเปรี้ยว แต่พอถึงวันที่ได้เล่นละครออกโรงครั้งแรก ก็ตื่นเต้นจนรีบตื่นมาแต่งตัว ตั้งแต่หัววัน แต่กว่าจะได้ออกโรงก็ดึกแล้ว (ฮา) แถมยังรำอยู่บนสุดคนดูแทบมองไม่เห็น  (ฮา)

       อย่างไรก็ดี ต้องนับว่าชูศรี มีสมมนต์นับเป็นดาราตลกชั้นครู ที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น รำ เล่นละคร ได้หมด ชนิดที่หาไม่ได้ฝ่ายๆ ในยุคสมัยนี้ โดยเธอเป็นดาราตลกหญิงอาวุโส ที่มีชื่อเสียงรุ่นเดียวกับ ล้อต๊อก, ดอกดิน กัญญามาลย์, สมพงษ์ พงษ์มิตร, ท้วม ทรนง, พูนสวัสดิ์ ธีมากร, มาลี เวชประเสริฐ, สุลาลีวัลย์ สุวรรณทัต และ จุรี โอศิริ

 

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

"ชูศรี ล้อต๊อก" ตลกคู่ขวัญในตำนาน

4 ธ.ค.2535  สิ้น "แม่ชู"  ดาวตลกขวัญใจชาวไทย

ชูศรี มีสมมนต์ และ เกศริน ปัทมวรรณ จาก กัลปังหา (2505) 

        ผลงานเด่นของแม่ชู เช่น "ช้อย" ใน สี่แผ่นดิน (2505), รายการทีวีชูศรีโชว์, โฆษณาแฟลตปลาทอง, อาหมวย ใน เงินเงินเงิน (2508), กิ่งแก้ว ใน ดาวพระศุกร์ (2509), สายคำ ใน แหวนทองเหลือง (2516), แม่พิณ ใน เคหาสน์สีแดง (2523), มาลี ใน เงินปากผี (2524), ทองจันทร์ ใน อาญารัก (2526), ยายจันทร์ ใน เจ้าจอม (2535)

         ขอรำลึกถึงดาวอีกดวงของวงการบันเทิงไทยมา ณ ที่นี้!!

 

////////////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

วิกิพีเดีย

http://164.115.22.43/library/mylib/bookdetail.php?book_id=5741

http://sampanchanpa.blogspot.com/2013/01/blog-post_6047.html

 


เปิดอ่าน