6 ก.ย.2542 "ห้างทอง" ดับปริศนา ศพสุดท้ายสงครามเลือด

ถามว่าเหตุใดการตายของเขาจึงเป็นปริศนา เพราะในเมื่อเจ้ายมทูตความตายอยู่ในมือของเขา ซึ่งคนทั่วไปจะมองว่ามันคือการฆ่าตัวตาย ชัดๆ!

          อีกคดีหนึ่งที่ นับเป็นสุดยอดมหากาพย์ที่คนไทยติดตามมากที่สุด และยาวนานที่สุด แลงคงปริศนาลึกลับมากที่สุดคดีหนึ่ง ก็คือปริศนาการตายของ “ห้างทอง ธรรมวัฒนะ” อดีต ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชากรไทย

          หรือหนึ่งในทายาทหมื่นล้าน “ตระกูลธรรมวัฒนะ” ที่โด่งดังคับฟ้าเมืองไทย

          และวันนี้เมื่อ 19  ปีก่อน ตรงกับ วันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2542 เวลา 03.35 น.คือวันที่เขาจบชีวิตลงอย่างเป็นปริศนา จากการถูกอาวุธปืนยิงที่ศีรษะในบ้านพักของตนเอง บนเก้าอี้สีเขียวตัวโปรด ขณะมีอายุ 50 ปี

6 ก.ย.2542  "ห้างทอง" ดับปริศนา  ศพสุดท้ายสงครามเลือด 6 ก.ย.2542  "ห้างทอง" ดับปริศนา  ศพสุดท้ายสงครามเลือด

ภาพจากผู้จัดการออนไลน์

          ถามว่าเหตุใดการตายของเขาจึงเป็นปริศนา เพราะในเมื่อเจ้ายมทูตความตายอยู่ในมือของเขา ซึ่งคนทั่วไปจะมองว่ามันคือการฆ่าตัวตาย เพราะสภาพแรกที่พบศพ “ห้างทอง” อยู่บนเก้าอี้ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน ศีรษะแหงนไปด้านหลังพิงพนักเก้าอี้ ศีรษะมีรอยกระสุน อาวุธปืนรีวอลเวอร์ .38 ตกอยู่ที่หน้าตัก แขนตกห้อยอยู่ข้างตัว

          หากแต่เรื่องราวกลับซับซ้อนมากกว่านั้น

          ทั้งนี้ ตามข่าวระบุว่า ห้างทองได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้ โดยข้อความในจดหมายระบายความอึดอัด เพราะความแตกแยกแบ่งฝ่ายในหมู่พี่น้องที่มีปัญหาตกลงกันไม่ได้ เรื่องพินัยกรรมกองมรดก หลังการเสียชีวิตของ นางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ ผู้เป็นแม่

          แต่นอกจากประเด็นการฆ่าตัวตายแล้ว เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจ โดยยังตั้งแนวทางการสืบสวนไว้ที่การถูกฆาตกรรมด้วย 

          เพราะเวลาก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นภายในบ้านตระกูลธรรมวัฒนะ ห้างทองอยู่กับ นพดล ธรรมวัฒนะ น้องชายของเขาเอง ซึ่งภายหลังได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า เป็นคนลงมือฆ่าพี่ชายของตนเอง ในคืนนั้นเอง หากแต่เจ้าตัวปฏิเสธยืนยันความบริสุทธิ์มาตลอด

          แต่ดูเหมือนว่าสังคมส่วนใหญ่จะไม่คิดเช่นนั้น เพราะตามข่าวระบุว่า น้องชายผู้นี้เคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ตายมาก่อนในเรื่องการจัดการมรดก และผลประโยชน์ของตระกูล

          อย่างไรก็ดี การต่อสู้ทางคดีดำเนินมานับสิบปี ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2553 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนพดล เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

6 ก.ย.2542  "ห้างทอง" ดับปริศนา  ศพสุดท้ายสงครามเลือด

ภาพจาก http://oknation.nationtv.tv/blog/home/blog_data/566/5566/images/00000000003222.jpg

          แต่ที่ผ่านก็ต้องยอมรับว่า การเสียชีวิตของ ห้างทอง ธรรมวัฒนะ นำไปสู่การฟ้องร้องกันเองระหว่างญาติพี่น้องของเขาจำนวนกว่า 48 คดี

          เป็นภาพความขัดแย้งของครอบครัวมหาเศรษฐี ที่สังคมไทยยอมรับว่า น่าสลดใจยิ่ง

          ที่สำคัญ ห้างทอง ธรรมวัฒนะ ไม่ใช่ศพแรกของบ้านนี้ เรื่องราวจึงได้ลึกลับซับซ้อน มากเข้าไปอีก จนหลายคนอดขนลุกขนชันกับสงครามเลือดที่เกิดขึ้นกับคนบ้านนี้ไม่ได้

          กล่าวคือ บ้านนี้เคยมีถึง 5 ศพที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น อาคม ฉัตรชัยยันต์ ผู้เป็นพ่อ, เทอดชัย บุตรชายคนโต, กุสุมา บุตรสาวคนที่ 3, นัยนา บุตรสาวคนที่ 8 รวมกระทั่งถึงการที่ สุวพีร์ ผู้เป็นแม่ถูกลอบยิง การเสียชีวิตและการถูกวางระเบิดของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 

          เมื่อหลายคนเห็นรูปรอยเช่นนี้ ก็คิดตรงกันว่า ขอให้ห้างทองเป็นศพสุดท้าย

          เนชั่นทีวี เคยนำเสนอถึงเส้นทางสีเลือดนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดนเริ่มต้นกล่าวถึง “สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ” มารดาของพี่น้องธรรมวัฒนะ ว่าจากมรดกกองโต ที่เกิดขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ

          ที่พลิกตนเองจากแม่ค้าพายเรือขายผักอยู่ตามริมคลองแถบลาดกระบังตั้งแต่ยังสาว จนกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจตลาดยิ่งเจริญ และทรัพย์สินมูลค่านับหมื่นล้านบาท

6 ก.ย.2542  "ห้างทอง" ดับปริศนา  ศพสุดท้ายสงครามเลือด

ภาพนางสุวพีร์จาก https://www.kaidee.com/product-337750480

          ต่อมาสุวพีร์แต่งงาน โดยไม่ได้มีบันทึกไว้ว่าสามีคนแรกคือใคร (หากแต่บางแหล่งระบุว่า ชื่อ “อากง” และหายสาบสูญไป) แต่พวกเขามีบุตรชายด้วยกัน 1 คนคือ “เทอดชัย” หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “ผู้ใหญ่แดง”

          อย่างไรก็ดี ภายหลัง สุวพีร์ได้แยกทางกับสามีคนแรก แล้วมาพบรักกับ “อาคม ฉัตรชัยยันต์”

          ทั้งคู่ครองรักกันยาวนานจน มีบุตรด้วยกันถึง 9 คน พร้อมกับที่ธุรดิจของบ้านเจริญขึ้นทุกขณะ สมกับชื่อตลาดยิ่งเจริญของเธอ

          บุตรของสุวพีร์ และ อาคม เรียงลำดับดังนี้คือ ห้างทอง, กุสุมา, นพดล, มัลลิกา, คนึงนิตย์, นฤมล, นัยนา, ปริญญา และนงนุช

          แต่แล้วในเส้นทางธุรกิจจนทำให้บ้านนี้รวยระดับหมื่นล้าน โดยในส่วนของตลาดสดยิ่งเจริญเปิดทำการวันแรกในวันที่ 11 สิงหาคม 2498 หลังจากนั้นเรื่องเลวร้ายก็ทยอยเกิดขึ้นกับชีวิตของคนในบ้าน         

          ศพแรกของ ตระกูลธรรมวัฒนะ ก็คือ “อาคม ฉัตรชัยยันต์” บิดาของลูกๆ ทั้ง 9 คน เขาถูกลอบยิงเสียชีวิตในปี 2509 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า เป็นการขัดผลประโยชน์กิจการโรงฆ่าสัตว์

          ต่อมาปี 2522 ขณะที่นางสุวพีร์เดินทางกลับมาจากศาล เธอถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัสจนกลายเป็นอัมพาต ต้องนั่งรถเข็นและไปรักษาตัวอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

          เวลานั้นเธอมอบหมายให้ “กุสุมา” บุตรคนที่ 3 ดูแลผลประโยชน์ของตระกูลทั้งหมด โดยขณะที่เหตุการณ์ลอบยิ่งยังไม่คลี่คลาย ปรากฏว่าผ่านไปเพียง 3 ปี เช้าวันที่ 30 กันยายน 2525 กุสุมาถูกลอบยิงเข้าที่ศีรษะในระยะเผาขนระหว่างที่เดินตรวจตลาดยิ่งเจริญ กลายเป็นศพที่ 2 

          ครั้งนี้ ตำรวจสามารถจับมือปืนได้ ซึ่งผู้สังหารได้ซัดทอดว่า “บวร ธรรมวัฒนะ” ผู้เป็นอาและหลานสาวอีก 2 คนเป็นผู้บงการฆ่า เพราะต้องการฮุบมรดก แต่ภายหลังศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง

          ต่อมาเดือนมี.ค. 2526 สุวพีร์ตัดสินใจเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และลงมือดูแลกิจการด้วยตนเองอีกครั้ง

          ช่วงหลังจากนั้นราวปี 2531 สุวพีร์ก็ก็ถึงกับล้มป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้เพียงแค่ 6-8 เดือนเท่านั้น

          แน่นอนเธอจึงได้จัดการทำพินัยกรรมเอาไว้ แต่ปรากฏว่าช่วงนั้น “นัยนา” บุตรคนที่ 8 ได้แอบหนีไปแต่งงานกับ พ.ต.ต.สมาน ตามประกอบ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งว่ากันว่า เป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลธรรมวัฒนะ เรื่องนี้จึงทำให้นางสุวพีร์ตัดนางนัยนา ออกจากกองมรดก

          ในที่สุดสุวพีร์ก็เสียชีวิตลงในวันที่ 22 เมษายน 2533 ข่าวระบุว่า ขณะเสียชีวิตเธอได้พยายามใช้ปากกาเขียนตัวหนังสือใส่กระดาษให้ลูกๆ ไว้ว่า “รักสามัคคี” ก่อนที่จะสิ้นใจ

          จนภายหลัง ได้มีการเปิดพินัยกรรม ก็พบว่าผู้เป็นแม่ ได้แบ่งสมบัติให้ลูกทุกคน ไม่เว้นแม้แต่นัยนาที่ถูกตัดขาดออกจากกองมรดกไปแล้ว

          อย่างไรก็ดี ช่างน่าแปลกที่ในเมื่อบุตรทุกคนได้รับส่วนแบ่งมรดก แต่เรื่องร้ายก็ยังไม่จบ เพราะภายหลัง วันที่ 6 พฤษภาคม 2533 นัยนาเสียชีวิตอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี และคราวนี้นับเป็นศพที่ 3!

          สำหรับสภาพของศพของนัยนานั้น มือของเธอถูกล็อกด้วยกุญแจมือทั้งสองข้าง ฆาตกรลงมือฟันและยิงอย่างทารุณ ก่อนนำศพยัดใส่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปทิ้งไว้ที่จ.กาญจนบุรี

          คดีของนัยนาก็ไม่ได้รับการคลี่คลายเช่นกัน เพราะระหว่างนั้น ตำรวจกลุ่มที่ต้องสงสัยว่าร่วมขบวนการสังหารโหด 2 นาย ได้ถูกฆ่าตาย ตัดตอนอย่างเหี้ยมโหดไปเสียก่อน

          เหยื่ออาถรรพ์รายที่ 4 ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น เทอดชัย ธรรมวัฒนะ หรือ ผู้ใหญ่แดง (พี่ชายคนละพ่อ) โดยเมื่อนัยนาเสียชีวิต ผู้ใหญ่แดงก็พาทายาททุกคนเปิดแถลงข่าวเคลียร์ความบริสุทธิ์ที่โรงแรมแชงกรี-ล่า พร้อมกับโยงปมประเด็นว่า คนใกล้ชิดนัยนาเองที่รู้เห็นเบื้องหลังการฆาตกรรม

          แต่แล้วผ่านไปเพียงปีเศษ 25 สิงหาคม 2534 ขณะที่ผู้ใหญ่แดงลงจากเครื่องบิน หลังเดินทางไปซื้อขายที่ดินที่ จ.หนองคาย เขาได้ได้ถูกกลุ่มคยในเครื่องแบบกากี 2 คน และพลเรือน อีก 1 คน พาขึ้นรถตู้และสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

          ทั้งนี้ ในระหว่างที่ทุกคนคาดการร์กันว่าผู้ใหญ่คงไม่รอดแน่แล้ว ปรากฏว่า 2 ในผู้ร่วมอุ้มผู้ใหญ่แดงก็ถูกฆ่าปิดปาก โดยคนหนึ่งถูกฆ่าเพราะนำเช็คเงินสดของผู้ใหญ่แดงไปขึ้นเงิน และอีกคนถูกรถพ่วง 18 ล้อ ขับเบียดตกถนนเสียชีวิต

          ผ่านมาจนปี 2540 อยู่ๆ เรื่องร้ายก็ตามไปเล่นงาน พ.ต.ท.สมาน ตามประกอบ อดีตเขยของตระกูลธรรมวัฒนะ สามีของนางนัยนา โดยเขาถูกคนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ที่ จ.นครราชสีมา แต่รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด

          แต่เรื่องราวร้ายๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นความตายและคาวเลือดยังไม่จบ ถัดจากนั้นมาอีก 2 ปี ก็ถึงคิวพี่ชายคนรองของบ้าน (นับผู้ใหญ่แดงเป็นคนโต) หรือ ห้างทอง ธรรมวัฒนะ

          อย่างที่รู้กันว่า ปริศนาการตายพุ่งเป้าตรงไปที่ทรัพย์สมบัติกองโต และความขัดแย้งของพี่น้องตามที่เคยเกิดขึ้น

          ที่สุดการขัดแย้งในครั้งนี้ ทำให้พี่น้องธรรมวัฒนะแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายของ นพดล ธรรมวัฒนะ กับ นางมัลลิการ์ หลีระพันธ์ อีกฝ่าย คือ น.ส.คนึงนิตย์ ธรรมวัฒนะ, นางณฤมล มังกรพานิชย์ และ นายปริญญา ธรรมวัฒนะ

         และยังมีความซับซ้อนในการไขคดีอีกมากมายหลายเรื่อง เป็นมหากาพย์ที่เล่ายังไงก็ไม่จบ!

6 ก.ย.2542  "ห้างทอง" ดับปริศนา  ศพสุดท้ายสงครามเลือด

         แต่ในระหว่างพี่น้อง ที่สุดช่วงปี 2557 พวกเขาตัดสินใจยุติความขัดแย้ง ยอมยุติคดีทั้งหมดที่มีการฟ้องกันระหว่างพี่น้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญารวมทั้งสิ้่น 48 คดี

          เป็นอันปิดฉากรอยร้าวระหว่างพี่น้องตระกูลธรรมวัฒนะ

          ขณะที่หลังจากนั้นคนในบ้านนี้ก็ไม่ต้องเจอกับเรื่องร้ายๆ เกี่ยวกับการถูกฆ่าตายของใครอีก

          ส่วนที่เหลือจากนั้น ยังมีเรื่องราวทางคดีมาสู่รุ่นหลาน หรือ บุตรชายของห้างทอง ซึ่งจักนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป