13 ก.ค.2497 หน้าสุดท้ายของ อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

ฟรีดาเขียนข้อความว่า 'Viva La Vida' หรือ 'ชีวิตจงเจริญ' ลงไปบนภาพวาดแตงโมสีแดงสด ซึ่งเป็นผลไม้ของคนตาย ตามความเชื่อของชาวเม็กซิกัน!

          คนที่ชื่นชอบและติดตามงานศิลปะของศิลปินประเภทเซอร์เรียลลิสม์ หรือเหนือจริง ตลอดจนผู้ที่สนใจในข่าวสารทางการเมืองต่างประเทศ จะรู้จักศิลปินหญิงท่านนี้เป็นอย่างดี

          เพราะเธอเป็นแบบฉบับของศิลปินผู้มีอารมณ์อ่อนไหว รุนแรง สุดโต่ง และมีผลงานเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง ลึกล้ำ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

          มากไปกว่านั้น ชีวิตของเธอ ก็เต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่าเคล้าน้ำตาอย่างชนิดที่ใครสักคนหนึ่งจะพบเจอได้ทั้งชีวิต และวันนี้เมื่อ 64 ปีก่อน คือวันที่จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

          เธอคือ ฟรีดา คาห์โล จิตรกรชาวเม็กซิโกแนวผสมแบบเหมือนจริง สัญลักษณนิยม และเหนือจริง ผู้เป็นภรรยาของจิตรกรชาวเม็กซิกัน ดิเอโก ริเวรา

          คนทั่วไปอาจมองเธอเป็นผู้หญิงแปลก กับลักษณะเด่นภายนอก อันเป็นที่สังเกตได้ชัด จากไรหนวดและขนคิ้วดกชนกัน ทั้งยังชอบแต่งกายด้วยชุดฟูฟ่องแบบชุดเม็กซิกัน และประวัติของเธอต่อไปนี้ อาจทำให้ผู้อ่านถึงกับอ้าปากค้าง

          ฟรีดา คาห์โล มีชื่อจริง ยากจะจำว่า “แมกดาเลนา การ์เม็น ฟรีดา กาห์โล อี กาลเดรอน”

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

          เธอเกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.. 2450 ที่เมืองโคยัวกัน อันเป็นมืองเล็กๆ ชานเม็กซิโกซิตี บิดามีเชื้อสายเยอรมันฮังกาเรียน ชื่อ "กิเยร์โม กาห์โล" และอพยพจากประเทศเยอรมนี มารดาคือ "มาติลเด กาลเดรอน อี กอนซาเลส" ผู้สืบเชื้อสายชาวสเปนกับชาวอเมอริเดียน ภายหลังภรรยาคนแรกเสียชีวิตเพราะการคลอดบุตร

          ไม่มีอธิบายว่าทำไมครอบครัวของฟรีดาถึงไม่ได้สุขสันต์เฉกเช่นครอบครัวทั่วไป แต่ชีวิตของฟรีดากลับเต็มไปด้วยคำตอบว่า ทำไมเธอถึงเต็มไปด้วยความทุกข์และความกดดันของชีวิต

          และต่อไปนี้คือ อนุทินชีวิตอันปวดร้าวของศิลปินหญิงผู้นี้

6 ขวบ

          อยู่ๆ ฟรีดา ก็เกิดป่วยเป็นโรคโปลิโอ ส่งผลให้ขาซ้ายลีบเล็กกว่าขาขวา ซึ่งด้วยใจที่แข็งแกร่ง เธอสามารถพิชิตความพิการได้ในที่สุด

15 ปี

          ต่อมาช่วงวัยรุ่น ราวปี พ.. 2465 ฟรีดาได้เข้าเรียนในโรงเรียนชั้นมัธยมปลาย และเป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษาสตรี 35 คน ช่วงนั้นเองฟรีดาได้มีประสบการณ์พบเห็นการจลาจลบนท้องถนนของการปฏิวัติเม็กซิกัน เหตุการณ์นี้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของฟรีดาในแง่การเมือง

18 ปี

          ในวัยแรกสาว ราวปี พ.. 2468 โชคร้ายรถรางชนกับรถประจำทางที่ฟรีดานั่ง เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเฉพาะที่กระดูกเชิงกราน และมดลูก เป็นสาเหตุให้ต่อมาตั้งครรภ์ด้วยความเสี่ยง และไม่สามารถมีลูกได้

          แต่ภายหลังจากการบาดเจ็บ แม้ว่าฟรีดากลับมาเดินได้อีก แต่จากการบาดเจ็บครั้งนั้น ได้ส่งผลระยะยาวที่เธออาการเจ็บปวดไปตลอดชีวิต ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลครั้งละนานๆ และต้องเข้ารับการผ่าตัด ถึง 35 ครั้ง!! ที่หลังและขาขวา

          ดังนั้นพ่อของเธอเมื่อเห็นว่า บุตรสาวต้องใช้เวลาอยู่บนเตียงนานขนาดนี้ เขาจึงสรรหาบรรดาอุปกรณ์วาดภาพมาให้เธอได้มีอะไรทำ เป็นการเยียวยาทางใจอย่างหนึ่ง

          แต่น่าเศร้าอีกเรื่องคือ ด้วยอาการป่วย ครอบครัวแฟนหนุ่มของฟรีดาในเวลานั้น พยายามกีดกันไม่ให้ทั้งคู่คบกันต่อไป โดยแฟนหนุ่มของเธอ คือ Alejandro Gómez Arias ผู้ซึ่งช่วยฟรีดาออกมาจากซากรถเมล์หลังเกิดอุบัติเหตุ แล้วเหล็กแหลมทิ่มแทงไปยังช่องท้องของฟรีดา

          แต่พ่อแม่ของฝ่ายชายกลับส่งบุตรชายไปยุโรป ซึ่งทำให้ทั้งคู่ไม่ได้เจอะเจอกันอีกเลยทั้งชีวิต!

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

 Self Portrait in a Velvet Dress, 1926

          สำหรับภาพ “Self Portrait in a Velvet Dress” ของฟรีด้า เธอวาดขึ้นเพื่อส่งไปให้คนรัก แต่ทุกอย่างก็ยังคงตีบตันไม่มีวันที่จะเดินหน้าต่อได้อีก

25 ปี

          แน่นอนที่สุดฟรีดาเข้าถึง และสนใจในงานศิลปะอย่างสุดติ่งจิตวิญญาณและหัวใจ เธอมีผลงานภาพเขียนที่ล้วนสะท้อนชีวิตอันขื่นขม ในรูปแบบที่ต้องบอกว่า “ตรงไปตรงมาจนน่าตกใจ”!!

          งานศิลปะของเธอไปเข้าตาหนุ่มใหญ่ ที่เป็นศิลปินเหมือนกัน เขาคือ ดิเอโก ริเวรา ที่ยังสนใจในตัวฟรีดา จนเกิดเป็นความรัก

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

          ทั้งคู่แต่งงานกันโดยมารดาของฝ่ายหญิงไม่เต็มใจนัก เพราะนอกจากขนาดร่างกายที่ไม่ได้สัดส่วนกันแล้ว โดยตามขนาดร่างกาย โดยเมื่อแรกแต่งงาน ฝ่ายชายเขาอายุ 42 ปี สูง 186 ซม. หนัก 136 กก. ส่วนฟรีดา อายุ 22ปี สูง 160 ซม. หนักเพียง 44.5 กก.

          ที่สำคัญคือ ดิเอโกขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้มากรัก ชนิดที่คำไทยเรียกว่า คลำดูไม่เจอหางได้หมด! ที่ทำให้ฟรีดาขาดผึงจนต้องขอหย่าคือการที่สามีแอบมีสัมพันธ์กับ “คริสติน่า” น้องสาวของเธอเอง

          แน่นอนเมื่อทั่งคู่ที่ต่างก็เปรียบเหมือนไฟมาเจอกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีแต่เผาผลาญทุกอย่างให้หมดสิ้น!

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

          และศิลปินอย่างฟรีดา จึงเลือกที่จะถ่ายทอดความทุกข์ทั้งหมดนั้นลงบนผืนผ้าใบ ทั้งการสมรสที่ล้มเหลว การหย่าร้าง การตั้งครรภ์ และการผ่าตัดต่างๆ

          โดยมีข้อมูลว่าในจำนวนภาพ 143 ภาพ มีถึง 55 ภาพ ที่เป็นภาพเหมือนของตัวเอง ที่สื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์ เกี่ยวกับความบอบช้ำร้าวรานของชีวิต โดยทุกภาพยังมีกลิ่นอายที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมพื้นถิ่นเม็กซิกัน ที่มีสีสันอันสดใส แตกต่างจากฉากชีวิตของเธอที่มืดหม่น

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

Henry Ford Hospital, 1932

 

          เธอเคยกล่าวว่า “ฉันวาดรูปตัวเองเพราะว่าฉันมักอยู่คนเดียวและเพราะว่าฉันรู้จักตัวเองดีที่สุด”

 

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

Frida and Diego Rivera, 1931

          โดยในช่วงที่อยู่ติดเตียง หากเธอจะวาดรูปตนเอง เธอจะให้คนติดกระจกไว้เพื่อส่องมองเวลาวาด

          แม้ว่างานของฟรีดาถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบเหนือจริง และออกแสดงกับพวกลัทธิเหนือจริงของยุโรป แต่ฟรีดาไม่นับตัวเองเป็นพวกลัทธิเหนือจริง งานที่มีท่วงทำนองส่วนใหญ่เกี่ยวกับสตรี ส่งให้ฟรีดากลายเป็นแม่แบบของนักสตรีนิยมในทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20

อายุ 33

          ฟรีดากลับมาใช้ชีวิตสมรสกับ ดิเอโกอีกครั้ง โดยแต่งงานกันใหม่ในปี 2483 แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ชีวิตสมรสก็ยังลุ่ม ๆดอน ๆ เช่นเดิม จนกระทั่งเธอเองก็เริ่มเบี่ยงเบน มีพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

          ว่ากันว่า ฟรีดาไม่คิดปกปิดดิเอโกว่าตนเป็นไบเซ็กชวล แต่ดิเอโกกลับยอมรับความสัมพันธ์กับหญิงอื่นของภรรยาไม่ได้

ชีวิตบั้นปลาย

          มีข้อมูลบอกว่า ฟรีดาและดิเอโกต่างเป็นผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ พวกเขาเป็นสหายของ “ลีออน ทรอตสกี” ผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากสหภาพโซเวียต ภายใต้การปกครองของ โจเซฟ สตาลิน

          แต่แรกนั้น ทรอตสกีอาศัยอยู่กับดิเอโก กระทั่งย้ายมาอยู่กับฟรีดา แถมทั้งสองยังลักลอบเป็นชู้กันอีกด้วย ทว่าต่อมาทรอตสกีย้ายไปอยู่บ้านอีกหลังกับภรรยาที่ Coyoacán และถูกลอบสังหารในที่สุด

          ภายหลังการตายของทรอตสกี ฟรีดาประณามเขาและหันมายกย่องสหภาพโซเวียตของสตาลิน ชื่นชอบนิยมเหมา เจ๋อตุง เรียก ประเทศจีน ว่า เป็น"ความหวังใหม่ของนักสังคมนิยม"

47 ปี อนุทินหน้าสุดท้าย

         อย่างที่รู้กันว่า สุขภาพของฟรีดาไม่ดีเลยนับแต่เกิดอุบัติเหตุในวัยสาว เธอจึงมักป่วยกระเสาะกระแสะในช่วงหลายปีหลัง จนเกิดกล้ามเนื้อตายที่ขา กระทั่งสิ้นลมเพราะโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด วันที่ 13 .... 2497 โดยไม่มีการชันสูตรศพ

          อย่างไรก็ดี หลายคนเชื่อว่าเธอตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยการกินยาเกินขนาด เพราะก่อนการตายไม่กี่วัน ฟรีดาเขียนอนุทินว่า

          "ฉันหวังว่าทางออกนั้นคงน่ายินดี ฉันหวังว่าคงไม่ต้องกลับมา"

          ขณะที่ ยังมีหลายคน ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ฟรีดาได้เขียนข้อความว่า ‘Viva La Vida’ หรือ ‘ชีวิตจงเจริญ’ ลงไปบนภาพวาดแตงโมสีแดงสด ซึ่งเป็นผลไม้ของคนตาย ตามความเชื่อของชาวเม็กซิกัน

13 ก.ค.2497  หน้าสุดท้ายของ  อนุทินชีวิต "ฟรีดา"

Viva La Vida, 1954

          โดยเธอวาดมันขณะที่ป่วยกล้ามเนื้อตายที่ขา น่าจะเป็นสัญญารณที่เธอบอกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว?

//////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

 

  


เปิดอ่าน