10 ก.ค.2560 อำมหิตฆ่ายกครัว 8 ศพกระบี่

เมื่อบังฟัตไม่เหลือสติอะไรอีกแล้ว นาทีที่ทุกอย่างขาดผึง! เขาจึงตัดสินใจลงมือฆ่าเหยื่อทุกคนในบ้านทันทีด้วย "ทูตมรณะ" ที่ค้นเจอมาจากในห้องของผู้ใหญ่บัตินั่นเอง!

          ข่าวคราวที่สะเทือนขวัญคนไทยข่าวหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันนี้ของปีที่แล้ว หรือตรงกับวันที่ 10 ..2560 หลายคนจะนึกถึงคดีนี้แน่นอน นั่นคือ คดีฆาตกรรมโหดยกครัว 8 ศพที่จ.กระบี่ โดยกลุ่มคนร้ายชุดลายพราง! หรือที่เรียกกันว่า “คดีบังฟัต”!!

10 ก.ค.2560  อำมหิตฆ่ายกครัว 8 ศพกระบี่      

นายซูริก์ฟัต หรือ บังฟัต หรือ โทริ บ้านนบวงศ์สกุล

        ใครเลยจะคาดคิดว่า ในคืนวันจันทร์ที่ทุกคนในบ้านของ "วรยุทธ สังหลัง" หรือ "ผู้ใหญ่บัติ" ที่บ้านเลขที่ 14/3 หมู่ 1 .บ้านกลางอ.อ่าวลึก จ.กระบี่ กำลังมีความสุขกันดีประสาคนในครอบครัว

          แต่แล้วจู่ๆ ก็มีกลุ่มคนในชุดคล้ายเจ้าหน้าที่ทหาร จำนวนหนึ่งบุกเข้ามาในบ้าน แล้วก่อเหตุสังหารหมู่ 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย สิ่งที่สุดแสนจะสะเทือนใจผู้คนคือ ในจำนวนนั้น มีเด็กๆ รวมอยู่ด้วย!!

           ผู้เสียชีวิต คือ วรยุทธ สังหลัง ผู้ใหญ่บ้าน อายุ 46 ปี (ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล), ดวงพร สังหลัง อายุ 35 ปี ภรรยา, ด.ญ.แพรไหมทอง อายุ 14 ปี ด.ญ.เพชรดาว อายุ 11 ปี ด.ญ.กิ่งเทียน อายุ 8 ขวบ ทั้งหมดเป็นลูกสาวของผู้ใหญ่บัติและดวงพร เสียชีวิตทั้งหมด รอดปาฏิหาริย์เพียงคนเดียว คือ ลูกชายคนเล็ก วัย 3 เดือน
          ส่วนครอบครัวของน้องสาวและน้องเขยทางภรรยาของผู้ใหญ่บัติ คือ สุริยา สังหลัง อายุ 38 ปี และ แอนนา บุตรเติบ อายุ 26 ปี เสียชีวิตทั้งคู่, ส่วนอีกครอบครัว เป็นเขยและน้องภรรยาเช่นกัน คือ สุทธิพงษ์ พริกดำ หรือ เอ็ม อายุ 29 ปี เสียชีวิต

          ส่วนผู้บาดเจ็บมี 3 ราย คือ 1.อัญชลี บุตรเติบ อายุ 30 ปี 2..ญ รัญชิดา พริกดำ อายุ 13 ปี และ 3..ญ รยิดาน์ พริกดำ อายุ 2 ขวบ (ภรรยาและลูกของ สุทธิพงษ์ พริกดำ) โดยผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่นั้นมีบาดแผลโดนยิงบริเวณศีรษะทั้งสิ้น!

         อย่างไรก็ดี ในที่สุดคงเพราะผู้ร้ายประเมินเจ้าหน้าที่ต่ำเกินไป เพราะจากการพยายามจัดฉากเสมือนหนึ่งว่า ผู้ใหญ่บ้าน หรือ วรยุทธ สังหลัง ฆ่าตัวตายหลังสังหารหมู่ครอบครัว แต่เอาเข้าจริงๆ เจ้าหน้าที่กลับสามารถเร่งคลี่คลายคดี จนรู้ตัวคนร้ายและจับกุมผู้ต้องหาได้ ภายในเวลาเพียง 5 วัน ดังรายชื่อต่อไปนี้

10 ก.ค.2560  อำมหิตฆ่ายกครัว 8 ศพกระบี่

10 ก.ค.2560  อำมหิตฆ่ายกครัว 8 ศพกระบี่

            1.นายซูริก์ฟัต หรือ บังฟัต หรือ โทริ บ้านนบวงศ์สกุล อายุ 41 ปี หัวหน้าแก๊ง 2.ประจักษ์ บุญทอย (จักร์) อายุ 36 ปี 3.ธนชัย จำนอง (โกบ) อายุ 41 ปี 4.อรุณ ทองคำ (กี) อายุ 29 ปี, 5.ธวัฒชัย บุญคง (ชัย) อายุ 37 ปี 6.อับดุลเลาะ ดอเลาะ (เลาะห์) อายุ 30 ปี 7.คมสรรค์ เวียงนนท์ (ม่อน) และ 8.ชลิดา สังขโชติ อายุ 41 ปี ภรรยาอีกคนของบังฟัต

         โดยได้ทำการสืบสวนสอบสวน และสอบปากคำจนได้ทราบว่า สาเหตุที่พวกเขาต้องกระทำการในครั้งนี้ สืบเนื่องจากความแค้นเรื่องปัญหาที่ดินนั่นเอง

         ย้อนรอยไปนาทีก่อนเกิดเหตุ ผู้ใหญ่บัติพาภรรยาและลูกสาววัย 3 เดือน ออกไปทำธุระข้างนอก มีเพียงเด็ก 3 คนอยู่เฝ้าบ้าน ตอนนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างยังปกติดีอยู่

          กระทั่งสี่โมงเย็น บังฟัต หรือ ซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์สกุล พาสมุนอีก 7 คน ขับรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และโตโยต้ายาริส มาที่บ้าน โดย 2 คนในทั้งหมดไม่ได้อยู่ในบ้านร่วมลงมือ

          เมื่อไม่เจอเป้าหมาย หรือ ตัวผู้ใหญ่บัติ คนร้ายจึงจับเด็ก 3 คน ไปขังไว้ในห้อง ก่อนที่อัญชลี บุตรเติบ และลูกสาว เครือญาติฝ่ายภรรยาจะเข้ามา จนต้องถูกจับแยกห้องขังไว้อีก 2 คน

          ระหว่างนั้น บังฟัตและสมุน ซึ่งนอกจากจะสวมชุดลายพรางทุกคนแล้ว พวกเขายังสวมหมวกคลุมหน้ากันหมดทุกคนอีกด้วย พวกเขาไม่รอช้าพยายามรื้อค้นทรัพย์สิน พร้อมกับถอดอุปกรณ์กล้องวงจรปิด และคอมพิวเตอร์ภายในบ้านออกเพื่อทำลายหลักฐาน

          ทุกอย่างภายในบ้านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเรียบกริบ ไม่มีใคร หรือเพื่อนบ้านวะแลกใกล้เคียงจะสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ แม้แต่ผู้ใหญ่บัติ ที่เพิ่งกลับมาถึงราวๆ เวลา 2 ทุ่ม ก็แทบจะไม่ได้เอะใจอะไรเลย

10 ก.ค.2560  อำมหิตฆ่ายกครัว 8 ศพกระบี่

          จนกระทั่งเขาเปิดประตูเดินเข้าบ้านไป นั่นเอง ยมทูตก็ปรากฏตัวจากด้านหลัง เขาถูกบังฟัตใช้ปืนจี้ เอาถุงผ้าคลุมหัว และจับตัวไปขังไว้ในห้องทันที โดยภรรยาและลูกถูกแยกขังต่างหาก

          ระหว่างถูกควบคุมตัว ผู้ใหญ่บัติถูกบังฟัตซ้อมเพื่อรีดเอาเงิน 4 แสนบาท แต่เหยื่ออ้างว่าไม่มี ทำให้บังฟัตโมโหจนหลุดพูดสำเนียงใต้ออกมา ผู้ใหญ่บัติจึงรู้ทันทีว่าชายคนนี้คือบังฟัต เพราะที่จริงแล้วทั้งคู่ก็รู้จักมักคุ้นกันดี ย่อมจำกันได้ไม่ยาก

          ขณะที่สื่อบางกระแสระบุว่า เมื่อผู้ใหญ่บัติมาถึงก็ให้ลูกน้องล็อกตัวเอาไปพูดคุย ขณะนั้นผู้ใหญ่บัติเอ่ยชื่อ “โทริ” ซึ่งเป็นฉายาของบังฟัต สมัยเป็นนักมวยใช้ชื่อ “โทริจรวดเล็ก ศักดิ์พรน้อย” ทำให้บังฟัตถอดหมวกไอ้โม่งออก เพราะรู้แล้วว่าผู้ใหญ่บัติจำเสียงได้จึงตัดสินใจฆ่าปิดปากทั้งหมด

          ที่สุดเมื่อเห็นว่า ผู้ใหญ่บัติจำเขาได้แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใดจะปิดบังใบหน้าต่อไป เช่นเดียวกับลูกน้องคนอื่นๆ ที่พยานก็ล้วนจำหน้าพวกเขาได้หมด

          แถมยังมีสุทธิพงษ์ พริกดำ สามีของ อัญชลี เหยื่อที่ถูกขังไว้ตั้งแต่ช่วงเย็น ได้เข้ามาที่เกิดเหตุ เพื่อตามภรรยาและลูกกลับบ้าน สุดท้ายเขาจึงถูกสมุนบังฟัตจับตัวไว้อีกคน และรอที่จะพิพากษาชีวิตของพวกเขาต่อไป

          เวลาผ่านไปจนเลยเที่ยงคืน หรือย่างเข้าวันที่ 11 .. คนร้ายยังไม่ละความพยายามที่จะรีดเงิน 4 แสนให้ได้ และก็ยังคงลงมือซ้อมผู้ใหญ่บัติอีกไม่หยุด ส่งผลให้ผู้ใหญ่บัติโกรธจัด จนถึงกับสถบออกมาว่า

          ถ้ากูรอดไปได้จะฆ่าล้างโคตรมึง!!!”

          แน่นอน คำพูดนี้ราวกับเป็นน้ำมันที่ราดลงไปในกองเพลิงในใจบังฟัต ไฟแห่งโมหะได้ลุกท่วม เพราะแท้จริงแล้ว สองคนนี้มีเรื่องราวบาดหมางกันมายาวนาน นับแต่มีปัญหาเรื่องที่ดิน

10 ก.ค.2560  อำมหิตฆ่ายกครัว 8 ศพกระบี่

          โดยเป็นที่ดินของพ่อตา ซึ่งผู้ใหญ่บัติบุตรเขยได้นำโฉนดไปจำนองไว้ที่บังฟัต แต่เมื่อผ่อนชำระหมดและไปขอโฉนดคืน ปรากฏว่า บังฟัตกลับนำที่ดินไปจำนองไว้ที่ธนาคาร ไม่สามารถนำโฉนดกลับมาคืนให้ได้ เมื่อถูกทวงถามหลายครั้งจึงเกิดความขัดแย้งกันถึงขั้นขู่เอาชีวิตกันมาหลายครั้งหลายหน

          บังฟัตจึงชิงเป็นผู้ลงมือก่อนตามที่เห็น!

          นอกจากนี้ จากการสอบสวน ยังทราบว่า บรรดาลูกจ้าง ลูกน้อง ที่รับจ้างงานนี้ รับทราบข้อมูลจากผู้ว่าจ้างหรือ “บังฟัต” แต่เพียงว่า “บังฟัตขอให้ช่วยงานทวงหนี้เงินกู้ 3 ล้านบาท โดยให้ค่าจ้างคนละ 1 พันบาท”

          และก่อนก่อเหตุให้ทุกคนเปลี่ยนชุดเป็นเครื่องแบบลายพรางเพื่ออำนวยความสะดวกเวลาเดินทางผ่านด่านตรวจ และสั่งให้ลูกน้องเรียกตัวเองว่า “ผู้พัน” ขณะที่ลูกน้องที่ก่อเหตุก็เรียกกันว่า “จ่า” และ “ผู้กอง”

          โดยเจ้าหน้าที่ยังระบุว่า เบื้องต้นบังฟัตตั้งใจจะฆ่าแค่ผู้ใหญ่บ้านกับเมียเท่านั้น เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านเป็นคู่ขัดแย้งที่เคยอาฆาตกันมาก่อน ขณะที่เมียมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดเจ้าปัญหา จึงสวมหมวกไอ้โม่งคลุมหน้าตาป้องกันไม่ให้คนในบ้านจำหน้าได้ (https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_892348)

          ที่สุด เมื่อบังฟัตไม่เหลือสติอะไรอีกแล้ว นาทีที่ทุกอย่างขาดผึง! เขาจึงตัดสินใจลงมือฆ่าเหยื่อทุกคนในบ้านทันทีด้วยทูตมรณะที่ค้นเจอมาจากในห้องของผู้ใหญ่บัตินั่นเอง!

          โดยวิธีการคือ ให้ให้ลูกน้องเอาผู้ใหญ่บัติไปขังไว้ในรถ พร้อมให้เซ็นใบโอนรถยาริส และให้โทรศัพท์ไปยืมเงินเพื่อนให้โอนเข้าบัญชี 5 แสนบาท อำพรางว่าเครียดเรื่องปัญหาหนี้สิน และยังยึดบัตรเอทีเอ็มของผู้ใหญ่บัติเพื่อเตรียมไปกดเงินด้วย

          ระหว่างนั้น บังฟัตก็จัดการสังหารทุกคนภายในบ้านไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง หรือเด็ก!!

          จนเมื่อลูกน้องคุมตัวผู้ใหญ่บัติเข้ามาในบ้าน ภาพที่เห็นคือ ภาพของคนในครอบครัวที่ถูกยิงทั้งหมด ผู้ใหญ่บัติจึงคลุ้มคลั่ง อาละวาด เข้ายื้อ กอดรัดฟัดเหวี่ยง กับบังฟัต จนปืนหล่น เสี้ยวนาทีนั้นเอง “อรุณ” หรือ “บังกี” ลูกน้องก็ใช้ปืนยิงใส่ผู้ใหญ่บัติจนเสียชีวิตทันที

          หลังจากนั้น คนร้ายจึงนำปืนกระบอกเดียวกันยัดใส่มือผู้ใหญ่บัติ เพื่อให้ดูเสมือนว่าผู้ใหญ่เป็นคนฆ่าล้างครัว เพราะเครียดเรื่องปัญหาหนี้สิน ก่อนพาสมุนขับรถหลบหนีไป โดยไม่รู้ว่ามีเหยื่อรอดตายอยู่ 3 คนคือ อัญชลีกับลูกสาว และเด็กวัย 3 เดือนของผู้ใหญ่บัติอีก 1 คนที่ผู้เป็นแม่ (ดวงพร สังหลัง) ใช้ผ้าห่มปิดคลุมและใช้ร่างบังไว้

          เช้าวันรุ่งขึ้นหลังได้รับแจ้งเหตุ ตำรวจท้องที่พร้อมด้วยตำรวจจากส่วนกลางอีกหลายหน่วยงานได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อเร่งคลี่คลายคดี ขณะที่อีก 2 วันต่อมา พล...จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้ลงมาบัญชาการด้วยตัวเอง

          โดยเริ่มแรก บังฟัต และพวก ได้หลบหนีพร้อมเอาฮาร์ดดิสก์จากกล้องวงจรปิด และรถยาริส ของผู้ใหญ่บัติ ไปเผาอำพรางที่ จ.พังงา นอกจากนี้ยังนำรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ไปซุกซ่อนไว้ที่เต็นท์เช่ารถแห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ ใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุ เพื่อป้องกันการถูกตรวจจับจากกล้องวงจรปิด

          จากนั้นทุกคนก็แยกกัน โดยรถโตโยต้า ยาริส สีขาว ที่ใช้ก่อเหตุเอาไปฝากที่บ้าน ไพศาล จำนอง น้องภรรยา ที่บ้านม่วงสองต้น ต.นาสาร อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช แล้วนั่งรถตู้โดยสารจาก บขส.นครศรีธรรมราช หลบหนีไปกบดานที่ จ.ภูเก็ต ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมได้ในที่สุด ทั้ง 8 คนในเวลาเพียง 5 วัน ก่อนสรุปสำนวนคดีส่งฟ้อง

           และที่สุดวันที่ 28 มี..2561 เวลา 09.00 . ศาลจังหวัดกระบี่นัดอ่านคำพิพากษา ประหารชีวิตบังฟัตและพวกรวม 6 คน โดย ธวัฒชัย บุญคง (ชัย) อายุ 37 ปี พิพากษาจำคุก 1 ปี 9 เดือน และ ชลิตา สังข์โชติ อายุ 41 ปี ตัดสินจำคุก 12 เดือน

           ทั้งนี้ ภายหลังศาลมีคำพิพากษา เกรียงศักดิ์ สารภี ทนายความของกลุ่มผู้ต้องหา กล่าวว่า หลังคำพิพากษาออกมาบังฟัตและกลุ่มผู้ต้องหาจะขอใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันเพื่อต่อสู้คดีต่อไป

/////