17 พ.ค.2518 ปฏิบัติการนักศึกษา เหยียบหน้านกอินทรี!!

ปฏิบัติการดังกล่าว ทางสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยสุดๆ นี่มาแบบไม่เห็นหัวกันเลยใช่มั้ย!!

                วันนี้ในอดีตยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาเล่าสู่กันฟัง คราวนี้เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สงคราม การชิงไหวชิงพริบ และศักดิ์ศรี

                นั่นคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของ 43 ปีก่อน กับการลุกขึ้นมาประท้วงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ของขบวนการนักศึกษาไทย เนื่องจากสาเหตุที่ ฝ่ายพญาอินทรีได้ปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อการเมืองยังภูมิภาคอินโดจีน และทำในสิ่งที่ราวกับตบหน้าคนไทยฉาดใหญ่!

              

            เล่าย้อนไปในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 12 พฤษภาคม ขณะที่เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอเมริกันชื่อ “เอสเอส มายาเกซ” (SS Mayaguez) แล่นตามปกติระหว่างฮ่องกงและไทย

17 พ.ค.2518  ปฏิบัติการนักศึกษา  เหยียบหน้านกอินทรี!!

เรือสินค้า SS Mayaguez บรรทุกอาหาร

                แต่ขณะที่เรือลำนี้แล่นมาทางชายฝั่งของประเทศกัมพูชา ซึ่งห่างจากชายฝั่ง 60 ไมล์ ซึ่งก็ยังถือเป็นเขตน่านน้ำสากลอยู่นั้น จู่ๆ กลุ่มเรือปืนจำนวนหลายลำของกัมพูชาประชาธิปไตย หรือที่เรารู้จักกันในนาม “เขมรแดง” ได้เข้าล้อม และบุกยึด จับตัวประกัน ทั้งกัปตันและลูกเรือไว้ได้ทั้งหมด 39 คน จากนั้นได้ลากไปจอดลอยลำทิ้งสมอไว้ที่เกาะตัง ใกล้กับเมืองกัมปงโสม (เมืองพระสีหนุในปัจจุบัน)

                แน่นอน ปฏิบัติการนี้ ทางพี่ใหญ่จะรับไม่ได้ เพราะนี่คือการหยามศักด์ศรีรัฐบาลอเมริกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ เจอรัลด์ ฟอร์ด ประธานาธิบดี ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะตอบโต้ด้วยการส่งกองกำลังทหาร นาวิกโยธินราว 1,000 นาย ทั้งจากเกาะโอกินาวา และอ่าวซูบิค เข้าประจำการที่สนามบินอู่ตะเภาในพื้นที่ของประเทศไทย

                หือ! แบบนี้ก็ได้เหรอ? หลายคนอ่านถึงตรงนี้ น่าจะพูดแบบนี้

                แต่มันได้เป็นไปแล้ว เพราะอเมริกาเปิดแผนที่ดูซ้ายดูขวา คงเป็นที่ไหนไปไมได้ ต้องเป็นสยามเมืองยิ้มสุดใจดี ว่าแล้วเลย “ปักหมุด” จิ้มปั๊ก!! บนแผ่นดินขวานทองทันที ต้องที่นี่เท่านั้น!!

                จากนั้นรุ่งขึ้น ในวันที่ 13 พฤษภาคม พี่กันก็จัดการขนสรรพสิ่งทางการทหาร มาลงหลักปักฐานชั่วคราว เพื่อเป็นที่ปฏิบัติการเอาคืนเขมรแดง เพื่อบุกยึดเรือและตัวประกันคืน

                และแทบไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน เพราะเช้ามืดของวันที่ 14 พฤษภาคม พี่กันก็เปิดฉากอย่างรวดเร็ว โดยมีเครื่องบินรบจากฐานทัพอเมริกาที่อุดรธานีและนครราชสีมาออกปฏิบัติการร่วมด้วย

                ราวกับภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด เพราะฝ่านอินทรีประสบชัยชนะ ตั้งแต่ตะวันยังไม่ตรงหัว!!

                เพราะเวลาประมาณ 11.00 น. นาวิกกันสามารถจมเรือปืนของเขมรแดงลงได้ 3 ลำ และสามารถช่วยเหลือตัวประกัน ออกมาได้ ในการนี้ยังรวมถึงลูกเรือประมงของไทยอีกจำนวน 5 คนที่ได้อานิสงส์หลุดรอดออกมาด้วย!

 

17 พ.ค.2518  ปฏิบัติการนักศึกษา  เหยียบหน้านกอินทรี!!

ส่งนาวิกโยธินบุกขึ้นเรือหวังช่วยตัวประกันปรากฎว่าเป็นเรือว่างเปล่าตัวประกันถูกนำไปที่เกาะตั้ง เรือบรรทุกเครื่องเข้าประกบเรือมายาเกซ

                หลายคนอ่านถึงบรรทัดนี้แล้วอาจถามต่อว่า แล้วยังไงเหรอ อะไรคือสิ่งที่บอกว่า ตบหน้าคนไทยเข้าฉาดใหญ!!    คำตอบมันอยู่ตรงที่ว่า ปฏิบัติการดังกล่าว ทางสหรัฐอเมริกา มิได้กระทำการแจ้งอย่างเป็นทางการแก่รัฐบาลไทย ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยสุดๆ นี่มาแบบไม่เห็นหัวกันเลยใช่มั้ย!!

                ว่าแล้วถัดมาสองสามวัน พอถึงวันที่ 17 พฤษภาคม กลุ่มนักศึกษาและประชาชนจำนวนหลักหมื่น นำโดยเจ้าเก่าสมัยตุลาอาถรรพณ์ ทั้ง ธีรยุทธ บุญมี และ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ทำการประท้วงที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ

                การประท้วงครั้งนั้น หลายคนที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกัน แล้วมาเจอการประท้วงในยุคสิบกว่าปีมานี้ อาจต้องอุทานว่าสูสี!!

                เพราะข้อมูลหลายแหล่งระบุตรงกันว่า มันรุนแรงอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าตรงกันว่า การชุมนุมประท้วงครั้งนี้นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อ 2 ปีก่อน

                โดยมีการประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกา ว่าเป็น ”จักรวรรดินิยมอเมริกัน” ที่เข้ามาคุกคามภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการชุมนุมลักษณะเช่นนี้และมีความพยายามเคลื่อนไหวที่จะให้มีการถอนกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาออกจากประเทศไทยมาแล้ว โดยรัฐบาลไทยได้ขีดเส้นตายว่า สหรัฐอเมริกาต้องถอนกำลังทหารออกจากไทยให้หมดภายใน 18 เดือน

 

17 พ.ค.2518  ปฏิบัติการนักศึกษา  เหยียบหน้านกอินทรี!!

 

                พูดง่ายๆ ว่ายังกรุ่นๆ กึ่มๆ กันมาตลอดตั้งแต่ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของขบวนการนักศึกษาหลังกรณี 14 ตุลาคม 2516

                กล่าวคือ หลังชัยชนะในกรณี 14 ตุลาคม 2516ขบวนการนักศึกษาพยายามที่จะเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาเอกราช โดยการต่อต้านอิทธิพลต่างๆ ของอเมริกาที่มีอยู่ในประเทศไทย

                ปัญหาสืบเนื่องมาจาก สมัยรัฐบาลเผด็จการทหารได้ตกลงทำสัญญาร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ในการก่อการรุกรานเวียดนาม ยอมให้สหรัฐใช้ดินแดนประเทศไทยเป็นฐานทัพในการโจมตีเวียดนาม

                ตอนนั้น มีฐานทัพอเมริกาในไทยถึง 12 แห่ง คือ ที่อู่ตะเภา ตาคลี อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม น้ำพอง สัตหีบ ลพบุรี เขื่อนน้ำพุง โคราช และ กาญจนบุรี โดยมีศูนย์บัญชาการใหญ่ และหน่วยจัสแม็ก ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ มีเครื่องบินสหรัฐประจำในไทยถึง 550 ลำ เพื่อใช้ในการทิ้งระเบิดในลาว เขมร และ เวียดนาม และมีทหารอเมริกันที่ประจำอยู่ในไทยนับแสนคน สำหรับหน่วยจัสแม็กในไทยก็มีหน้าที่โดยตรงในการส่งกำลังบำรุงให้ทหารอเมริกันในเวียดนาม

                พอมามีเรื่องกรณีเรือมายาเกซเข้ามา ก็ต่อเนื่องเลย นศ.ไทยจึงขอจัดอีกซักดอก!!

                ข้อมูลจาก สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า “กรณีเรือมายาเกซ” ตอนนั้นรัฐบาลไทย โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้กระทำการตอบโต้สหรัฐอเมริกา ด้วยการขอให้ทางการสหรัฐทำหนังสือขอโทษมาอย่างเป็นทางการ และจะมีการพิจารณาทบทวนข้อตกลงต่างๆ ระหว่างกัน และ พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ (ยศขณะนั้น) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีคำสั่งเรียกตัว อานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา กลับด่วน”

 

17 พ.ค.2518  ปฏิบัติการนักศึกษา  เหยียบหน้านกอินทรี!!
ใช้เวลาในการปฏิบัติการ 14 ชั่วโมงจนสิ้นสุดการปฏิบัติการมีทหารเสียชีวิตไป 41 คน และสูญหายไปจำนวนหนึ่งมีฮอบางลำร่อนมาลงฉุกเฉินที่จังหวัดระยอง

                “ที่สุดเหตุการณ์จบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากการชุมนุมยืดเยื้อนานถึง 3 วัน เมื่ออุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ส่งสาสน์แสดงความเสียใจต่อการกระทำดังกล่าว ต่อมา ในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน เครื่องบินรบรุ่น เอฟ-4 ลำสุดท้ายก็ได้บินออกจากสนามบินกองทัพอากาศอุดรธานี ถือเป็นการปิดฉากการประจำการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด”

                อนึ่ง เรื่องราวที่ขบวนการนักศึกษาทำการประท้วงฝ่ายนกอินทรีนั้น มีข้อมูลของ http://thaicafe.blogspot.com/2012/06/12-2518.html เล่าว่า เหตุการณ์นี้ได้สร้างความสะเทือนกว้างไกล กลุ่มการเมืองต่างๆ ได้แสดงปฏิกิริยาประท้วงและประณามสหรัฐอย่างรวดเร็วและอย่างสอดคล้องกัน ซึ่งขัดแย้งกับบริบทการเมืองไทยขณะนั้นที่มีความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองอย่างรุนแรงในสังคม

                ดังที่บทความหนึ่งในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 ระบุว่า “ไม่มีครั้งใดในการเมืองไทยที่คนไทยทั้งชาติจะแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบรัฐบาลสหรัฐเท่าครั้งนี้”

                ที่จริง การเคลื่อนไหวเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2518 แล้ว โดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านทุกพรรคได้เรียกร้องให้เปิดประชุมสภาวิสามัญ เพราะเห็นว่าเหตุการณ์เป็นภาวะคับขันและเกี่ยวข้องกับเอกราชและอธิปไตยของชาติ หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนความสัมพันธ์ไทย – อเมริกันเพื่อให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน

                แต่ปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดมาจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งได้จัดการชุมนุมประท้วงสหรัฐที่สนามหลวงและมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก!!

                จนรุ่งขึ้น 17 พ.ค. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มายังหน้าสถานทูตสหรัฐ อดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ได้เข้าร่วมด้วยตามที่กล่าวไปข้างต้น คือ ทั้ง ธีรยุทธ บุญมี และ เสกสรร ประเสริฐกุล ฯลฯนอกจากนี้ ยังมีการชุมนุมของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสงขลานครินทร์ด้วย

                ต่อมา มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมเพิ่มขึ้นจำนวนถึงกว่าหนึ่งหมื่นคน สหภาพกรรมกร 61 แห่งได้ประกาศเข้าร่วมด้วยและขู่จะทำลายธุรกิจของบริษัทที่ชาวอเมริกันเป็นเจ้าของถ้าสหรัฐไม่ขอโทษไทย

                ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมที่หน้าสถานทูต ได้ทำการเผาหุ่นประธานาธิบดีฟอร์ด และ ดร.เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งมีความผิดตามคำพิพากษาของ “ศาลประชาชน” คือ “เป็นฆาตกรเลือดเย็น ฆ่าประชาชนหลายหมื่นคนในอินโดจีนและหลอกลวงประชาชนไทย”

                ในการนี้ ธีรยุทธ บุญมี ยังได้ประกาศด้วยว่า หากประธานาธิบดีฟอร์ดไม่ขอโทษประชาชนไทยเองภายใน 24 ชั่วโมง ก็จะเผาธงชาติอเมริกันซึ่ง “เป็นการทำลายสัญลักษณ์ของจักรวรรดินิยมอเมริกา”

                ที่สุดการชุมนุมได้เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อผู้ชุมนุมกรูกันเข้าไปแกะตราสถานทูต ซึ่งเป็นรูปนกอินทรีลงกระทืบและติดรูปอีแร้งแทน ป้ายชื่อสถานทูตถูกทับด้วยป้าย “ซ่องโจร” และขณะที่เหตุการณ์กำลังชุลมุนนั้น ก็มีคนกลุ่มหนึ่งแต่งตัวเป็นชาวเวียดนามกระชากธงชาติอเมริกันลงมาปัสสาวะรดกลางที่ชุมนุมขณะเกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น กำลังตำรวจที่ดูแลบริเวณนั้นมิได้เข้าจัดการใดๆ

                สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความวิตกกังวลแก่ผู้นำรัฐบาลมากและต้องการยุติการชุมนุมโดยเร็วที่สุด ดังนั้น เมื่ออุปทูตสหรัฐขอพบเพื่อหารือสถานการณ์ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีต่างประเทศก็ได้ขอให้ส่งสารขอโทษไทย

                 ในเช้าวันต่อมาอุปทูตสหรัฐได้ยื่นบันทึกของอุปทูตต่อ พลตรีชาติชายซึ่งมีใจความบางตอนว่า “รัฐบาลสหรัฐเข้าใจถึงปัญหาที่ได้สร้างให้แก่รัฐบาลไทย...และขอย้ำว่ามีความเสียใจในเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ สหรัฐยังคงมีนโยบายที่จะเคารพต่ออธิปไตยและเอกราชของไทยเสมอ...และเหตุการณ์ทำนองนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”

                พลตรีชาติชายกล่าวในเวลาต่อมาว่าพอใจต่อบันทึกนี้ และคำขอโทษจากประธานาธิบดีฟอร์ดก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปและได้ส่งสำเนาบันทึกแก่ผู้นำการชุมนุมที่หน้าสถานทูต กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศว่า “รัฐบาลสหรัฐได้ขอขมาแล้ว” และเลิกการชุมนุม

                เป็นอันว่า วันที่ 19 พฤษภาคม ฝ่ายนักศึกษาจึงได้เดินขบวนกลับมายังอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยแล้วสลายตัว แต่ได้มีการประกาศว่า จะมีการต่อสู้ต่อไปจนกว่าสหรัฐจะถอนทหารและฐานทัพออกจากไทยทั้งหมด ซึ่งแปลว่านี่จบไปเพียง เอพิโสดเดียวเท่านั้น!!

                ////////////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

สถาบันพระปกเกล้า

http://thaicafe.blogspot.com/2012/06/12-2518.html