16 เม.ย.2552รำลึกซ้ายสีชมพู กับชีวิตสุดทึ่งจนลืมไม่ลง!

วันนี้ในอดีต  :  16 เม.ย. 2561

ชีวิตนักมวย เหมือนถูกขีดไว้ เพราะต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหน คว้าแชมป์มาได้กี่ครั้ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ร่างกายบังคับให้ต้องวางมือ

                คนบางคนอาจคุ้นๆ ชื่อนี้ คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักเลย แต่หลายๆ คน ยังไม่ลืมผู้ชายคนนี้ ชายผู้มีฉายาห้อยท้ายไม่ตรงกับบ้านเกิด

                เขาคือ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์  หรือ ชื่อจริงคือ บุญส่ง มั่นศรี หนุ่มเมืองมะขาม เพชรบูรณ์

                แต่สำหรับคนไทยที่ยังจำเขาได้ และจำขึ้นใจ ผู้ชายคนนี้คือ “แชมป์โลก” นักหวดกำปั้นอันเลื่องลือ และถือเป็นอีกตำนานนักสู่บนเวทีผ้าใบที่เรื่องราวของเขาต่อจากนี้ ที่ใครได้อ่านก็จะมิอาจลืมไปได้เช่นเดียวกัน เพราะชีวิตที่เรียกว่า “พีคในพีค” ใครกันจะมีได้บ่อยๆ

                แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2494 มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เขาเป็นอดีตนักมวยแชมป์โลกชาวไทย รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท (140 ปอนด์) ของสภามวยโลก (WBC) เป็นชาวตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์

 

16 เม.ย.2552รำลึกซ้ายสีชมพู กับชีวิตสุดทึ่งจนลืมไม่ลง!

                แสนศักดิ์ เป็นนักมวยที่มีช่วงแขนยาวกว่าปกติ และมีหมัดซ้ายหนักโดยธรรมชาติ นับเป็นแชมป์โลกชาวไทยคนที่ 5 และเป็นนักมวยแชมป์โลกรุ่นใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา นอกจากนี้แสนศักดิ์ยังเป็นเจ้าของสถิติโลก ที่ชกมวยสากลเพียง 3 ครั้งก็ได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกอีกด้วย

                เส้นทางชีวิต ที่มาทางการต่อสู้ เขาเริ่มหัดชกมวยไทยครั้งแรกกับ ครูสมคิด คำมาตย์ (สายชัย เมืองสุรินทร์) โดยใช้ชื่อ "แสนแสบ เพชรเจริญ" หรือ "แสบทรวง เพชรเจริญ"

                จนเมื่อเข้ามาในกรุงเทพฯ มีโอกาสได้อยู่กับค่ายมวยไทย "เมืองสุรินทร์" ของ "จอมตบ" สนอง รักวานิช จนฝีไม้ลายมือดีขึ้น กลายเป็นนักมวยไทยชื่อดังในขณะนั้น เรียกว่าถ้าพูดถึงยุทธจักรมวยไทยแล้ว ไม่มีใครไม่นึกถึงแสนศักดิ์ ผู้ที่ตะบันเข่า กำปั้น สันแข้ง ออกลีลาฟันศอกมาอย่างโชกโชน!

                คู่รบที่เขาเคยปะทะฝีมือมา เต็มไปด้วยยอดมวยไทยร่วมสมัยหลายคน เช่น ศิริมงคล ลูกศิริพัฒน์, วิชาญน้อย พรทวี, พุฒ ล้อเหล็ก, คงเดช ลูกบางปลาสร้อย, ขุนพล สาครพิทักษ์, วิสันต์ ไกรเกรียงยุค, ผุดผาดน้อย วรวุฒิ เป็นต้น

                ที่เด็ดคือ แสนศักดิ์ เคยเป็นแชมป์มวยไทยรุ่นซูเปอร์ไลท์เวท (140 ปอนด์) ของสนามมวยเวทีลุมพินี ด้วยการเอาชนะน็อก สรศักดิ์ ส.ลูกบุคคโล หลานชายของ สุข ปราสาทหินพิมาย เพียงแค่ยกแรกเท่านั้น!!

                            

           ต่อมาแสนศักดิ์ยิ่งฉายแววความเป็นซุปตาร์บนสังเวียนชก ด้วยการขึ้นชกมวยสากลสมัครเล่นในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 7 ที่ประเทศสิงคโปร์ ช่วงปี พ.ศ. 2516 ที่ทำเอาคนไทยและต่างชาติตกตะลึงคือ เขาชนะน็อกรวดทุกครั้ง!! เหรียญทองจึงไม่ใช่ของยากสำหรับนักชกผู้นี้ และเปลี่ยนชื่อเป็น "แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์" ในเวลาต่อมา

                ว่ากันว่า จากการที่ชกสากลชนะน็อกรวดอย่างนี้ ทำให้ "พญาอินทรี" เทียมบุญ อินทรบุตร วางแผนร่วมกับสนอง รักวานิช ให้แสนศักดิ์ชกเพียง 3 ครั้งได้เป็นแชมป์โลก เพราะมั่นใจในพลังหมัด เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหมัดซ้าย ที่เรียกกันว่า "บันได 3 ขั้น" ซึ่งสถิติการชกเพียงระยะสั้นแค่นี้ กลายเป็นสถิติโลกมาจนปัจจุบัน (ต่อมา วาซีล โลมาเชนโก นักมวยชาวยูเครนก็ทำสถิติชกเพียง 3 ครั้งได้แชมป์โลกเช่นกันเมื่อปี พ.ศ. 2557 ในรุ่นเฟเธอร์เวท (126 ปอนด์)

                เป็นอันว่า แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ได้เป็นแชมป์โลกในรุ่น “ซูเปอร์ไลท์เวท” สภามวยโลก (WBC) ในการชกครั้งที่ 3 โดยชนะทีเคโอ (ยอมแพ้) ยก 8 เปริโก้ เฟอร์นันเดซ นักมวยชาวสเปน ในปี พ.ศ. 2518 แต่แสนศักดิ์ป้องกันตำแหน่งแชมป์ไว้ได้เพียงครั้งเดียว โดยการเอาชนะน็อก เท็ตสุโอะ 'ไลอ้อน' ฟูรูยาม่า นักมวยชาวญี่ปุ่น

                แต่ครั้งที่เขาไปป้องกันตำแหน่งกับ มิเกล เวลาสเควซ นักมวยชาวสเปน ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน แสนศักดิ์ กลับถูกจับแพ้ฟาล์วในยกที่ 4 เนื่องจากไปชกเวลาเควซล้มลงในช่วงระฆังตีบอกยกหมดเวลา เสียแชมป์โลกทันที ฝ่ายไทยพยายามประท้วงอย่างไรก็ไม่เป็นผล

                อย่างไรก็ดี อีก 4 เดือนต่อมา โอกาสแก้มือที่สเปนอีกครั้งก็มาถึง คราวนี้ แสนศักดิ์เป็นฝ่ายชนะน็อกไปเพียงแค่ยกที่ 2 ได้กลับมาเป็นแชมป์โลกในสมัยที่ 2 จากนั้น แสนศักดิ์ได้ป้องกันตำแหน่งไว้ได้หลายต่อหลายครั้ง

                และบางครั้งเป็นไฟต์ที่คนไทยไม่อาจลืม กับภาพความสำเร็จในชัยชนะของเขา ที่ไปชนะน็อก มอนโร บรู๊คส์ นักมวยชาวอเมริกันไปอย่างสุดมัน ในยกที่ 15 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ชนะคะแนน ซาอูล แมมบี้ นักมวยชาวอเมริกันอีกคนที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น

            แต่การที่ชนะแมมบี้ได้นั้น แสนศักดิ์ก็บอบช้ำเป็นอย่างมากจากน้ำหนักหมัดของแมมบี้ และเชื่อว่าสภาพดวงตาของแสนศักดิ์ที่มีปัญหาก็เกิดมาจากการชกไฟต์นี้เอง!!

               

               อนิจจาชีวิตนักมวย เหมือนถูกขีดไว้ เพราะต่อให้แข็งแกร่งขนาดไหน คว้าแชมป์มาได้กี่ครั้ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ร่างกายบังคับให้ต้องวางมือ และจดจำเอาแต่วันที่เคยสวดสดงดงามไว้เป็นพลังใจ

                แสนศักดิ์ก็เช่นกันที่หนีลิขิตนี้ไปไม่พ้น เพราะต่อมาเขาไปเสียแชมป์โลกถึงกรุงโซล โดยในการป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 8 ของสมัยที่ 2 กับ คิม ซาง ฮัน นักมวยชาวเกาหลีใต้ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2521 ครั้งนั้น เขาแพ้น็อกไปในยกที่ 13 เนื่องจากสภาพร่างกายของแสนศักดิ์ไม่แข็งแกร่งเหมือนเก่า และสายตาก็เริ่มมีปัญหา

                จากนั้น ในการชกนอกรอบที่ฟิลิปปินส์ เขาก็ยังไปแพ้นักมวยเจ้าถิ่นอีก และอีก 3 เดือนต่อมา ก็บินไปชกที่สหรัฐอเมริกากับ โธมัส เฮิร์นส์ ซึ่งเป็นดาวรุ่งในขณะนั้น แน่นอที่แสนศักดิ์จะแพ้น็อกไปแต่เพียงยกที่ 3

                กระทั่งการชกมวยครั้งสุดท้ายของเขาในปี พ.ศ. 2524 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยเป็นโปรโมเตอร์จัดการแข่งขันเอง โดยเป็นการชิงแชมป์ภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิก (OPBF) กับนักมวยชาวเกาหลีใต้ แต่เขาก็ยังแพ้คะแนนขาดลอยอีก

                นั่นจึงเสมือนเป็นสัญญาณว่า เขาคงถึงเวลาที่จะต้องแขวนนวมแล้ว!!

                อย่างไรก็ตาม สำหรับฉายาของเขา นอกจาก "ไอ้แสบ" แล้วยังมีอีกฉายาว่า "ซ้ายสีชมพู" ซึ่งเป็นการตั้งโดย เทียมบุญ อินทรบุตร โปรโมเตอร์ประจำของแสนศักดิ์ จากเดิมที่เขามีฉายาว่า “ซ้ายทะลายโลก”

           ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า หมัดซ้ายของเขาได้ฉายาว่า “หมัดพายุทะเลทราย”,  “หมัดมหาประลัย”

                สำหรับฉายาซ้ายสีชมพูของเขา อาจเป็นเพราะเจ้าตัวเป็นคนมีบุคคลิกเฮฮา สนุกสนาน ว่ากันว่า ช่วงที่แสนศักดิ์เป็นแชมป์โลก ชื่อเสียงของเขาขณะนั้น เทียบได้กับดาวรุ่ง ซูเปอร์สตาร์ของฟ้าเมืองไทยก็ว่าได้

                เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะทำอะไร นักข่าวหนังสือพิมพ์ จะต้องตามไปทำข่าวด้วยทุกที่ และถึงขนาดที่ เพลิน พรหมแดน นักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดังเคยทำเพลงพูดล้อเลียนเกี่ยวกับแสนศักดิ์ชื่อว่า "ศึกไอ้แสบ"

                สำหรับชีวิตส่วนตัว แสนศักดิ์ มีภรรยาคนแรก คือ "ปริม ประภาพร" ดาราสาวชื่อดังในสมัยนั้น และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน กระทั่งเลิกรากันไปจนภายหลัง แสนศักดิ์ได้มีภรรยาอีกคน และลูกสาวบุญธรรมด้วยกันอีก 1 คน

                แต่อย่างที่เกริ่นไว้ว่า ชีวิตเขานั้นพีคในพีค เพราะหลังจากที่เราได้เห็นว่า ชีวิตช่วงรุ่งเรืองของแสนศักดิ์นั้นเจิดจ้าขนาดไหน หากแต่ช่วงหลังแขวนนวม ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป

                โดยนอกจากสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมและมีปัญหาด้านสายตา อันเนื่องจากบอบช้ำจากการชกมวย ข้อมูบระบุตรงกันว่า หลังจากนั้นแสนศักดิ์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบาก

                โดยนับจากเสียแชมป์โลกครั้งสุดท้ายไปแล้ว เงินทองที่เคยมีอยู่นับ 10 ล้าน ก็เริ่มร่อยหรอ คนที่เคยแวดล้อมก็ทยอยหายหน้าหายไปจากไป อย่างการชกครั้งสุดท้ายของเขาที่เจ้าตัวขึ้นชิงแชมป์ในรุ่นเวลเตอร์เวท (147 ปอนด์) ของสหพันธ์มวยภาคตะวันออกไกลและแปซิฟิก (OPBF) และลงทุนเป็นโปรโมเตอร์เอง ก็ขาดทุนอีก แถมยังเป็นฝ่ายแพ้คะแนนอีกด้วย

                ที่สำคัญ แม้เจ้าตัวหนีไปลงการเมือง ด้วยเชื่อมั่นในความนิยมของชาวไทย โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.เพชรบูรณ์ บ้านเกิด เขาก็ยังสอบตก!!

                และที่พีคสุดคือ สุดท้ายแล้ว สายตาข้างขวาที่มีปัญหาของแสนศักดิ์ก็ได้บอดสนิทลง จึงตัดสินใจไปผ่าตัดที่ต่างประเทศ โดยข้อมูลจาก ระบุว่า เขาไปผ่าตัดที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา โรงพยาบาล สตีน ไอย์ โดยแพทย์ระบุว่า อาจจะหายเนื่องจากเยื่อตาขาด การจะรักษาให้หายนั้น ก็ออกจะลำบากไม่น้อย

                แต่ที่สุด แม้ว่าตาข้างซ้ายได้รับการผ่าตัดจนมองเห็นได้ แต่ชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วอย่างสมบูรณ์ ต้องขอรับความช่วยเหลือจากการกีฬาแห่งประเทศไทยเดือนละ 7,500 บาท และจากสภามวยโลกอีกเดือนละ 9,000 บาท

 

16 เม.ย.2552รำลึกซ้ายสีชมพู กับชีวิตสุดทึ่งจนลืมไม่ลง!

                กระทั่งวันนี้เมื่อ 9 ปีก่อน หรือตรงกับวันที่ 16 เม.ย. 2552 อดีตฮีโร่นักชกที่คนไทยรัก ได้เสียชีวิตลงใน เวลา 15.00 น. ที่โรงพยาบาลราชวิถี ด้วยอาการลำไส้ฉีกขาด เนื่องจากเป็นหลายโรครุมเร้าด้วยกัน หลังจากที่เข้ารักษาตัวตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน ได้รับการผ่าตัดแล้วแต่อาการก็ไม่ดีขึ้นจนเสียชีวิตในที่สุด ด้วยวัย 58 ปี โดยมี นางศศวรรณ ภรรยาคู่ชีวิต และ ด.ญ.ปานวาด มั่นศรี ลูกสาวบุญธรรม วัย 13 ปี เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

                ทั้งนี้ ในพิธีรดน้ำสพ ซึ่งจัดขึ้น เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2552 ที่วัดตรีทศเทพ บุตรชายคนแรกของเขา หรือ เกรียงศักดิ์ มั่นศรี ที่ออกจากบ้านไปกับภรรยาคนแรกที่เลิกรากันไป ก็มาร่วมงานด้วย พร้อมทั้งกล่าวสั้นๆ ว่า เสียใจมากกับการจากไปของพ่อ และต้องขอขอบคุณ นางศศวรรณ มั่นศรี ภรรยาของบิดาผู้ล่วงลับ  และ "น้องวาด" บุตรสาวบุญธรรม ซึ่งเฝ้าดูแลพ่ออย่างใกล้ชิดจนวินาทีสุดท้าย

                โดยยังมีการรายงานข่าวว่า ลูกชายแท้ๆ ของเขาวันนั้น อายุราวๆ 30 ปี ขณะนั้นกำลังจะเรียนจบปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยก่อนหน้านั้น จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมโยธา อินเตอร์ ที่ ม.ธรรมศาสตร์ จากนั้นตนได้ทำงานและเรียนปริญญาโทไปด้วย (ข่าวจาก http://www.thairec.com/index.php?option=com_content&id=517&view=article)

                อย่างไรก็ดี ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางชาวเมืองเพชรบูรณ์ร่วมใจ ก่อสร้างอนุสรณ์ "ไอ้แสบ" แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ อดีตนักชกแชมป์โลกชาวไทยผู้ยิ่งใหญ่ โดยทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2561ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ อันเป็นที่ตั้งของรูปปั้น บุญส่ง มั่นศรี หรือ "ไอ้แสบ" แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ อดีตแชมเปี้ยนโลกชาวไทยคนที่ 5 ผู้ล่วงลับ

                โดยมีพิธีกรรมเจริญพระพุทธมนต์ทางศาสนา พร้อมเปิดอย่างเป็นทางการ ซึ่งอนุสรณ์แสนศักดิ์ เป็นการอนุมัติงบจากเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ ก่อสร้างขึ้น เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รำลึกถึง ประวัติผลงานอดีตนักมวยไทยชาวเมืองมะขามหวาน ลูกหลาน ต.สะเดียง ผู้สร้างตำนานชกมวยสากลอาชีพเพียง 3 ไฟต์ได้เป็นแชมป์โลก และยังเป็นสถิติตลอดกาลยืนยาวถึงปัจจุบัน

 

////////////////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

http:// http://www.thairec.com/index.php?option=com_content&id=517&view=article