11 เม.ย. 2539 ปมสังหาร แสงชัย สุนทรวัฒน์ สืบเจอจากถุงกระดาษ

วันนี้ในอดีต  :  11 เม.ย. 2561

"แนนซี่ พี่ถูกยิง" จากนั้นได้เอนตัวมาทางนางวัชรี เธอจึงได้เหลือบมองไปทางกระจกข้างรถด้านซ้ายเห็นรอยกระจกร้าว

            ช่วงเวลาที่ควรจะเฉลิมฉลองในเทศกาลสงกรานต์ กลับเป็นวันที่ข่าวร้ายมาเยือนคนในวงการสื่อสารมวลชน หรือที่จริงเป็นข่าวร้ายสำหรับคนไทยก็ว่าได้

            เพราะวันนี้เมื่อ 22 ปีก่อน นายแสงชัย สุนทรวัฒน์ ผอ.อสมท. ถูกสังหารด้วยอาวุธปืนขณะขับรถยนต์กลับบ้าน โดยมีภรรยาอยู่ด้วยเวลานั้น

           โดยวันเกิดเหตุ ผอ.อสมท.คนดังผู้นี้ ไปรับประทานอาหารกับ นางวัชรี สุนทรวัฒน์ ภรรยา ที่ร้านอาหารประจำย่านเมืองทองธานี หากแต่พวกเขากลับต้องมาเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิต!!

 

11 เม.ย. 2539  ปมสังหาร แสงชัย สุนทรวัฒน์ สืบเจอจากถุงกระดาษ

           ทั้งนี้ ขณะที่ทั้งคู่ออกจากร้านอาหารเวลาประมาณสองทุ่ม โดยภรรยาเป็นผู้ขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สีบรอนซ์ นนทบุรี ส่วนอดีตผอ.อสมท.นั่งอยู่ในที่นั่งตอนหน้าด้านซ้าย จนเมื่อขับรถมาใกล้จะถึงโรงแรมอิสตินเลคไซด์ ถนนในช่วงนั้นเป็นลูกระนาดจึงได้ชะลอความเร็วรถลง สักครู่ฝ่ายภรรยาก็ได้ยินเสียงฝ่ายสามีพูดว่า

            “แนนซี่ พี่ถูกยิง” จากนั้นได้เอนตัวมาทางนางวัชรี เธอจึงได้เหลือบมองไปทางกระจกข้างรถด้านซ้ายเห็นรอยกระจกร้าว และเห็นรถจักรยานยนต์มีคนนั่งสองคนแล่นผ่านไปทางซ้ายมือ ซึ่งนั่นคือเหตุการณ์หลังจากที่คนร้ายพยายามที่จะยิงนางวัชรีเพื่อฆ่าปิดปาก หากแต่เดชะบุญ!! กระสุนขัดลำกล้อง

             เธอจึงขับรถพาพุ่งไปยังโพลีคลินิกใกล้ที่เกิดเหตุ แต่ทางคลินิกไม่รับรักษา จึงได้ขับรถพานายแสงชัยไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ แต่ทว่า นางแสงชัยทนพิษบาดแผลไม่ไหวและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

           เรื่องนี้นับเป็นข่าวสะเทือนขวัญ ที่สังคมให้ความสนใจ เพราะยอมรับกันดีว่า ผอ.แสงชัย ถือว่าเปนบุคคลที่มีชื่อเสียง นอกจากจะเป็น ผอ.อสมท แล้วยังเป็นคอลัมนิสต์ชื่อดังในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่

            ดังนั้น หลังจากนั้น สื่อมวลชนทุกแขนง พากันนำเสนอข่าวการสังหารโหดครั้งนี้อย่างครึกโครม และเกาะติด!

             เรื่องนี้ทีมข่าวคมชัดลึกเคยรายงานว่า กรมตำรวจสมัยนั้น มอบหมายให้ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ รองอธิบดีกรมตำรวจ (ตำแหน่งในขณะนั้น) เข้ามากำกับดูแลคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง ขณะที่หัวหน้าชุดสืบสวนทำหน้าที่โดย พล.ต.ต.วรรณรัตน์ คชรักษ์ รองผบช.ก. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)

             พ.ต.อ.ปรีชากล่าวว่า หลังเกิดเหตุกรมตำรวจระดมนักสืบฝีมือดีเข้ามาคลี่คลายคดีดังกล่าวหลายชุด ทั้งในส่วนของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

             แต่แม้ว่าชุดสืบสวนจะพยายามแกะรอยติดตามจับกุมคนร้ายอย่างต่อเนื่องก็ไม่สามารถควานหาตัวได้พบ ทำได้เพียงตั้งปมประเด็นลอบสังหารไว้ที่การขัดผลประโยชน์กันในกลุ่มผู้บริหาร อสมท โดยเฉพาะบอร์ดบริหาร

            “ชุดสืบสวนแต่ละชุดต่างมีเป้าของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่ผู้บริหารในบอร์ด อสมท กลุ่มหนึ่ง แต่ก็ทำได้เพียงแค่สงสัย มีการเชิญผู้บริหารกลุ่มนั้นมาสอบปากคำหลายคน ซึ่งมีอดีตทหารรวมอยู่ด้วย แต่ก็ขาดหลักฐานเชื่อมโยง” พ.ต.อ.ปรีชา กล่าว

            เวลาล่วงเลยไปกว่าเดือนเศษ คดียังไม่คืบหน้า ทำให้ชุดสืบสวนรู้สึกเครียด เพราะแต่ละคนเป็นระดับพระกาฬทั้งนั้น แต่เวลาล่วงเลยมานาน ก็ยังไม่สามารถระบุตัวคนร้ายได้เลย

           "มือปืนมีอยู่กี่ซุ้มเราตรวจสอบหมด แต่ก็ไม่มีใครที่รับงานสังหารนายแสงชัยเลย” พ.ต.อ.ปรีชา บอก

             ที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป การสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุมมากขึ้น ประเด็นการสังหารก็เริ่มแสดงให้เห็นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งระหว่างนายแสงชัย กับบอร์ดบริหาร อสมท รายหนึ่ง

           นั่นก็คือ ผอ.แสงชัยไม่ยอมต่อสัมปทานให้แก่เจ้าแม่แห่งวงการวิทยุกระจายเสียงในพื้นที่ภาคเหนือคนหนึ่ง ชื่อ อุบล บุญญชโลธร ซึ่งทำให้เจ้าแม่รายนี้ไม่พอใจอย่างรุนแรง

            โดยก่อนที่นายแสงชัยจะถูกยิงมีข่าวว่า นายแสงชัยพูดไม่เข้าหูนางอุบลว่า หากต่อสัญญาสัมปทานให้นางอุบล สู้เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า!

            เรื่องนี้ พ.ต.อ.ปรีชา เล่าวว่า หลังจับมือปืนได้ เขาได้รับสารภาพว่า คนว่าจ้างบอกให้ไปยิงผู้อำนวยการโรงเรียนที่ปากไม่ดีพูดไม่เข้าหู มือปืนเขารู้แค่นั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหยื่อของเขาคือ ผอ.อสมท คนดัง

           แต่ที่สุดอัศจรรย์คือ หลักฐานสำคัญที่นำมาสู่การเชื่อมโยงสอบสวนจนพบปมสังหาร มาจากถุงกระดาษ!!!

           โดยระหว่างที่ตำรวจยังคงอยู่ในความลึกลับดำมืด ก็มีเหตุการณ์ที่คนร้ายลอบยิงเสี่ยเจ้าของกิจการเครื่องสุขภัณฑ์รายหนึ่ง ที่หน้าหมู่บ้านสัมมากร ท้องที่ สน.บางชัน โดยคนร้ายใช้ปืนขนาด 9 มม.เช่นเดียวกับที่คนร้ายใช้ยิงนายแสงชัย

             ซึ่งเหตุการณ์ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบถุงกระดาษตกไว้ในที่เกิดเหตุ โดยภายในมีกระดาษแผ่นหนึ่งระบุห้องเลขที่ในอพาร์ทเมนต์ ย่านรามคำแหงแห่งหนึ่ง

              เจ้าหน้าที่ จึงสงสัยว่าน่าจะเป็นของมือปืน จึงรุดไปที่ห้องดังกล่าว และพบกับ กิตติพล อินทรปาน หรือ โหน่ง อยู่ภายในห้อง ตอนแรกเชิญตัวมาสอบ แต่เจ้าตัวปฏิเสธ  จึงปล่อยตัวไป

              แต่ในที่สุด รองผบก.หัวหน้าศูนย์สืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวต่อว่า แต่สุดท้ายก็สามารถจับกุมกิตติพลได้ ซึ่งต่อมาเขาก็ยอมรับว่าร่วมกับพวกรับงานยิงเสี่ยสุขภัณฑ์จริง

             โดยคนร้ายกลุ่มนี้ใช้ปืนขนาด 9 มม.ขนาดเดียวกับที่ใช้ยิงแสงชัย พ.ต.อ.ปรีชาจึงสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงกัน จึงพยายามสอบเค้น

             ตอนแรกเขาก็ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่โชคดีที่ต่อมาภรรยาเขามาเยี่ยม จึงได้สอบถามภรรยา ปรากฏว่าเธอได้หลุดปากออกมาว่า กลุ่มนี้รับงานยิงคนที่เป็นข่าวดังในพื้นที่ปากเกร็ดด้วย

            “ภรรยาเขาพูดว่าสามีเขาพัวพันกับคดียิงคนที่เป็นข่าวดังด้วย เราก็เลยสอบเค้นนายโหน่งอย่างหนัก สุดท้ายเขาเลยรับสารภาพว่าเป็นทีมสังหารนายแสงชัยจริง โดยมือปืนคือนายนฤทุกข์ หรือกิต อุ่นตระกูล ดีกรีนักกีฬายิงปืนระดับเขต มีคนร่วมงานคือนายสุนันท์ หรือดำ วงศ์คำหาญ นายกนกศักดิ์ หรือหนึ่ง อินทร์สมาน และนายชนะ หรือเล็ก คงหนุน เป็นทีมงาน” พ.ต.อ.ปรีชา กล่าว

           พ.ต.อ.ปรีชากล่าวว่า ฉุกคิดมาตั้งแต่ต้นว่ามือปืนที่ลงมือยิงนายแสงชัยจะเป็นมือปืนโนเนม ซึ่งก็เป็นจริงตามคาด ทีมสังหารกลุ่มนี้เพิ่งรับงานฆ่าไม่กี่งาน จึงยังไม่มีประวัติอยู่ในแฟ้มมือปืน

            ที่สุด มือปืนกลุ่มนี้ถูกส่งตัวฟ้องศาลในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ซึ่งศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุกตลอดชีวิต

            ขณะที่ การขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มผู้บงการ ก็ดำเนินต่อไปอย่างไม่ยากเย็น เพราะมืือปืนได้ซัดทอดถึงตัวผู้บงการคือ ทวี พุทธจันทร์ บุตรเขยของ อุบล บุญญชโลธร ซึ่งรับคำสั่งต่อมาจากนางอุบล นั่นเอง

             นางอุบลนั้น รู้กันดีว่า เป็นผู้กว้างขวางในแวดวงสื่อท้องที่ภาคเหนือ บ้างก็เรียกกันว่าเป็น “เจ้าแม่แห่งวิทยุกระจายเสียงภูธร”

               แต่เมื่อ แสงชัยเข้ามารับตำแหน่ง ผอ.อสมท. เขากลับไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้เจ้าแม่ผู้นี้ต่อ โดยตามข่าวระบุว่าสื่อของอุบลมักมีเนื้อหาโจมตีรัฐบาล ซึ่งขณะนั้นคือรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา 

             เรื่องนี้จึงสร้างความโกรธแค้นให้แก่เจ้าแม่สื่อผู้นี้ยิ่งนัก จึงนำมาสู่การจ้างวานฆ่า ผอ.อสมท. ในที่สุด

             แน่นอนทีมฆ่าและทีมจ้างวานก็ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่สำหรับฝ่ายนางอุบล นั้น ่แม้การซัดทอดจะยังสาวไปไม่ถึงตัว แต่ไม่นานก็มีข่าวว่าถูกยิงตายด้วยปืน เอ เค–47 ผ่านกระจกรถเมอร์ซีเดสเบนซ์ที่หน้าบ้านของตนเองเช่นกัน

////


เปิดอ่าน