12 ก.พ.2559 กำมือสู่ชัยชนะ

“อาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ” แต่ตำแหน่งนายกฯ สมาคมบอล นี่คือภารกิจใหญ่ใช่มั้ย!!!

 

                อะไรกันเนี่ย!!

                ก่อนวาเลนไทน์ หรือวันนี้เมื่อสองปีก่อน ชีวิตยังอบอวลไปด้วยความสุขอยู่เลย มาวันนี้ ทำไมมันวุ่นวายจ่ายตลาดแบบนี้!!!

                อย่างที่รู้กันว่า ตอนนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.ต้องเจองานเข้าอย่างจัง เมื่อมีการขุดอาคำพูดมาขยายความต่อ แล้วกลายเป็นประเด็นโจมตีเขาอยู่เวลานี้

                โดยเรื่องของเรื่องคือ เขาไปให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา กรณีแจงปมยืมเงิน เสี่ยกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเคร็ท ที่โดนปิดไปแล้วเพราะไปเจอคดีความใหญ่โต

                ซึ่งเงินที่ยืมมีจำนวนถึง 300 ล้าน แล้ว บิ๊กอ๊อดแกไปพูดว่า

                “อาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ”

                ปรากฏว่าคนไทยรับไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว จนช่วงวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.  จึงได้ส่งข้อความทางไลน์ถึงข้าราชการตำรวจ และผู้ที่รู้จักคุ้นเคย รวมทั้งสื่อมวลชน

                ระบุว่า ถึงเพื่อนข้าราชการตำรวจที่รัก จากการที่ผมได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง เมื่อวันที่ 7 ก.พ.2561 โดยมีข้อความตอนหนึ่งที่ว่า

                 "...ตลอดชีวิตรับราชการของผม เกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะเรื่องหุ้นผมนิยมมาก ผมมีรายได้ ผลกำไรจากการเล่นหุ้น และก็เสียหายเพราะการเล่นหุ้นเช่นกัน ..."

                “จากประโยคนี้เจตนาของผม  เป็นการตอบคำถามผู้ให้สัมภาษณ์ กรณีที่มีการกล่าวหาและนำชื่อผมไปพาดพิงโยงใยในกรณีวิคตอเรีย ซีเครท ผมจึงได้ตอบคำถามที่ต้องการชี้แจงและสื่อให้เข้าใจว่า รายได้ของผมส่วนใหญ่มาจากการทำธุรกิจและลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นหลัก ส่วนรายได้ที่ได้รับจากการทำหน้าที่ตำรวจเป็นรายได้รอง เพราะผมไม่เคยรับส่วย จากธุรกิจที่ผิดกฏหมาย และไม่เคยรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาเลย”

                “และด้วยอารมณ์และความรู้สึกในขณะนั้น จึงทำให้มีคำพูดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความรู้สึกหรือความเข้าใจไปต่างๆนานา โดยผมไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบตามที่เป็นข่าว หรือจะทำให้เกิดความรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจของเพื่อนข้าราชการตำรวจ  แต่อย่างใด”

                “ผมขอยืนยันว่า ตลอดชีวิตการรับราชการของผม ผมรักและภาคภูมิใจในอาชีพ “ตำรวจ” ไม่เคยคิดดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลนในอาชีพตำรวจแต่อย่างใด มีความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ในสายเลือดของผม ผมต้องขออภัยต่อเพื่อนตำรวจมา ณ ที่นี้ หากการให้สัมภาษณ์ของผม ทำให้มีผู้เข้าใจผิดหรือกระทบกระเทือนจิตใจเพื่อนข้าราชการตำรวจ”

                แต่ ที่น่าตกใจคือ กระจอกข่าวยังไปคุ้ยตู้เซฟท่านอีก

                โดยผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า พล.ต.อ.สมยศ เมื่อครั้งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้ ครั้งเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2557 มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 355,857,726 ล้านบาท

                และไม่พบการยื่นแสดงรายการการกู้ยืมเงินจาก “เสี่ยกำพล” 300 ล้านบาท! และยังมีชื่อในการลงทุนร่วมหุ้นบริษัทต่างอีกมากมาย

                อย่างไรก็ดี กลับมาที่ประเด็นของวันนี้ดีกว่า เดี๋ยวไปไกล

                วันนี้ในอดีตคือวันที่ หน้าข่าวทุกสำนักต่างพากันลงข่าวใหญ่ ชัยชนะของบิ๊กอ๊อด  พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ในการเลือกตั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เมื่อวันก่อนหน้านั้น

                ปรากฎว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้สมัครหมายเลข 02 ได้ 62 คะแนน ชนะการเลือกตั้งทันที พ่วงด้วยทั้งอุปนายกและสภากรรมการก็ชุดทีมของท่านทั้งสิ้น!!

                วันนั้น “บิ๊กอ๊อด” ได้กลายเป็น นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ คนที่ 17 วรวีร์ มะกูดี ที่ดำรงตำแหน่งมา 4 สมัย โอ้โห!!!!

                และเขายังถือเป็นนายตำรวจคนที่ 3 ที่ได้เป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ต่อจาก พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ ยมนาค และ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อื้อหือ!!!!

                แน่นอนเวลาคนเราอารมณ์ดี พูดอะไรออกมาก็ดีหมด จำได้มั้ยวันนั้น ตามธรรมเนียมของเอเอฟซีได้มีการนำทีมงานที่ชนะเลือกตั้งอีก 18 คนชูมือประกาศชัยชนะ

                วันนั้นยังมีการเปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางทันที โดยเขากล่าวว่า ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้การเลือกตั้งลุล่วงด้วยดี และขอบคุณผู้สมัครทุกท่านที่แสดงสปิริตด้วยการแสดงความยินดีกับตน โดยก่อนการเลือกตั้งมั่นใจว่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 60 เสียง ขอยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่และตามนโยบายที่เคยประกาศเอาไว้

                ถึงวันนี้ ข่าวคราวการทำงานในฐานะนายกฯ สมาคมบอลไทย เป็นยังไงหลายคนรู้ดี

                แต่ที่แน่ๆ วันนี้คนไทยสนใจเรื่องอื่นของเขามากกว่า มาดูกันว่า จะจบลงยังไง