30 ม.ค.2515 รำลึกตำนานลูกทุ่ง ศรคีรี ศรีประจวบ

ที่ไร่สัปปะรด ศรคีรีเริ่มหวนกลับมาทำสิง่ที่รักอีกครั้ง คือการร้องเพลง และยังพยายามที่จะเข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัด งานต่างๆ จนคว้ารางวัลมามากมาย

          ต้องจากโลกนี้ไปในวัยเพียง 36 ปี ช่างสั้นนัก สำหรับคนที่ยังทำอะไรได้อีกมาก

          เหมือนกับ “ศรคีรี ศรีประจวบ” ที่วันนี้เมื่อ 46 ปีก่อน เขาต้องมาจบชีวิตลงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้หลายคนเศร้าสลดใจเพราะเสียงเพลงของเขาเป็นที่จดจำ ชื่นชอบ จนน่าที่จะมีเวลาอยู่เพื่อขับกล่อมคนไทย ด้วยบทเพลงอันไพเราะของเขาได้อีกนานกว่านั้น!

          วันนี้ในอดีต ขอร่วมรำลึกการจากไป ของ ศรคีรี ศรีประจวบ ด้วยการบอกเล่าประวัติชีวิตความเป็นมา ผลงานของเขาอีกครั้ง

          ศรคีรี ศรีประจวบ เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.. 2478 เป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดังระดับตำนานของวงการลูกทุ่งเมืองไทย จากน้ำเสียงที่หวานหยด จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นราชาเพลงหวานหนึ่งเดียวของประเทศ แม้เขาจะบันทึกผลงานเพลงไว้ค่อนข้างน้อย แต่เกือบทุกเพลงก็เป็นที่ติดหูผู้ฟังจวบจนถึงปัจจุบัน และถูกนักร้องรุ่นหลังหยิบมาบันทึกเสียงครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าตัวเขาจะจากโลกนี้ไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม

          ข้อมูลระบุว่า ศรคีรี เคยเล่าถึงประวัติของตัวเองเอาไว้ในปีเดียวกันกับที่เขาเสียชีวิต (2515) ว่า ตนนั้นมีชื่อเดิมว่า ศรชัย (น้อย) ทองประสงค์ เกิดที่บ้านเลขที่ 13 ที่บ้านหนองอ้อ ต. บางกระบืออำเภอบางคนที จ.สมุทรสงคราม บิดาชื่อนายมั่ง มาดาชื่อนางเชื้อ มีพี่น้อง 6 คน ตนเองเป็นคนสุดท้อง

          ด..น้อย เรียนจบ ป.4 ที่โรงเรียนพรหมสวัสดิ์สาธร (โรงเรียนวัดตะโหนดราย ในปัจจุบัน) จบมาก็ช่วยแม่ปาดตาล (มะพร้าว)

          ปีนต้นตาลทุกวันมันเหนื่อยก็เลยหยุดพักบนยอดตาล เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมก็ร้องเพลงบนยอดตาลจนหายเหนื่อยแล้วค่อยทำงานต่อ เพลงที่ชอบร้องก็มี "เสือสำนึกบาป", "ชายสามโบสถ์" เพราะตอนนั้นเพลงของคำรณ สัมบุญณานนท์ ฮิตเป็นบ้าเลย”

          ตอนนั้นอยากเป็นนักร้องใจแทบขาด เวลาวงดนตรีของ พยงค์ มุกดา มาแสดงใกล้บ้าน ผมจะไปสมัครร้องให้คุณพยงค์ฟัง แกบอกว่าให้ไปหัดร้องมาใหม่ พยายามอยู่ 2 ครั้ง ครูพยงค์บอกว่ายังไม่ดี ผมเลยเลิกไปเอง จากนั้นพออายุ 20 ปี บวชได้พรรษาหนึ่งก็สึก พ่อแม่ผมไปซื้อไร่ที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โน่น ตอนนั้นเขากำลังทำไร่สับปะรดกัน"

          อย่างไรก็ดี ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า เพราะรักครั้งแรกเป็นพิษ ขณะที่ศรคีรีบวชเป็นพระ แต่ระหว่างนั้นว่าที่พ่อตา กลับให้ลูกสาวแต่งงานกับชายอื่น เขาจึงเตลิดหนีออกจากบ้าน และไปอยู่กับพี่ชายที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยพี่ชายแบ่งไร่สับปะรดให้ทำ

          ว่ากันว่า ที่ไร่สัปปะรด ศรคีรีเริ่มหวนกลับมาทำสิง่ที่รักอีกครั้ง คือการร้องเพลง และยังพยายามที่จะเข้าประกวดร้องเพลงตามงานวัด งานต่างๆ จนคว้ารางวัลมามากมาย

          กระทั่งจนเพื่อนชื่อ พยงค์ วงศ์สัมพันธ์ มาชวนให้ร่วมวงที่เช่าเครื่องดนตรี และจ้างครูดนตรีจากที่ค่ายธนะรัชต์ มาสอน เพื่อความสนุกในหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อคนรู้จักมากขึ้น จึงตั้งวง "รวมดาววัยรุ่น" ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "รวมดาวเมืองปราณ" รับงานแสดงทั่วไปตามบ้านที่ขายสับปะรดได้โดยไม่คิดเงินทอง

          เวลานั้น ศรคีรีร้องเพลงแบบรำวง และใช้ชื่อ "พนมน้อย" เพราะร้องเพลงของ พนม นพพร และศักดิ์ชาย วันชัย ต่อมาได้นำวงมาแสดงในงานปีใหม่ของจังหวัด "ประหยัด สมานมิตร" ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ฟังเสียงและเห็นหน้าก็รักใคร่ชอบพอ จึงเปลี่ยนชื่อให้เป็น “ศรคีรี ศรีประจวบ” นับแต่บัดนั้นเอง

          หลังจากนั้น วิจิตร ฤกษ์ศิลป์วิทยา คนอยู่ใกล้บ้านกันให้การสนับสนุนเพื่อวงดนตรีแข็งแรงขึ้นและพากันเข้ากรุงเทพฯ เช่าเวลารายการวิทยุยานเกราะจาก จำรัส วิภาตะวัธ วิ่งล่องกรุงเทพฯ - ประจวบฯ อยู่บ่อยๆ ก็ได้พบกับ เพลิน พนาวัลย์ ที่พาเขาไปพบ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่บ้าน ตามคำขอร้องของศรคีรี

          "ภูพาน เพชรปฐมพร" อดีตนักร้องลูกวงที่ใกล้ชิดกับศรคีรีในวง "รวมดาววัยรุ่น" เล่าว่า ตอนไปขอเพลง ตอนนั้นครู ที่มีนักร้องที่ดังมากคือ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เป็นลูกศิษย์อยู่ ศรคีรีก็ร้องเพลงแนวเดียวกัน

          ครูไพบูลย์ก็ไม่ให้ จึงต้องเทียวไปเทียวมาอยู่หลายครั้งจนครูใจอ่อน เพลงแรกที่ได้มาคือ น้ำท่วม ตอนที่บันทึกเพลง น้ำท่วม จ. ประจวบคีรีขันธ์ เสียหายอย่างมาก สับปะรดถูกน้ำท่วมทั้งหมด นอกจากนั้น ครูก็ยังให้เพลงมาอีก 3 เพลง คือ "บุพเพสันนิวาส", "แม่ค้าตาคม", "วาสนาพี่น้อย"

          สำหรับการบันทึกเสียงครั้งแรกนั้น ชุดแรกมีทั้งหมด 6 เพลง คือ น้ำท่วม, บุพเพสันนิวาส, วาสนาพี่น้อย, แม่ค้าตาคม, พอหรือยัง และบางช้าง งานนี้ศรคีรี เปลี่ยนสภาพจากนักร้องเพลงรำวง มาเป็นนักร้องเพลงหวานโดยสมบูรณ์

          หลังจากเพลงเริ่มเป็นที่รู้จัก “ศรคีรี” ลงมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่นำวงดนตรีมาด้วย โดยจะนำมาก็แต่เมื่อมีงานครั้งแรกในกรุงเทพฯ เขาเปิดการแสดงงานศพน้องชายครูไพบูลย์ที่ วัดหลักสี่ บางเขน จากนั้นวงก็เริ่มรับงานในกรุงเทพฯ และเดินสายทั่วประเทศ และในการออกเดินสายใต้เป็นครั้งแรก วงประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จัดว่าเป็นวงที่มีค่าตัวแพงวงหนึ่ง ช่วงนั้นศรคีรีได้มีโอกาสแสดงหนังของครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ เรื่อง "มนต์รักจากใจ" ด้วย

          กระทั่งยังมีเพลงดังๆ ตามมาอีกหลายเพลง เช่น "ตะวันรอนที่หนองหาร", "อยากรู้ใจเธอ", รักแล้งเดือนห้า", "ลานรักลั่นทม" และ "คิดถึงพี่ไหม" ซึ่งเพลงหลังนี้ ขณะบันทึกเสียงศรคีรีร้องโดยปิดไฟมืด ซึ่งเขาไม่เคยทำมาก่อน เพลงนี้แต่งโดย พยงค์ มุกดา โดย ทิว สุโขทัย เคยร้องไว้เป็นคนแรกและเสียชีวิตไปก่อนหน้า

          แต่แล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้ ยังกลับกลายมาเป็นเพลงสุดท้ายที่ศรคีรีได้บันทึกเสียงไว้อีกด้วย เมื่อต่อมาไม่นาน ด้วยวัยแค่ 36 ย่าง 37 ปี ศรคีรี ศรีประจวบ จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.. 2515 ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในเวลาไม่แน่นอน ประมาณ 03.00 - 05.00 . บริเวณริมถนนพหลโยธิน ช่วงหลัก กม.ที่ 448 - 449 .อ่างทอง อ.เมือง จ.กำแพงเพชร

          โดยเป็นเวลาที่เขากำลังเดินทางกลับจากการแสดงที่วัดหน้าพระธาตุ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเปิดทำการแสดงที่วัดภาษี เอกมัย ในตอนค่ำ

          ทางข่าว ระบุว่า คาดว่าคนขับรถของศรคีรีเกิดง่วงนอน จึงจอดรถเก๋งโตโยต้าคราวน์ข้างทางเพื่อพักสักงีบ แต่ปรากฏว่ามีรถบรรทุกไม้ วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ประกอบกับในขณะนั้นพื้นที่บริเวณนั้นยังเป็นสะพานสูง เมื่อรถบรรทุกไม้วิ่งมาด้วยความเร็ว เมื่อถึงสะพานก็ทำให้รถกระโดดเสียหลัก ขึ้นไปทับรถของศรคีรี ทำให้เขาเสียชีวิตคาที่

          โดยหลังการแสดงในวันนั้น ลูกวงได้ออกเดินทางมายังจุดนัดพบที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งก่อน แต่หลังจากที่ลูกวงรออยู่นาน หัวหน้าวงยังเดินทางมาไม่ถึง จึงออกเดินทางต่อ แต่วิ่งไปสักระยะหนึ่ง ก็มีรถพลเมืองดีวิ่งไล่ตามและเรียกให้จอด เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการประสบอุบัติเหตุของรถของศรคีรี หลังพบใบปลิวการแสดงปลิวออกจากรถศรคีรีเกลื่อนกลาด หลังรถบัสวิ่งกลับไปก็พบศพดังกล่าว ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า ศรคีรี เสียชีวิตประมาณ 8.00 .ซึ่งเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเวลาที่พบศพมากกว่า

          นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่า ก่อนเสียชีวิต ศรคีรีเคยไปทำการแสดงที่โรงหนังเอกมัยราม่า มีคนนำเอาพวงมาลัยดอกไม้สด แต่คาดด้วยผ้าดำแบบที่ทำไว้สำหรับคนตายมอบให้บนเวทีขณะร้องเพลง ศรคีรีรับไว้ด้วยความเกรงใจ เมื่อกลับเข้าหลังเวที ศรคีรีสั่งเลิกการแสดงคืนนั้นทันทีทั้งที่ร้องเพลงได้เพียง 5 เพลง

          ชีวิตส่วนตัว ศรคีรี แต่งงานใช่ชีวิตกับ นางบุญนาค ทองประสงค์ มีบุตรธิดารวม 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 ชื่อ สมศักดิ์ ทองประสงค์, เพ็ญรุ่ง ทองประสงค์ และสันติ ทองประสงค์

          ครูไพบูลย์ บุตรขัน เคยเขียนไว้อาลัยการจากไปของศรคีรีว่า "แด่สุดรัก เธอเกิดมาเป็นผู้กล่อมโลก ฉันเป็นผู้ถ่ายทอดอารมณ์ บัดนี้เธอจากโลกไปแล้วเหลือเพียงเสียงเพลง ศรคีรี ศรีประจวบ ฉันเสียดาย เสียดายจริงๆ เพราะเธอควรจะอยู่กล่อมโลกให้นานกว่านี้"

          คิดถึงพี่หน่อยนะกลอยใจเจ้า พี่ตรม พี่เหงา เพราะคิดถึงเจ้า เชื่อไหม ฝากใจกับจันทร์ฝากฝันกับดาว ทุกคราวก็ได้ เราต่างสุขใจเมื่อคิดถึงกัน”

          วันนี้ ถ้าศรคีรี ยังมีชึวิตอยู่ เขาก็จะเป็นคุณตา หรือคุณปู่ในวัย 83 ของหลานๆ ไปแล้ว!

          และเราคนไทยในยุคหนึ่ง ก็คงคิดถึง “ตำนานลูกคอ 7 ชั้น” ผู้นี้มากเช่นเดียวกัน

 

//////////////////////

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

 

 


เปิดอ่าน