“ปูติน”นั่งผู้นำ“หมีขาว”

 ยุคหนังสายลับครองเมือง ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับ“ปูติน”ในวัยเยาว์ ในสมัยนั้นมีอาชีพอยู่เพียง“ทหารหรือจบนิติศาสตร์”เท่านั้น ถึงสามารถเป็นสายลับได้

 

          เพื่อสายฝันในวัยเยาว์ “วลาดีมีร์ ปูติน” ได้ไปเรียนที่“มหาวิทยาลัยเลนินกราด” สาขานิติศาสตร์ จบมาเขาได้ทำงานกับหน่วยสายลับได้ประจำหน่วยข่าวกรองสายลับและได้ถูกส่งไปประจำที่ประเทศเยอรมนีตะวันออก ภายหลังสหภาพโซเวียตล่มสลายเขาจึงลาออกจาก  “เคจีบี” แล้วกลับไปอยู่กับอาจารย์ที่ชื่อว่า “ดร. อนาโตลี ซับซัค” และช่วยหาเสียงจน “ดร. อนาโตลี ซับซัค” ได้เป็นผู้ว่าการเลนินกราด

          ครั้น ดร.อนาโตลี ซับซัค พ่ายแพ้ไม่ได้รับเลือกตั้ง แถมยังโดนข้อหาข้อทุจริต แต่้ปูตินเป็นลูกศิษย์ที่ไม่ยอมทิ้งอาจารย์ไป ได้หาข้อมูลมาช่วยอาจารย์ จนพ้นความผิด

           จากนั้นไม่นานนัก เพื่อนร่วมรุ่นมาชวนปูตินไปทำงานในทำเนียบประธานาธิบดีเยลซิน ในกรุงมอสโก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัย “บอริส เยลต์ซิน”เป็นประธานาธิบดี ต่อมาเมื่อ “เยลต์ซิน”ได้ลาออกแล้ว ให้ปูตินมารักษาการณ์แทน แล้วปูตินก็ได้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี และได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 ของรัสเซีย เพราะบอริส เยลต์ซินเป็นคนแนะนำ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2547

          “วลาดีมีร์ วลาดีมีโรวิช ปูติน” จัดได้ว่าเป็นนักการเมืองชาวรัสเซียผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียคนที่สี่และคนปัจจุบัน เช่นเดียวกับประธานพรรคยูไนเต็ดรัสเซียและประธานสภารัฐมนตรีสหภาพรัสเซียและเบลารุส เขารักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2542 เมื่อประธานาธิบดีบอริส เยลต์ซินลาออกจากตำแหน่ง ในการเคลื่อนไหวอันน่าประหลาดใจ ปูตินชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2543 และในปี 2547 เขาได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมัยที่สอง ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2551

          เดือนธันวาคม พ.ศ. 2550 นิตยสารไทม์ได้เลือกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี 2550 ด้วยเหตุผลว่าเขามีความเป็นผู้นำซึ่งเปลี่ยนความวุ่นวายในรัสเซียให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยนิตยสารไทมส์ ได้ขนานนามแก่ปูตินว่าเป็น “ซาร์แห่งรัสเซียใหม่” แม้ว่าปูตินจะสละตำแหน่งประธานาธิบดีให้แก่“ดมีตรี เมดเวเดฟ”แล้วก็ตาม แต่ปูตินก็ยังคงมีอำนาจและได้รับความนิยมอยู่

          ตามรัฐธรรมนูญจำกัดสมัยการดำรงตำแหน่ง สิ่งผลให้ปูตินไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สาม หลังชัยชนะของผู้สืบทอดเขา “ดมีตรี เมดเวเดฟ”ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 2551 แต่ “เมดเวเดฟ”ได้เสนอชื่อปูตินเป็นนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย ปูตินดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ในเดือนกันยายน 2554 ปูตินและเมดเวเดฟตกลงกันว่าปูตินจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สามไม่ติดต่อกัน ในการเลือกตั้งปี 2555 ซึ่งเขาชนะรอบแรกเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2555

          ยุคผู้นำหมีขาวคนนี้ มีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจรัสเซียเติบโตขึ้นเก้าปีต่อเนื่อง เห็นได้จากจีดีพีแบบอำนาจซื้อเพิ่มขึ้น 72% ความยากจนลดลงมากกว่า 50และค่าจ้างรายเดือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 80 เป็น 640ดอลลาร์สหรัฐ  ความสำเร็จนี้คาดว่ามาจากการจัดการเศรษฐกิจมหภาค การปฏิรูปนโยบายการคลังอย่างสำคัญและประจวบกับราคาน้ำมันที่สูง การไหลบ่าเข้ามาของทุนและการเข้าถึงเงินทุนภายนอกราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลัน

          ปูตินผ่านกฎหมายปฏิรูปขั้นพื้นฐานหลายฉบับ รวมทั้งภาษีเงินได้อัตราเดียว การลดภาษีกำไร และประมวลที่ดินและกฎหมายใหม่ เขาทุ่มเทความพยายามอย่างมากในการพัฒนานโยบายพลังงานของรัสเซีย รวมถึงการฟื้นฟูอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในประเทศและการริเริ่มการก่อสร้างท่อส่งออกหลักหลายแห่ง รวมทั้งเอสโปและนอร์ดสตรีมเช่นเดียวกับเมกะโปรเจกต์อื่น ๆ ในรัสเซีย

          ขณะที่โลกตำวันตกวิจารณ์ว่า“ปูติน”ไม่เป็นประชาธิปไตย"แต่เขากลับได้รับความนิยมอย่างสูงในสังคมรัสเซีย ปูตินมักสนับสนุนภาพลักษณ์ชายทรหดในสื่อ มีภาพของผู้นำเจ้าเสน่ห์มีสาวๆชื่นชอบมากมาย ด้วยวัย 62 ปี หลังชีวิตคู่ของเขากับ"ลุดมินา ชเกรบเนวา"ได้เสร็จสิ้นกระบวนการหย่าสมบูรณ์  ตั้งวันที่ 1 เมษายน 2557

          สมัยวัยเยาว์ปูตินเป็นนักยูโดและนักกิฬาแซมโบ เคยเป็นแชมป์เลนินกราด เขาจึงมีส่วนสำคัญในการพัฒนากีฬารัสเซีย ที่โดดเด่นคือ ช่วยให้นครโซชีชนะการประกวดเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2557

         นอกจากนี้นิตยสารฟอบส์ได้จัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกในปี 2556 ถึง 2558  โดยฟอบส์ได้อธิบายว่าเขาเป็น“บุรุษเพียงไม่กี่คนของโลกที่ทรงอิทธิพลพอจะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ”

          ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ประกาศเมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม 2560 ว่า เขาจะลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซีย ในการเลือกตั้งเดือน มีนาคม 2561 เพื่อทำหน้าที่ผู้นำประเทศรัสเซียต่อไปอีกสมัย วาระ 6 ปี

          สำนักข่าวชื่อดังทั่วโลกหลายสำนัก  ต่างฟันนธงล่วงหน้าว่า“ปูติน”จะชนะการเลือกตั้ง เพราะในยุคนี้หาผู้นำที่มีอำนาจและบารมีล้นเหลือน่าเกรงขาม มากพอที่จะต่อกรกับประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่าง"จีนและอเมริกา" ไม่ได้แล้ว หากไม่ใช่เขา"วลาดิเมียร์ ปูติน“ผู้ไม่ยอมเปิดเผย”สตรีหมายเลขหนึ่ง"จนถึงวันนี้

—---------//—--------

   


เปิดอ่าน