royal coronation
วันที่ 19 สิงหาคม 2562
กีฬา

เก็บตกประเด็นน่าสนใจศึก 'โคปา อเมริกา 2019'

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 - 17:50 น.
โคปา อเมริกา 2019,บราซิล,เปรู
Shares :
เปิดอ่าน 4,778 ครั้ง

ปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติของทวีปอเมริกาใต้ หรือ โคปา อเมริกา 2019 ที่ประเทศบราซิล

     ซึ่งผลปรากฏว่าเป็น “แซมบา” เจ้าภาพ ที่คว้าแชมป์ได้ตามคาด หลังเอาชนะ เปรู ไปในรอบชิงชนะเลิศ 3-1 จากประตูของ เอแวร์ตอน, กาเบรียล เฆซุส และริชาร์ลิซอน ขณะที่ เปรู ได้จาก เปาโล เกร์เรโร

      โดยหากมองแค่สกอร์แล้วอาจจะเป็นชัยชนะที่ไม่ยากเย็นนักของทัพ “เซเลเซา” ทว่าในเกมนั้นมีความดุเดือดอย่างยิ่ง เพราะมีถึง 2 จุดโทษ (ฝั่งละลูก) และ 1 ใบแดงของ เฆซุส ทว่าสุดท้ายก็เป็นบราซิล ที่จารึกประวัติศาสตร์ซิวโทรฟี

     ถึงแม้ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวจะรูดม่านไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจ รวมถึงสถิติต่างๆที่เกิดขึ้นใน โคปา อเมริกา 2019 ซึ่งควรนำมากล่าวถึง

แชมป์สมัยที่ 9 ของ“บราซิล”
     สำหรับ บราซิล คาดหวังกับฟุตบอลรายการนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากพวกเขาคือเจ้าภาพ และห่างหายจากความสำเร็จในศึกโคปา อเมริกา ไปยาวนาน โดยครั้งสุดท้ายที่คว้าแชมป์ต้องย้อนไปเมื่อปี 2007 หรือ 12 ปีก่อน
     โดยถึงแม้ว่า “เซเลเซา” ชุดนี้จะไม่มี เนย์มาร์ ดาวเตะค่าตัวสถิติโลกที่ได้รับบาดเจ็บหนัก จนต้องถอนตัวจากทีม แต่ด้วยศักยภาพของผู้เล่นรายอื่นๆ นำทัพมาโดย อลีสซง เบคเกอร์, ดานี อัลเวส, ติอาโก ซิลวา, อาร์ตูร์, ฟิลิปเป คูตินโญ, ริชาร์ลิซอน, กาเบรียล เฆซุส และโรแบร์โต ฟีร์มีโน ก็ส่งผลให้พวกเขาถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ เหนือกว่าบิ๊กทีมอื่นๆ ทั้ง อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย หรือชิลี แชมป์เก่า
    และลูกทีมของ ติเต ก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาเต็งหนึ่ง ด้วยการผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่มเอ ด้วยการมี 7 คะแนนจาก 3 นัด ตามด้วยชนะจุดโทษ ปารากวัย 4-3 หลังเสมอกันในเวลาปกติ 0-0 ลิ่วสู่รอบรองชนะเลิศ
     แม้จะต้องดวลของแข็งอย่าง อาร์เจนตินา คู่ปรับตลอดกาลในรอบตัดเชือก แต่ “แซมบา” ยังทำผลงานได้แข็งแกร่งหลังเอาชนะ “ฟ้าขาว” ไป 2-0 ตีตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ก่อนอัด เปรู 3-1 ที่สนามมาราคานา ผงาดคว้าแชมป์สมัยที่ 9 ของทีมในรายการนี้มาครองต่อจากปี 1919, 1922, 1949, 1989, 1997, 1999, 2004 และ2007

“เปรู”สุดยอดม้ามืด
     เชื่อว่าก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น เปรู คือทีมลำดับท้ายๆ และถูกมองว่าเป็นเพียงไม้ประดับเท่านั้นจากชื่อชั้นของนักเตะ และความสำเร็จที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาเคยคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา มาครองเพียง 2 ครั้ง (1939 และ1975)
     โดยผลงานในรอบแบ่งกลุ่มก็ยิ่งตอกย้ำว่า เปรู ยังมีศักยภาพไม่เพียงพอ หลังเก็บไป 4 คะแนนจาก 3 นัด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเกมที่พ่ายต่อ บราซิล 0-5 และผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการใช้โควตาอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจาก 3 กลุ่ม
     และในรอบ 8 ทีมสุดท้าย พวกเขาต้องโคจรมาดวลกับ อุรุกวัย อีกหนึ่งทีมเต็งแชมป์ ที่นำทีมมาโดย หลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน คาวานี ซึ่งน่าจะเป็นการจบเส้นทางในรายการนี้หากมองกันตามผลงานที่ผ่านมา ทว่า ริคาร์โด กาเรกา กุนซือคนเก่ง ได้ปรับแท็คติกมาเน้นรับ และสวนกลับอย่างเฉียบคม ทำให้ทีมมีพัฒนาการขึ้นมาอย่างชัดเจน และสุดท้ายพวกเขาสามารถหักปากกาเซียนด้วยการเอาชนะจุดโทษ “จอมโหด” 5-4 หลังเสมอกันในเวลาปกติ 0-0 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปดวลกับ ชิลี แบบไม่มีใครคาดคิด และกลายเป็นม้ามืดประจำ โคปา อเมริกา ครั้งที่ 46 อย่างแท้จริง
     มาถึงรอบตัดเชือกแม้ทุกอย่างชี้ว่า ชิลี น่าจะเป็นทีมที่เข้าไปดวลกับ บราซิล ในรอบชิงชนะเลิศ ทว่าในโลกของฟุตบอลนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะ เปรู เป็นฝ่ายถล่มแชมป์เก่าไปแบบยับเยิน 3-0 และผ่านเข้ารอบชิงดำเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1975 หรือปีสุดท้ายที่พวกเขาคว้าแชมป์แบบไร้ข้อครหา
     ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วทัพ “โลส อินคาส์” จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่ เปรู ชุดนี้ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลกแล้วว่าคือทีมที่แข็งแกร่งทั้งๆที่ไม่ต้องมีสตาร์ดังอยู่ในทีม แต่พวกเขาเล่นกับด้วยความมีระเบียบวินัย และทำตามแท็คติกที่วางไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้ เปรู จะไม่ถูกมองข้ามอย่างแน่นอนในศึกโคปา อเมริกา ครั้งที่ 47 ในปีหน้า
      “เราอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแม้ว่ามีความผิดหวังเกิดขึ้น แต่เราต้องเดินไปตามเส้นทางนี้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตระหนักว่าเรามีการพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง” กาเรกา กล่าวหลังทีมคว้าตำแหน่งรองแชมป์

“อัลเวส”แข้งยอดเยี่ยม
     เป็นข้อครหาพอสมควรเมื่อ ติเต ตัดสินใจเรียกตัว ดานี อัลเวส ฟูลแบ็คจอมเก๋าเข้ามาเป็น 1 ใน 23 ผู้เล่นของบราซิลเพื่อลุยศึก โคปา อเมริกา ครั้งนี้ เนื่องจากเจ้าตัวไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงอายุที่มากถึง 36 ปี ซึ่งอาจจะยืนระยะไม่ได้ในทัวร์นาเมนต์ระดับทวีปเช่นนี้
     อย่างไรก็ตามแบ็คขวาประสบการณ์สูงรายนี้ในฐานะกัปตันทีมแทนที่ เนย์มาร์ กลับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งเกมรับที่แข็งแกร่ง รวมถึงเกมรุกที่บ่อยครั้ง บราซิล ได้ประตูจากการขึ้นเกมของเจ้าตัว พร้อมทำไป 1 ประตู
     นอกจากนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หลายคนประทับใจนั่นก็คือความฟิตของร่างกาย ที่เขาสามารถลงสนามเป็นตัวจริงได้ทุกเกม และส่วนใหญ่คือการเล่นเต็ม 90 นาทีอีกด้วย ซึ่งจากฟอร์มทั้งหมดส่งผลให้ อัลเวส คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ไปครอง นอกจากนั้นจากการซิวโทรฟี โคปา อเมริกา ดังกล่าวยังเป็นการคว้าแชมป์ที่ 40 ของเจ้าตัวในอาชีพ ซึ่งถือเป็นแข้งที่คว้าแชมป์มากที่สุดในโลกอีกด้วย
     หลังคว้ารางวัล อัลเวส กล่าวถึงความรู้สึกว่า “การลงเล่นใน มาราคานา เป็นอะไรที่พิเศษเสมอ, ที่นี่คือบ้านของเรา ซึ่งขอแสดงความยินดีกับทุกคนในทีม แฟนบอลของเรา รวมถึงทีมสตาฟฟ์โค้ชด้วย”
     ส่วนรางวัลอื่นๆ อลีสซง เบคเกอร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล คว้ารางวัลถุงมือทองคำ หลังเสียไปเพียง 1 ประตูในทัวร์นาเมนต์นี้ ขณะที่ เอแวร์ตอน ปีกเพื่อนร่วมชาติ ซิวรางวัลดาวซัลโวด้วยการยิง 3 ประตูเท่ากับ เปาโล เกร์เรโร หัวหอก เปรู แต่เจ้าตัวมีสถิติแอสซิสต์ที่ดีกว่า

“เมสซี” VS “คอนเมโบล”
     อีกหนึ่งประเด็นร้อนแรงของฟุตบอลโคปา อเมริกา ครั้งนี้ คือการที่ ลีโอเนล เมสซี ออกมาวิจารณ์ สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (คอนเมโบล) ฝ่ายจัดการแข่งขัน ว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้ บราซิล เจ้าภาพคว้าแชมป์ในครั้งนี้ไปครอง ทั้งเรื่องสภาพสนามที่เวลา อาร์เจนตินา ลงเล่นนั้นมีพื้นผิวไม่ค่อยดีนักซึ่งยากในการต่อบอลบนพื้น รวมถึงการตัดสินของกรรมการ โดยเฉพาะในเกมที่ “ฟ้าขาว” พ่ายต่อ “แซมบา” ในรอบรองชนะเลิศที่แข้งจาก บาร์เซโลนา มองว่าพวกเขาเสียเปรียบจากเชิ๊ตดำเป็นอย่างมาก
     จนกระทั่งในนัดชิงอันดับ 3 ที่ อาร์เจนตินา เอาชนะ ชิลี 2-1 เมสซี มาโดนใบแดงในช่วงท้ายครึ่งแรก หลังปะทะกับ แกรี เมเดล ซึ่งถือเป็นใบแดงที่ 2 ในอาชีพของเจ้าตัว หลังใบแดงแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2005 ส่งผลให้สตาร์วัย 32 ปี ฉุนขาดด้วยการไม่ยอมเข้าพิธีรับเหรียญที่ 3 พร้อมให้สัมภาษณ์ว่า "ผมไม่ขึ้นไปรับเหรียญรางวัลบนโพเดียม เพราะเราไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการคอร์รัปชัน พวกเขาไม่ยอมให้เราได้เข้าไปชิงชนะเลิศ ส่วนคิดว่า บราซิล จะเป็นแชมป์ไหม? ไม่ต้องสงสัยเลย น่าเศร้าที่ผมคิดว่าโคปา อเมริกา ครั้งนี้จัดขึ้นมาเพื่อบราซิล"
     โดยหลังจากที่ เมสซี ออกมาให้สัมภาษณ์ดังกล่าว คอนเมโบล ก็ออกมาแถลงตอบโต้ทันที โดยยืนยันว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์มีความโปร่งใส และไม่มีการล็อกผลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับ บราซิล แต่อย่างใด ซึ่งการที่ เมสซี ออกมากล่าวเช่นนี้ถือเป็นการไม่เคารพต่อการแข่งขัน นักฟุตบอลที่เข้าร่วม รวมถึงเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
      และล่าสุดมีรายงานว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ เมสซี จะถูกคอนเมโบลลงโทษแบนยาวถึง 2 ปีจากการกระทำดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลให้เจ้าตัวพลาดช่วย อาร์เจนตินา ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2022 และโกปา อเมริกา ครั้งต่อไปในปีหน้า
 

     สถิติต่างๆที่น่าสนใจ
     -โคปา อเมริกา ครั้งนี้มีการยิงประตูทั้งหมด 60 ลูกจาก 26 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้ โดยเฉลี่ยมีการยิงแมตช์ละ 2.31 ประตู
     -ส่วนทางด้านผู้ชมนั้น มีแฟนบอลเข้ามาชมในสนามรวมทั้งหมดกว่า 797,277 คนทั้งทัวร์นาเมนต์ ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีผู้ชมเกมละ 30,665 คน
      -นักเตะที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในโคปา อเมริกา ครั้งนี้ คือ ชาร์ลส์ อรานกิซ กองกลางชิลี และโรแบร์โต ฟีร์มีโน กองหน้าบราซิล ที่จำนวน 3 ประตูเท่ากัน
     

      ทั้งหมดที่กล่าวมาคือการเก็บตกประเด็นน่าสนใจที่เกิดขึ้นในศึกโคปา 2019 ที่จบลงไปแบบสมบูรณ์แบบ ถึงกระนั้นแฟนๆไม่ต้องรอทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวในอีก 4 ปีข้างหน้า เนื่องจากปี 2020 ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติของทวีปอเมริกาใต้ จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง โดยมี อาร์เจนตินา และโคลอมเบีย รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพร่วมกัน

Shares :
เปิดอ่าน 4,778 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ