royal coronation
วันที่ 21 สิงหาคม 2562
กีฬา

เก็บตก"โปรตุเกส"คว้าแชมป์เนชันส์ลีกปฐมบท

วันที่ 11 มิถุนายน 2562 - 16:05 น.
ยูฟ่า เนชันส์ ลีก,โปรตุเกส,ฮอลแลนด์
Shares :
เปิดอ่าน 6,123 ครั้ง

จบไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า เนชันส์ ลีก

     หรือศึกลูกหนังซึ่งทางสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทดลองนำโปรแกรมกระชับมิตรทีมชาติมาพัฒนา และปรับปรุงให้สนุกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น โดยมีระบบการคิดคะแนน และสิทธิเพลย์ออฟเพื่อเข้ารอบ ยูโร 2020 แบบอัตโนมัติมาเป็นรางวัลล่อใจแต่ละชาติ โดยในครั้งที่ผ่านมาถือเป็นการประเดิมจัดเป็นครั้งแรก

     โดยทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ได้นำ 55 ชาติสมาชิกของ ยูฟ่า มาแบ่งออกเป็น 4 ลีก คือ เอ, บี, ซี, ดี โดยวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่าหลังจบรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018 ดังนี้

- ลีก เอ มี 12 ทีม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม
- ลีก บี มี 12 ทีม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม
- ลีก ซี มี 15 ทีม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม มี 3 ทีมหนึ่งกลุ่ม และ 4 ทีมสามกลุ่ม
- ลีก ดี มี 16 ทีม แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม

     และหลังจากนั้นแต่ละกลุ่มจะแข่งในระบบพบกันหมดแบบเหย้า-เยือน เมื่อเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ปีที่แล้ว ทีมแชมป์ของแต่ละกลุ่มจะได้เลื่อนชั้นไปยังลีกที่สูงกว่า ขณะที่ทีมอันดับสุดท้ายของแต่ละกลุ่มที่ต้องตกลงมาแทน ส่วน 4 ทีมแชมป์กลุ่มในลีกเอ จะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายเพื่อหาทีมแชมป์รายการนี้ นั่นก็คือ โปรตุเกส, อังกฤษ, สวิตเซอร์แลนด์ และฮอลแลนด์

      จนสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (9 มิ.ย.) ก็ได้ทีมที่คว้าโทรฟีของรายการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย นั่นก็คือ โปรตุเกส ที่เอาชนะ ฮอลแลนด์ ไปได้ 1-0 จากประตูชัยของ กอนซาโล กูเอเดส ในนาทีที่ 60 พร้อมถูกจารึกว่าเป็นแชมป์รายการนี้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์

     โดยถึงแม้ทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวจะรูดม่านลงไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าสนใจต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นตามมามากมาย

แชมป์เมเจอร์ใบที่ 2 ของ“โปรตุเกส”
     สำหรับทัพ “ฝอยทอง” กลายเป็นทีมที่น่าจับตามองหลังผงาดคว้าแชมป์ยูโร 2016 มาครอง ทว่าในศึกเวิลด์ คัพ 2018 ที่ผ่านมา พวกเขากลับทำผลงานได้น่าผิดหวัง หลังจอดเส้นทางไว้เพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น ทำให้ในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก ไฟนอลส์ ครั้งนี้ โปรตุเกส ในฐานะเจ้าภาพหมายมั่นปั้นมือเป็นอย่างมากว่าจะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ให้ได้อีกครั้งด้วยทีมที่ลงตัว นำโดย บรูโน เฟร์นานเดส, กอนซาโล กูเอเดส, วิลเลียม คาร์วัลโญ, แบร์นาโด ซิลวา โดยมี คริสเตียโน โรนัลโด กองหน้าซูเปอร์สตาร์จาก ยูเวนตุส เป็นหัวใจสำคัญ
     ในรอบรองชนะเลิศ โปรตุเกส เอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ ไปแบบไม่ยากเย็น 3-1 จากแฮตทริกของ โรนัลโด ผ่านเข้าสู่รอบชิงดำพบกับ ฮอลแลนด์ และในแมตช์ดังกล่าวพวกเขาก็เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่า “กังหันสีส้ม” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะจังหวะการต่อบอลอย่างไหลลื่นของกองกลาง กับกองหน้า ที่ทลายแนวรับอันแข็งแกร่งของ ฮอลแลนด์ ได้อย่างหมดจด จนสุดท้ายสามารถคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ไปครองเป็นใบที่ 2 ของทีมชาติ ต่อหน้าแฟนบอลของทีมตัวเองที่สนาม เอสตาดิโอ โด ดราเกา นอกจากนั้นยังทำสถิติเป็นยุโรปชาติแรกในรอบ 21 ปี ที่เป็นเจ้าภาพ และคว้าแชมป์เมเจอร์ นับตั้งแต่ ฝรั่งเศส เคยทำไว้ครั้งสุดท้ายในฟุตบอลโลก ปี 1998 อีกด้วย


     แฟร์นานโด ซานโตส กุนซือทีมชาติโปรตุเกส ให้สัมภาษณ์หลังคว้าแชมป์ว่า "นี่คือชัยชนะสำหรับนักเตะทุกคน เพราะพวกเขาทำผลงานได้ดีมากๆ โดยพวกเขาแสดงให้เห็นถึงสปิริตที่สุดยอดซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จในครั้งนี้ เรามั่นใจว่าเรามีคุณภาพ และเล่นได้ดีในการเจอกับคู่แข่งชั้นนำ ซึ่งตอนเริ่มทัวร์นาเมนต์ ผมพูดเอาไว้แล้วว่าเราคือตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ในทุกรายการที่ลงแข่ง ตอนนี้เราได้แชมป์ และก็มีความสุขอย่างมาก"
     ทั้งนี้จากการคว้าแชมป์ดังกล่าวทำให้ โปรตุเกส รับเงินรางวัลไป 4.5 ล้านยูโร (ราว 156.8 ล้านบาท) และเมื่อรวมกับส่วนแบ่งที่เข้าร่วมรายการ และการเป็นแชมป์กลุ่ม ส่งผลให้พวกเขาโกยเงินรางวัลไปถึง 7.5 ล้านยูโร (ราว 261.3 ล้านบาท) เลยทีเดียว

“ฮอลแลนด์”กลับสู่เส้นทาง
     ต้องยอมรับว่าในช่วงหลังถือเป็นจุดตกต่ำของวงการลูกหนัง “กังหันสีส้ม” เหตุพวกเข้าพลาดโควตาไปเล่นใน 2 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ อย่าง ยูโร 2016 และฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่นักเตะหลักที่เคยพาทีมประสบความสำเร็จ ทั้ง อาร์เยน ร็อบเบน, เวสลีย์ ชไนเดอร์ และโรบิน ฟาน เพอร์ซี เข้าสู่ช่วงปลายของการค้าแข้งพร้อมกัน จนไม่มีแข้งที่สามารถขึ้นมาทดแทนได้ในช่วงเวลานั้น
     อย่างไรก็ตามในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนเก่งมารับงานคุมทีมเมื่อกุมภาพันธ์ ปีที่แล้วฮอลแลนด์ ยุคใหม่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเจ้าตัวกล้าใช้งานเหล่าบรรดาแข้งดาวรุ่งในลีก มาเป็นแกนหลักในทีมชาติ ทั้งๆที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้เป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงแต่อย่างใด ทั้ง เดนเซล ดัมฟรีส์, มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์, มาร์เทน เดอ รูน, เฟรนกีเดอ ยอง, และสตีเฟ่น เบิร์กไวน์ มาผสมผสานกับแข้งมากประสบการณ์ อย่าง เดเลย์ บลินด์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ และจอร์จินโญ ไวจ์นัลดุม ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นก็ดีเกิดคาดทั้งเรื่องผลงาน และสปิริตทีม จนทำให้ “ยักษ์หลับ” ทีมนี้สามารถกลับมาเป็นทีมอันดับท็อปของยุโรปได้อีกครั้งแบบไม่มีข้อครหา แม้ในทัวร์นาเมนต์นี้จะต้องอกหักไปก็ตาม
     "บางทีอาจเร็วไปสำหรับนักเตะชุดนี้ที่จะเป็นแชมป์ ภารกิจต่อไปคือยูโร 2020 ผมไม่อยากมองในแง่ลบนัก เพราะผมภูมิใจกับสปิริตของลูกทีมทุกคนมาก และแน่นอนเราจะเดินหน้าต่อไป" คูมัน กล่าวหลังจบเกม


 

“แบร์นาโด ซิลวา”คว้าแข้งยอดเยี่ยม
    ในฤดูกาล 2018/19 ที่ผ่านมาดาวเตะวัย 24 ปีรายนี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี และทีมชาติโปรตุเกส แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงมากนักในวงการลูกหนังโลก จากผลงานรวม ลงสนาม 59 นัด ยิง 14 ประตู และแอสซิสต์ 15 ครั้ง รวมถึงได้แชมป์มาครองถึง 4 รายการ ประกอบด้วย แชมป์พรีเมียร์ลีก, แชมป์เอฟเอ คัพ, แชมป์คาราบาว คัพ และแชมป์ยูฟ่า เนชันส์ ลีก โดยเฉพาะในทัวร์นาเมนต์หลังสุดที่เขาขึ้นมาเป็นคีย์แมนสำคัญของทีมแบบเต็มตัว จากการลงสนาม 450 นาที ทำ 1 ประตู แอสซิสต์ 2 ครั้ง สร้างโอกาส 16 ครั้ง เข้าปะทะชนะ 11 ครั้ง ตัดบอล 5 ครั้ง และผ่านบอลสำเร็จ 87%
     ด้วยสถิติที่เกิดขึ้นส่งผลให้ ยูฟ่า ได้เลือก ซิลวา ให้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยูฟ่า เนชันส์ ลีก ไฟนอลส์ ไปครอง โดยเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า “ผมมีความสุขมากที่ช่วยทีมคว้าแชมป์ ซึ่งมะนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อคุณคว้ารางวัลส่วนตัวมันก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ผมมีความสุขจริงๆกับฟอร์มตัวเอง ไม่ใช่แค่รายการนี้ แต่หมายถึงตอลดฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งต่อจากนี้ผมจะพยายามให้ดีกว่าเดิมในการลงสนามซีซั่นหน้า”
     ส่วนผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมตกเป็นของ เฟรงกี เดอ ยอง กองกลาง ฮอลแลนด์ ที่ขึ้นมาเป็นหัวใจหลักของทัพ “อัศวินสีส้ม” ได้อย่างเต็มตัว รวมถึง คว้ารางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมรอบรองชนะเลิศ ที่เอาชนะ อังกฤษ 3-1 ช่วงต่อเวลาพิเศษ

ตั๋วยูโร 2020 รอบสุดท้าย
     โดยการเป็นแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ไม่ได้หมายถึงการได้ตั๋วลุยรอบสุดท้ายยูโร 2020 แต่อย่างใด เพียงแต่ทั้ง 4 ทีมในรอบชิงแชมป์ซัมเมอร์หน้าจะได้เป็นทีมวางในโถ 1 ทั้งหมด สำหรับการจับสลากแบ่งสายรอบคัดเลือกยูโร 2020 จากทั้งหมด 55 ชาติ จะถูกแบ่งเป็น 10 กลุ่ม (กลุ่มละ 5 หรือ 6 ทีม) โดยแชมป์ และรองแชมป์ของแต่ละกลุ่มจะได้เข้ารอบสุดท้ายทันที รวมเป็น 20 ทีม ส่วนอีก 4 ทีมที่เหลือจะมาจากการเล่นรอบเพลย์ออฟ ของศึกยูฟ่าเนชันส์ ลีก ซึ่งได้ครบตามจำนวนแล้ว นั่นก็คือ โปรตุเกส, ฮอลแลนด์, อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ หรือ ทีม 4 ที่ผ่านมาเล่นในรอบไฟนอลส์ โดยทั้งหมดจะมาแข่งขันเพลย์ออฟกันเพื่อหาทีมแชมป์เพลย์ออฟในเดือนมีนาคม ปีหน้า ซึ่งจะได้สิทธิ์ไปเล่นในยูโร 2020 ทันที
     แต่ในกรณีที่ทีมแชมป์ผ่านเข้ารอบจากการคัดเลือกแบบปกติแล้ว สิทธิ์รอบคัดเลือกจะตกเป็นของทีมที่อันดับรองลงมาในลีกนั้นๆ หากสุดท้ายยังได้ไม่ครบ 4 ทีม จะเลือกทีมที่ผลงานดีสุดจากกลุ่มถัดไปที่ยังไม่ได้สิทธิ์เข้ามาเสริมให้ครบตามจำนวน

     ถ้าหากมองทั้งเรื่องความกระตือรือร้นของแต่ละชาติ รวมถึงกระแสตอบรับของแฟนบอลนั้น ศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ครั้งแรกก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร จนลบคำสบประมาทที่หลายคนมองว่าเป็นรายการกรชับมิตรคั่นเวลาได้แบบสมบูรณ์

Shares :
เปิดอ่าน 6,123 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ