royal coronation
วันที่ 20 มิถุนายน 2562
กีฬา

ย้อนรอย 4 นัดชิงฯสุดช้ำของ "เจอร์เกน คลอปป์"

วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 - 17:40 น.
ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018-19,เจอร์เกน คลอปป์,ลิเวอร์พูล,โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์,ทอตแนม ฮอทสเปอร์
Shares :
เปิดอ่าน 3,346 ครั้ง

ใกล้เข้ามาทุกที่สำหรับฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018-19 นัดชิงชนะเลิศ ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้

     โดยเป็นการทำศึกสายเลือดของ 2 ทีมดังจากประเทศอังกฤษ ระหว่าง ลิเวอร์พูล รองแชมป์พรีเมียร์ลีก กับ ทอตแนท ฮอทสเปอร์ อันดับ 4 ของพรีเมียร์ลีก

     สำหรับทั้ง 2 ทีมถือว่าเป็นคู่ชิงดำที่สมศักดิ์ศรี เพราะต้องผ่านบททดสอบที่ยากลำบากมา เริ่มจาก “หงส์แดง” พลิกสถานการณ์ด้วยการถล่ม บาร์เซโลนา 4-0 ที่แอนฟิลด์ ในรอบรองชนะเลิศเกมที่ 2 หลังเลกแรกโดนอัดมาก่อนถึง 0-3 เอาชนะไปด้วยสกอร์รวม 4-3 พร้อมมีลุ้นถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นสมัยที่ 6

     ขณะที่ “ไก่เดือยทอง” แพ้คารังให้ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ไปก่อน 0-1 ในรอบรองชนะเลิศ นัดแรก แถมเกมที่สองยังตามหลัง 0-2 ทว่าพวกเขามายิงแซง 3 ประตูรวด รวมผลสองเกมเสมอ 3-3 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยกฎประตูทีมเยือน และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

     ก่อนเกมหลายคนมองว่า ลิเวอร์พูล คือทีมที่เป็นต่อทั้งเรื่องของผลงาน ชื่อชั้นผู้เล่น รวมถึงสถิติการพบกันที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 ทีมเจอกันมาแล้วทั้งสิ้น 170 เกมรวมทุกรายการ และเป็น “หงส์แดง” ทำได้ดีกว่าด้วยการชนะ 79 เสมอ 43 แพ้ 48 นัด ส่วนในบอลยุโรป เคยพบกันในศึกยูฟ่า คัพ รอบรองชนะเลิศปี 1972-73 โดย ลิเวอร์พูล เปิดบ้านชนะก่อน 1-0 ก่อนไปแพ้ 1-2 เข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยกฎประตูทีมเยือน

     แม้ทุกอย่างจะดูเหนือกว่า ทว่ามีประเด็นหนึ่งที่เชื่อว่าแฟนๆ “เดอะ ค็อป” เป็นกังวลในการแข่งขันแมตช์สำคัญที่กำลังมาถึงนี้ นั่นก็คือ สถิติสุดแย่ของ เจอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมคนเก่งกับรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งเขาอกหักทั้งหมดที่ผ่านเข้าชิงแชมป์ในช่องเกือบ 10 ปีหลังสุดไม่ว่าจะเป็นการคุมทัพในเยอรมนี และอังกฤษ ก็ตาม จนทำให้ทีมข่าวกีฬา “คม ชัด ลึก” ต้องมาย้อนรอย 4 นัดชิงชนะเลิศสุดช้ำของเฮดโค้ชรายนี้

ดอร์ทมุนด์ แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 1-2 ปี 2013

     ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ 2 ทีมจากเยอรมนีจะได้เข้าชิงชนะเลิศกันเองในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทว่า คลอปป์ สามารถนำ “เสือเหลือง” ที่เรียกได้ว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ นำโดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี, มัตต์ ฮุมเมิลส์, มาร์โก รอยส์ และอิลกาย กุนโดกัน ไปดวลกับ บาเยิร์น มิวนิค คู่ปรับตลอดกาลที่สนามเวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ
    และในเกมดังกล่าว “เสือใต้” เป็นฝ่ายออกนำไปได้ก่อนจาก มาริโอ มานด์ซูคิช นาทีที่ 60 ทว่า ดอร์ทมนุด์ ก็ตีเสมอได้อย่างทันควันจากจุดโทษของ อิลกาย กุนโดกัน นาทีที่ 68
    โดยเกมทำท่าจะจบลงด้วยผลเสมอ และต่อไปสู้กันในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทว่า อาร์เยน ร็อบเบน ปีกทีมชาติฮอลแลนด์ ที่มาซัดประตูชัยในนาที 89 ดับฝันการคว้าแชมป์ยูซีแอลสมัยแรกของ คลอปป์ แบบน่าเสียดาย

ลิเวอร์พูล แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี 1-3 ปี 2016

     เพียงซีซั่นแรกที่ คลอปป์ โยกมาคุม ลิเวอร์พูล เจ้าตัวก็พาต้นสังกัดใหม่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้ทันทีในศึกอีเอฟแอล คัพ หรือคาราบาว คัพ ในปัจจุบัน โดยต้องโคจรมาพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ของ เปป กวาร์ดิโอลา ซึ่งเป็นคู่ปรับเก่าสมัยที่รายหลังคุมทัพ บาเยิร์น มิวนิค
     แน่นอนว่าในขณะนั้น “เรือใบสีฟ้า” มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่า และออกนำไปได้ก่อนจาก แฟร์นันดินโญ นาที 49 ถึงกระนั้น ฟิลิปเป คูตินโญ ก็มาตีเสมอให้ทีมดังแห่งถิ่น เมอร์ซีย์ไซด์ ในช่วงท้ายเกม ก่อนเสมอกันในเวลาปกติ รวมถึงในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที ก็ไม่มีฝ่ายใดทำอะไรกันได้ จึงต้องมาตัดสินบัลลังก์แชมป์ถ้วยเล็กของแดนผู้ดีด้วยการยิงจุดโทษ
     และเป็น แมนฯซิตี ที่เฉียบคมกว่า ด้วยการยิงเข้า 2 คน ขณะที่ ลิเวอร์พูล ยิงเข้าเพียง 1 คน เอาชนะไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-1

ลิเวอร์พูล แพ้ เซบีญา 1-3 ปี 2016

     นอกจากนั้นในปีเดียวกับ ลิเวอร์พูล ของ คลอปป์ ยังทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็ก อย่าง ยูโรปา ลีก ดวลกับ เซบียา ทีมดังแห่งศึกลาลีกา สเปน ของ อูไน เอเมรี กุนซือของ อาร์เซนอล คนปัจจุบัน
    โดยเกมนี้ “หงส์แดง” ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการออกนำไปก่อนในช่วงก่อนจบครึ่งแรก ถึงกระนั้นจุดเปลี่ยนสำคัญของพวกเขาคือการเสียประตูตีเสมอในช่วงเวลาไม่ถึง 1 นาทีของครึ่งหลัง และหลังจากนั้น โกเก มาทำ 2 ประตูติดต่อกันด้วยเวลาเพียง 6 นาที ทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดท่าในการซิวแชมป์แรกต่อจาก คาร์ลิง คัพ ปี 2012 ส่วน คลอปป์ ยังครองสถิติสุดแย่ในรอบชิงชนะเลิศต่อไป

ลิเวอร์พูล แพ้ เรอัล มาดริด 1-3 ปี 2018

     แม้จะพลาดหวังในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่ ด้วยการไล่เก็บทั้ง ปอร์โต, แมนเชสเตอร์ ซิตี และอาแอส โรมา ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับ เรอัล มาดริด เจ้าของแชมป์ยูซีแอล 12 สมัย และครองถ้วยบิ๊กเอียร์มาแล้ว 2 ปีติดต่อกัน
    โดยตำแหน่งแชมป์ และชื่อชั้นของผู้เล่นแน่นอนว่า หงส์แดง” เป็นรอง แต่พวกเขาก็สู้ยิบตา และทำได้ดีในช่วงแรก ทว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของพวกเขาก็เกิดขึ้นเมื่อ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ผู้เล่นคนสำคัญได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 31 และหลังจากนั้นเห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ ลิเวอร์พูล ดูดร็อปลงอย่างชัดเจน
    และผ่านครึ่งหลังมาเพียง 6 นาที ความผิดพลาดของ ลอริส คาริอุส นายด่านชาวเยอรมนีที่ปาบอลไปโดนหลัง คาริม เบนเซมา ก่อนกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสจะยิงเข้าไปง่ายๆให้ “ราชันชุดขาว” ออกนำ 1-0
    อย่างไรก็ตาม ซาดิโอ มาเน มาซัดประตูตีเสมอให้ ลิเวอร์พูล ได้ในนาทีที่ 55 แต่รูปเกมของ ลิเวอร์พูล ยังไม่ดีขึ้นก่อนจะมาโดนทีเด็ดของ แกเร็ธ เบล ที่ลงสนามมาเป็นตัวสำรองทำคนเดียว 2 ประตูในนาทีที่ 64 และ83 ช่วยให้ “โลส บลังโกส” เถลิงแชมป์ยุโรปสมัยที่ 13
    ขณะที่ คลอปป์ ต้องอกหักจากการเข้ารอบชิงชนะเลิศตลอด 6 ครั้งหลังสุด ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่น่าจดจำแต่อย่างใด

     และนี่คือ 4 แมตช์นัดชิงชนะเลิศที่เชื่อว่า คลอปป์ คงไม่อยากจดจำอย่างแน่นอน ซึ่งต้องมาดูกันว่าในรอบชิงชนะเลิศครั้งนี้เจ้าตัวจะสามารถลบอาถรรพ์ของตัวเอง และพา “หงส์แดง” คว้าโทรฟีแรกนับตั้งแต่เจ้าตัวเข้ามาคุมทีมเมื่อปี 2015 ได้หรือไม่?

Shares :
เปิดอ่าน 3,346 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ